ศาลฎีกาสั่งจำคุก “บอส ฉัตรมงคล” 2ปี ไม่รอลงอาญา คดี 112

ภูมิภาค18 ก.ย. 2568 • 15:49 น.
ศาลฎีกาสั่งจำคุก “บอส ฉัตรมงคล” 2ปี ไม่รอลงอาญา คดี 112

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ระบุว่า  เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาฎีกาในคดีของ “บอส” ฉัตรมงคล วัลลีย์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริษัทเอกชน วัย 31 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เหตุจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ศรีสุริโยไท” เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งเคยพิพากษายกฟ้อง กลับเป็นลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดให้จำคุก 3 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษลงหนึ่งในสาม คงเหลือโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทำให้คดีสิ้นสุดลง และฉัตรมงคลต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที ทำให้ยอดผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 55 คน

เส้นทางการต่อสู้: ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ลงโทษจำคุก 27 เดือน เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ จำเลยจึงยื่นฎีกาต่อ

สำหรับคดีนี้มี นัธทวัฒน์ ชลภักดี แอดมินเพจเฟซบุ๊กศรีสุริโยไท เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองเชียงราย และฉัตรมงคลต้องเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ไปต่อสู้คดีที่จังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ถึงปัจจุบันเกือบ 4 ปี แล้ว

ในการต่อสู้คดี ฉัตรมงคลให้การปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่ผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว โดยตนเองใช้เฟซบุ๊กอื่น นอกจากนั้นข้อความคอมเมนต์ที่กล่าวหาระบุเพียงคำว่า “ในหลวง” โดยไม่ได้ระบุว่าพระองค์ใด และในตัวโพสต์ของเพจศรีสุริโยไท ก็เป็นภาพที่คาดว่าน่าจะเป็นภาพของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พร้อมข้อความขอให้เป็นกำลังใจให้ทางเพจต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ได้มีการระบุถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใดแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2566 ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษายกฟ้องคดี โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานบุคคลและหลักฐานที่ยืนยันว่าจำเลยกระทำตามฟ้องจริง ที่โจทก์เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดมาจากตำรวจชุดสืบสวนที่นำชื่อเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหา ไปค้นในทะเบียนราษฎร์ของจำเลย แล้วนำมาเปรียบเทียบกับภาพในเฟซบุ๊ก เมื่อพิจารณาทางนำสืบของจำเลยที่ชี้ให้เห็นว่าหน้าเฟซบุ๊กมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย โดยไม่ต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง

ต่อมา อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ และเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง โดยกลับไปเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ พยานโจทก์ที่เป็นสองแอดมินผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กศรีสุริโยไทเบิกความไม่มีความขัดแย้งกัน ไม่มีข้อพิรุธ และไม่รู้จักกับจำเลยมาก่อน รูปคดีก็ไม่มีเหตุให้เชื่อว่าพยานโจทก์คิดสร้าง URL ขึ้นมา เมื่อจำเลยไม่ใช่นักการเมืองหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงที่น่าจะมีผู้ใดมากลั่นแกล้ง

แม้ว่าจำเลยนำพยานมาเบิกความเรื่องการเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่จำเลยก็ไม่ได้ต่อสู้ว่ามีการนำข้อมูลของจำเลยไปใช้ หรือถูกแฮกระบบอย่างไร คำเบิกความของจำเลยจึงมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย

จำเลยจึงยื่นฎีกาต่อศาล โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ หรือมีพยานแวดล้อมน่าเชื่อถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดและทางนำสืบของโจทก์ยังมีข้อพิรุธสงสัยอยู่หลายประการ ทำให้ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความลงในเพจศรีสุริโยไท ลงจำคุก 2 ปี

เวลาประมาณ 9.30 น. บอสเดินทางมาถึงศาลจังหวัดเชียงราย โดยมีประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าฟังคำพิพากษาด้วยประมาณ 5 คน

ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยสรุปความได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงเหลือโทษจำคุก 27 เดือน ไม่รอการลงโทษ

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ข้อความลงในเพจศรีสุริโยไทหรือไม่ โดยจำเลยโต้แย้งว่าไม่ใช่ผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว

เห็นว่ามูลเหตุของเรื่อง นัธทวัฒน์ ชลภักดี ผู้สร้างเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ศรีสุริโยไท” โพสต์คลิปวิดีโอลงในเพจดังกล่าวพร้อมข้อความว่า “เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ หัวใจของพวกเราคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งที่พวกเราต้องการที่สุดคือกำลังใจ ไม่มีแบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งสี” ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าดูได้ มีบัญชีเฟซบุ๊กที่มีชื่อเหมือนจำเลยคอมเมนต์ข้อความใต้คลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นข้อความดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ผู้กล่าวหาจึงเข้าไปดูในเฟซบุ๊กดังกล่าวพบว่า บุคคลที่ใช้บัญชีเฟซบุ๊กจบการศึกษาและอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และมีแฟนอยู่ในสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง จึงประสานไปยังผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานั้น ผู้อำนวยการจึงได้เรียกมาสอบถามแฟนยอมรับว่าได้คบหาอยู่กับจำเลย ผู้กล่าวหาจึงรวบรวมข้อมูลและลิงค์โปรไฟล์ของจำเลยเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน

โจทก์มีพยานบุคคลเบิกความต่อศาล แม้ว่าไม่ใช่พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง แต่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์อย่างยิ่ง

การรับฟังพยานหลักฐานของศาลจะต้องรับฟังอย่างระมัดระวัง แต่จำเลยก็ไม่ได้เบิกความโต้แย้งว่าพยานโจทก์เบิกความไม่เป็นความจริง และไม่ได้เบิกความว่าไม่มีความเกี่ยวพันกับแฟนที่ถูกกล่าวอ้าง

ในการโพสต์ข้อความลงในโปรแกรมเฟซบุ๊กจะต้องสมัคร และมีการกรอกข้อมูลส่วนตัว ซึ่งบุคคลคนหนึ่งอาจมีบัญชีเฟซบุ๊กได้หลายบัญชี โดยในระบบคอมพิวเตอร์จะต้องมี URL ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และมี IP Address เปรียบเสมือนเลขที่บ้าน ซึ่งไม่สามารถปลอมแปลงได้ ยกเว้นเสียแต่ถูกขโมยข้อมูลหรือถูกแฮก แต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบว่าถูกขโมยข้อมูลหรือถูกแฮกอย่างไร

แม้ว่าพยานหลักฐานโจทก์จะแคปภาพจากหน้าจออุปกรณ์และพิมพ์ลงในเอกสาร แต่ก็เป็นเอกสารทางนิติวิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ให้มีความน่าเชื่อถือ สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวคือจำเลย

จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าเปิดบัญชีเฟซบุ๊กทั้งหมด 7 บัญชี โดยใช้ชื่อจำเลยทั้งหมด แสดงให้เห็นพฤติกรรมของจำเลยในการเปิดบัญชีใหม่อยู่เรื่อยไป

หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นโทรศัพท์มือถือ และหลังจากนั้นจำเลยเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์จึงมีพิรุธสงสัย ดังนี้พยานหลักฐานโจทก์เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยโพสต์ข้อความดังกล่าว

ประเด็นพิจารณาประการต่อมา ที่จำเลยโต้แย้งว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความลอย ๆ ไม่บ่งชี้ว่าเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใด ศาลฎีกาเห็นพ้องกับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยแล้ว

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้าง ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสาม คงเหลือโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาจบ เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลได้นำกุญแจมือมาใส่ที่ข้อมือของฉัตรมงคลและนำตัวลงไปคุมขังที่ห้องขังใต้ถุนศาล ก่อนเตรียมนำส่งตัวไปยังเรือนจำจังหวัดเชียงรายต่อไป เนื่องจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาทำให้คดีสิ้นสุดลง

ปัจจุบันเมื่อรวมฉัตรมงคลแล้ว มียอดผู้ต้องขังในคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 55 คน ในจำนวนนี้แยกเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คน และคดีมาตรา 110 อีก 5 คน

ทั้งนี้ จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว มีประเด็นที่ศาลฎีกายกคำให้การจำเลยบางส่วนมาประกอบการให้เหตุผลลงโทษ แต่ไม่ได้พิจารณาให้ครบถ้วน เช่น ในประเด็นว่าจำเลยเคยให้การว่าเคยสมัครบัญชีเฟซบุ๊กมาหลายครั้ง แต่เหตุเนื่องจากว่าเคยมีบัญชีที่เข้าใช้งานไม่ได้ จึงจำเป็นต้องสมัครบัญชีใหม่ จนมาถึงบัญชีล่าสุด โดยบัญชีนี้ได้เปิดใช้งานมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งานเพียงบัญชีเดียว รวมทั้งประเด็นว่าจำเลยไม่ได้ไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นโทรศัพท์ แต่ได้เปิดหน้าเฟซบุ๊กบัญชีที่จำเลยใช้งานอยู่ให้พนักงานสอบสวนดูและบันทึกภาพถ่ายไว้ด้วย แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการขอตรวจยึดโทรศัพท์ไปตรวจสอบต่อ