เกษตรกรบุรีรัมย์รอลุ้นต่ออีก ศาลอุทธรณ์เลื่อนฟังคำพิพากษา คดีบริษัทปุ๋ยฟ้องเรียกค่าเสียหาย 40 ล้าน
แม่บ้าน เกษตรกร 5 อำเภอ ที่ จ.บุรีรัมย์ 222 คน ต้องรอลุ้นต่อไปอีก หลังศาลอุทธรณ์เลื่อนนัดฟังคำพิพากษา คดีบริษัทปุ๋ยฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 40 ล้านบาท เหตุเพราะจำเลยที่ 75 เสียชีวิต เกษตรกรครวญเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิต เพราะถูกรัฐยัดเยียดเซ็นรับปุ๋ย แต่ต้องตกเป็นจำเลย ทนทุกข์มานานกว่า 4 ปี
(15 มิ.ย.63) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจาก 5 อำเภอ ในจังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย อ.โนนสุวรรณ ปะคำ, นางรอง, หนองกี่ และ อ.หนองหงส์ จำนวน 222 คน ที่ถูกบริษัทจำหน่ายปุ๋ย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องให้ชดใช้ค่าปุ๋ยที่มีการจัดซื้อในโครงการส่งเสริมอาชีพคนบุรีรัมย์ ปี 2558 รวมเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลจังหวัดนางรอง อำเภอนางรอง จ.บุรีรัมย์ อีกครั้ง หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไปเมื่อวันที่ 13 มี.ค.2561 ที่ผ่านมา
โดยศาลชั้นต้น ได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้ง 222 คน ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง เพราะที่ผ่านมาจำเลยไม่เคยมีการเจรจาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ และไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทย์กับจำเลย ส่วนที่มีลายมือชื่อของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเป็นการเซ็นตามที่หน่วยงานราชการระบุให้เซ็น เพื่อแนบเรื่องเสนอขอรับเงินอุดหนุนในโครงการดังกล่าวเท่านั้น แต่โจทย์ได้มีการยื่นอุทธรณ์
อย่างไรก็ตาม วันนี้ศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้อ่านคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยที่ 75 ได้เสียชีวิต จึงได้เลื่อนอ่านคำพิพากษา แต่ยังไม่ได้กำหนดวันเวลา ต้องรอศาลอุทธรณ์แจ้งอีกครั้ง ก็สร้างผิดหวังให้กับจำเลยที่ตั้งใจมาฟังคำพิพากษาในวันนี้ เพราะที่ผ่านมาหลังจากถูกฟ้องร้องก็ต้องเสียเวลาทำมาหากิน และเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปตามที่ตำรวจเรียก และศาลนัด
นางขวัญเรือน ทิพย์อักษร เลขากลุ่มแม่บ้านเกตษรกรบ้านหนองบัวหนองกง อ.นางรอง หนึ่งในจำเลยที่ถูกฟ้อง กล่าวว่า รู้สึกเครียดมากที่ต้องตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ทั้งที่บริสุทธิ์ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยมีการรับปุ๋ยไปจริง เพราะถูกยัดเยียด แต่เอกสารทุกอย่างทางราชการเป็นคนดำเนินการเอง เพียงให้เกษตรกรเซ็นรับปุ๋ย เพื่อแนบเรื่องเสนอขอเงินอุดหนุนในโครงการเท่านั้น แต่สุดท้ายกลับต้องถูกฟ้องร้องและถูกปล่อยลอยแพโดยไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิต ก็อยากจะขอความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรทุกคนด้วย เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็เดือดร้อนมากทั้งเครียดและกังวลไม่เป็นอันทำมาหากิน เพราะต้องรอลุ้นว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นยังไง และวันนี้ก็ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนดอีก
ด้าน นางอุมาพร แพรประเสริฐ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรณีที่ทางบริษัทได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มแม่เกษตรกร จำนวน 222 คน รวมเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2561 แต่โจทย์ได้ยื่นอุทธรณ์ และวันนี้ศาลอุทธรณ์ได้นัดจำเลยมาฟังคำพิพากษา แต่เนื่องจากมีการยื่นคำร้องเข้ามาว่ามีจำเลยที่ 75 เสียชีวิต ดังนั้น ต้องส่งกลับไปศาลอุทธรณ์ให้พิจารณากำหนดนัดฟังคำพิพากษาใหม่ แต่ครั้งต่อไปยังไม่ได้กำหนดวันต้องรอศาลแจ้งไปอีกครั้ง
ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ก็มาเป็นกำลังใจให้กับเกษตรกร เพราะทางศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่เบื้องต้น
สำหรับโครงการส่งเสริมอาชีพคนบุรีรัมย์ดังกล่าว เป็นโครงการต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2558 ที่ผ่านมา ได้รับแจกจ่ายปุ๋ยอินทรีย์ฟรีมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ไม่เคยเกิดปัญหา แต่ปีสุดท้ายโครงการถูกสั่งระงับไม่มีการอนุมัติงบอุดหนุนจาก อบจ. เพื่อมาจ่ายเงินค่าปุ๋ยในโครงการ ทำให้ชาวบ้าน เกษตรกรที่ถูกหลอกเซ็นสัญญารับปุ๋ยไปใช้แล้ว ต้องตกเป็นแพะถูกบริษัทขายปุ๋ยฟ้องในข้อหา “ผิดสัญญาซื้อขาย”
โดยคดีดังกล่าว ได้มีการยื่นฟ้องมาตั้งแต่ปี 2559 ศาลจังหวัดนางรอง ได้มีการเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยกันหลายครั้งแต่ไม่ได้ข้อยุติ เนื่องจากทางบริษัทยังยืนยันจะเรียกค่าเสียหาย เป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท แต่ชาวบ้านไม่มีเงินที่จะจ่ายให้ทั้งมองว่าชาวบ้านตกเป็นแพะในคดีดังกล่าว เพราะไว้เนื้อเชื่อใจหน่วยงานรัฐ และเห็นว่าเป็นโครงการปุ๋ยฟรี จึงเซ็นรับปุ๋ย แต่พอเกิดปัญหากลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยปล่อยชาวบ้านลอยแพจนต้องเดินเรื่องต่อสู้เรียกร้องขอความยุติธรรมกันเอง กระทั่งต่อมาได้ยื่นร้องให้กระทรวงยุติธรรม และ ดีเอสไอ เข้ามาช่วยเหลือดังกล่าว