"บิ๊กเต่า"เผยเรือหายต้องสาวถึงผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดยันต้องมีผู้รับผิดชอบ

ภูมิภาค18 มิ.ย. 2567 • 19:03 น.โดย ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์
"บิ๊กเต่า"เผยเรือหายต้องสาวถึงผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดยันต้องมีผู้รับผิดชอบ

วันที่ 18  มิถุนายน  2567  เวลา 15.30 น. ที่กำกับการตำรวจน้ำสงขลา พล.ต.ตรี  จรูญเกียรติ  ปานแก้ว  รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  เปิดเผยว่า  ตั้งแต่เรือหลบนี้ทางตำรวจสอบสวนกลาง ได้กดดันอย่างหนักโดยมีการประสานไปยังประเทศเพื่อบ้านเพื่อติดตามเรือกลับมา  จนสามารถจับกุมได้ห่างจากชายฝั่ง จ.สงขลา ประมาณ  90  ไมล์ทะเล  ทั้ง 3  ลำ และลูกเรือจำนวน  8  คน  ได้แก่คือ  นายสุนทร  อายุ 62 ปี เป็นชาวสงขลา นายธานินทร์ อายุ 52 ปี ชาวสงขลา  นายจำปี  อายุ 62 ปี        ชาวสงขลา นายบุญใจ อายุ 53 ปี ชาวนครศรีธรรมราช  เป็นลูกเรือเจพี นายศิริพงษ์  อายุ 51 ปี ชาวราชบุรี นายอุดร  อายุ 48 ปี ชาว จ.เลย นายสมชาย อายุ 63 ปี ชาวสมุทปราการ เป็นลูกเรือกำไรเงิน และนายเดชา  อายุ 66 ปี ชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลูกเรือดาวรุ่ง และผู้ต้องหาที่หนีหายไปอีก 7 ราย ซึ่งทั้ง 8 รายถูกสอบสวน อย่างละเอียด

พล.ต.ตรี  จรูญเกียรติ  เปิดเผยอีกว่า จากการสอบสวนผุ้ต้องหาทั้ง 8  ราย ให้การเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก  โดยมีไต๋ก๋งเรือของคนนึง บอกว่า  ได้มีคำสั่งจากเจ้าของเรือให้นำเรือออกจากท่าเรือ และมีการวางแผนการหลบหนีเอาไว้แล้วหลายวัน แต่ไม่สบโอกาสจน ถึงวันที่เรือทอดสมออยู่นอกชายฝั่งประจวบกับคืนวันเกิดเหตุคลื่นลมสงบ ไต๋ก๋งเรือจึงนำเรือออกจากท่า  โดยมีเรือเจพี เป็นเรือนำเนื่องจากไต๋ก๋งเรือบอกว่าเรือเจพีมีเจพีเอสสำรองอยู่ที่แอบไว้ใต้เตียง ซึ่งลอดสายตาของเจ้าที่ที่เข้าจับกุม  ซึ่งการออกจากท่าเรือสัตหีบนั้นช่วงแรกจะใช้ความเร็วประมาณ 2น๊อต  เพื่อลดเสียงดัง จนพ้นแนวอ่าว จึ่งเร่งความเร็ว โดยมีคำสั่งให้ล่องเรือไปยังประเทศกัมพูชา   และให้ถ่ายน้ำมันทั้งหมดลงเรือใหญ่ที่มีการนัดหมายเอาไว้แล้ว  และลูกเรือจำนวน 7  คนได้ขึ้นเรือใหญ่ไปด้วย  หลังจากนั้นได้มีคำสั่ง จากเจ้าของเรือให้เรือทั้ง3  ลำ  เดินทางลงมาทางใต้ 

จากการสอบสวนลูกเรือ เปิดเผยว่า  ได้รับคำสั่งให้เดินเรือไปยังเขตเศรฐกิจพิเศษ  AEC ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรฐกิจเฉพาะ 3  ประเทศ  มีเวียดนาม  กัมพูชา  และไทย  แต่เมื่อมาถึงเขตชายฝั่งสงขลา เรือดาวรุ่งได้เกิดเสีย ทำให้ต้องลากไปจนเกิดความล่าช้า จนเจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมได้ 

พล.ต.ตรี  จรูญเกียรติ  ยังเปิดเผยอีกว่า  จากการตรวจสอบเรื่อทั้ง 3  ลำมีการดังแปลงสภาพโดยเฉพาะเรือซีฮอท  หรือกำไรเงินนั้นมีการพยายามทาสีเรือใหม่จากสีน้ำเงินเป็นสีเขียว สำหรับการสอบสวนลูกเรือยังทราบอีกว่า  ลูกเรือทั้งหมดจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย  รู้เพียงว่า ไต๋ก๋งเรือสั่งให้ไปทางใหนก็ต้องไปตามคำสั่ง  มีเพียงไต๋ก๋งเรือเท่านั้น  ที่จะติดต่อกับเจ้าของเรือโดยผ่านโทรศัพท์ดาวเทียม 

ทั้งนี้ พล.ต.ตรี  จรูญเกียรติ  เปิดเผยอีกว่า  การสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจสัตหีบทั้ง 4 นาย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตหรือไม่ อยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งจะเสร็จภายใน 7 วัน ซึ่งยอมรับว่าวงการค้าน้ำมันเถื่อนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นขบวนการที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง แต่ยืนยันว่าถ้าหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ บุคคลอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องหรือกระทำผิดชัดเจนก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดในส่วนของความเสียหายเสียที่เกิดขึ้นต่อรัฐทาง ปช.ก. ทางตำรวจจะมีการฟ้องละเมิด จะต้องมีการฟ้องแพ่งกับบุคคลที่มีการกระทำความผิด เอาเงินไปชดใช้เพื่อนำเงินไปชดใช้ให้กับรัฐ

ด้านตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พฐ. เปิดเผยว่าน้ำมันที่หายไปคือน้ำมันดีเซล สีเหลืองโดยไม่สามารถให้คำตอบ ได้ว่าน้ำมันที่เหลืออยู่เหลือกี่ลิตรจะต้องรอทางตำรวจน้ำดูดน้ำมันขึ้นมาถึงจะให้ความชัดเจนได้ / ส่วนน้ำมันที่อยู่ในเรือและน้ำมันที่ถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 17 มีนาคมจะเป็นน้ำมันชนิดเดียวกันหรือไม่ จะต้องนำผลการตรวจครั้งเก่าและครั้งล่าสุดนี้มาเทียบเคียงกัน หมดแล้วเนี่ยจึงจะสามารถทราบได้

ขณะที่ พล.ต.ตรี  จรูญเกียรติ  เผยว่า สำหรับการจับกุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการจัดฉากหรือสร้างภาพ หรือมีการประสานกับทางผู้บงการ เพื่อส่งมอบเรือคืนให้กับทางเจ้าหน้าที่ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามยุทธวิธีของตำรวจน้ำ เรือที่มีเรือใหญ่ที่เป็นศูนย์บัญชาการคอยกำกับดูแล ก่อนจะส่งชุดปฏิบัติการพิเศษซึ่งเป็นเรือเล็กพร้อมกำลังคน และอาวุธครบมือเข้าจับกุมทันทีเมื่อพบเรือทั้ง 3 ลำ ลอยลำต่อกันเป็นแพรอยู่กลางทะเลเนื่องจาก เรือดาวรุ่งเครื่องยนต์เสีย จึงทำให้อีก 2 ลำต้องเข้ามาช่วยลากจูง / พอผู้ต้องหาเห็นเจ้าหน้าที่ก็ยอมจำนนโดยให้ความร่วมมือกับตำรวจชุดจับกุม

อีกทั้งพล.ต.ตรี  จรูญเกียรติ  ยังเผยถึงขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนกลางทะเลว่าการซื้อขายนั้นจเของเรือหรือผู้บริหารจะทำการซื้อขายจ่ายเงินกันบนฝั่งหลังจากนั้นจะแจ้งพิกัดไปให้ลูกน้องที่อยู่ของทั้งคู่ให้ไปตามพิกัดและขนถ่ายน้ำมันกัน โดยเรือของกลางทั้งหมดจะจอดไว้ที่ท่าเรือตำรวจน้ำสงขลาก่อนและจะมีมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำลอยจะเป็นความรับผิดชอบของจำรวจน้ำสงขลา