คณะกมธ.กฎหมายฯลงพื้นที่อ.รามัน จ.ยะลา รับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงานจนท.ค่ายวังพญา41

ภูมิภาค31 ต.ค. 2562 • 20:04 น.
คณะกมธ.กฎหมายฯลงพื้นที่อ.รามัน จ.ยะลา รับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงานจนท.ค่ายวังพญา41
วันนี้ ( 31 ตค.62 )ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร นำโดย น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่และรองประธานคณะกรรมาธิการ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่และโฆษกคณะกรรมาธิการ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ นาย อาดิลัน อาลีอิสเฮา ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เดินทางไปยัง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ยะลา โดยมี พันเอกคมกฤช รัตนฉายา ผู้บัญชาการ กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ พันเอกสิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ พันเอกสิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้เป็นผู้บรรยายสรุปการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในกรณีการใช้กฏหมายพิเศษ และการเชิญตัวผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง มาควบคุมตัวยังศูนย์ซักถามภายใน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ตั้งแต่แรกเริ่มขนถึงปัจจุบัน โดยนายรังสิมันต์ โรม โฆษกคณะกรรมมาธิการ ได้เปิดประเด็นถามถึงกรณีการตรวจเก็บดีเอนเอของประชาชนในพื้นที่ เพราะมีการร้องเรียน ซึ่งต้องการทราบข้อมูลว่า ทางเจ้าหน้าที่มีการตรวจเก็บดีเอนเอ จริงหรือไม่ และมีวัตถุประสงค์อย่างไรในการเก็บดีเอนเอ รวมไปถึงมีวิธีการอป้องกันข้อมูลทางดีเอ็นเอ เรื่องที่สองคือ การลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือในระบบสองอัตลักษณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่ และประเด็นที่ 3 คือ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน นักศึกษา ในพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่นการเสวนาถึงกรณีการใช้กฏหมายความมั่นคงในพื้นที่ทางเจ้าหน้าที่จะมีวิธีการสื่อสารหรือสร้างความเข้าใจกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไร และประเด็นสุดท้ายคือ กฏหมายพิเศษหรือกฏหมายความมั่นคง ที่ใช้อยู่ในพื้นที่ จะมีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะลดอำนาจลง ต่อมานายนิรมิตร สุขจารี คณะกรรมาธิการ ได้กล่าวถึงประเด็นของสถานที่ควบคุมตัวผุ้ถูกเชิญตัวมาซักถาม โดยยกตัวอย่างการเสียชีวิตในขณะควบคุมตัว ทางเจ้าหน้าที่ควรที่จะมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียดและชัดเจน รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้ญาติได้เข้าเยี่ยม หรือการขอพบแพทย์ ประเด็นสุดท้ายคือ การยกเลิกกฏหมายพิเศษนั้น ก็ขอให้มีการพิจารณา ในที่ประชุม ทุก ๆ 3 เดือน ตามที่มีการปฏิบัติและติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ด้าน นาย อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และคณะกรรมาธิการ ได้กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการใช้กำลังเข้าตรวจค้น ขอให้ทุกครั้งที่มีการปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ ในบริเวณดังกล่าว รวมไปถึงการควบคุมตัวหรือการเชิญตัวผู้ต้องสงสัย ให้มีการแจ้งญาติหรือครอบครัวทุกครั้ง ว่าจะนำตัวไปไหนอย่างไร ให้มีรายละเอียดชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ครอบครัวหรือ ญาติพี่น้อง น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่และรองประธานคณะกรรมาธิการได้ให้สัมภาษณ์ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทั้งของทางเจ้าหน้าที่ และการเปิดเวทีรับฟังข้อมูลจากประชาชน ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ทีไ่ด้รับคือ การใช้กฏหมายพิเศษ ที่รู้สึกว่าส่งผลกระทบต่อประชาชน เรื่องของการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ และเรื่องของการตรวจดีเอนเอ ซึ่งประชาชนรู้สึกไม่ไว้วางใจ ทำให้คณะกรรมาธิการฯ คิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเป็นเวทีกลางให้แต่ละฝ่ายได้มาชี้แจง ซึ่งปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่ใช่ปัญหาของความมั่นคง แต่เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อใจกัน ดังนั้น ทางคณะกรรมาธิการฯ เชื่อว่า การเปิดเผย ความโปร่งใส ในกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้รับการตรวจสอบ โดยสื่อมวลชนหรือประชาชน จะเป็นผลดีกับทุกฝ่ “อย่างน้อยการเดินทางลงมาของคณะกรรมาธิการฯ จะสามารถทำให้ประชาชนได้เห็นว่า ทางเจ้าหนา้ที่มีการปฏิบัติงานกันอย่างไร ในสถานที่ควบคุมตัว ศูนย์ซักถาม มีความเป็นอยู่อย่างไร อีกทั้งทางคณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ให้ข้อชี้แนะแก่เจ้าหน้าที่ว่าประชาชนภายนอกมองการทำงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เองก็ควรที่จะเพิ่มความชัดเจนให้ประชาชนได้เกิดความมั่นใจ ในส่วนของเรื่องการงทะเบียนซิมส์ ก็จะมีการติดต่อสอบถามไปยัง กสทช.ว่า มีการดำเนินการอย่างไร หากไม่มีการลงทะเบียนซิมส์ตามกำหนดจะมีการตัดสัญญาณหรือไม่ และหากมีการตัดสัญญาณมือถือจริง จะเข้าข่ายขัดต่อกฏหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่” น.ส.พรรณิการ์ วานิช กล่าว ทางด้านพันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองเลขาธิการ กองอำนวยการักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และโฆษกกองทัพภาค 4 เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายของแม่ทัพภาค 4 ต่อการใช้กฏหมายพิเศษในพื้นที่นั้น ก็บังคับใช้เท่าที่จำเป็นในบางมาตรา ตามเหตุที่เห็นสมควร ซึ่งทีผ่านมาก็ได้เลือกนำมาปฏิบัติเพียงบางมาตราเท่านั้นเอง เช่นการใช้ พรก.ฉุกเฉิน ก็ใช่เพียงสองมาตราคือการควบคุมตัว และขยายเวลาในการควบคุมตัว แต่ในประเด็นข้อสงสัยจากคณะกรรมาธิการฯ นั้น เป็นเพียงการรับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความคิดเห็นโดยรวมของคนทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะผู้ที่ร้องเรียน ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฏหมาย ซึ่งในวันนี้ ก็ได้ให้ความเข้าใจแก่คณะกรรมาธิการกฏหมายฯ ในภาพใหญ่ ว่ากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กฏหมาย แต่ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งทีไ่ด้รับผลกระทำจากการกระทำของผู้ที่ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งการบังคับใช้กฏหมายก็ต้องปรับให้เกิดความสมดุลย์กับทั้งสองฝ่ายให้ได้ ซึ่งทีผ่านมาก็ได้อธิบายมาตลอดว่าการบังคับใช้กฏหมายด้วยเหตุผลอะไรบ้าง และมีความจำเป็นอย่างไร ซึ่งการดำเนินการสืบคนบุคคลที่กระทำการก่อเหตุนั้น ต้องใช้อำนาจของกฏหมายพิเศษในการปฏิบัติ ซึ่งไม่สามารถใช้กฏหมายที่มีอยู่ตามปกติที่พึงกระทำได้ และอีกเหตุผล คือผู้ที่มีส่วนรู้เห็นในการก่อเหตุบางส่วนนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ถ้าหากกระบวนการกฏหมาย ป.วิอาญา กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะถูกออกหมายจับ ป.วิอาญาด้วยเช่นกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามามากมาย และในกระบวนการซักถาม ก็จะเจาะจงเพีบงบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย หรือมีข้อมูลข่าวปรากฏมาก่อนหน้า หรือถูกซัดทอดจากผู้ที่ถูกจับกุมก่อนหน้า ซึ่งก็จะดำเนินการเชิญตัวมาสอบปากคำซักถาม ถ้ามีความเกี่ยวพัน ก็จะดำเนินการตามกฏหมาย แต่หากไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะปล่อยตัวกลับไป วีระยุทธ/ยะลา