ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา เมืองตรัง โอด ผลประกอบการวิกฤตสุดในรอบ 20 ปี
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา เมืองตรัง โอด ผลประกอบการวิกฤตสุดในรอบ 20 ปี เหตุปัจจัยลบเพียบทั้งการคุมเข้มด้านสิ่งแวดล้อมจากจีน สงครามการค้าจีนกับสหรัฐ และค่าเงินบาทแข็งตัว คาดครึ่งปีหลังตัวเลขผลประกอบการน่าจะดีดกลับมาที่กว่า 55 ล้านบาทต่อเดือน
นายภรภัทร โรจนมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมกก้าวู๊ด จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจแปรรูปไม้ยางพารา ทั้งจังหวัดตรังมีไม่น้อยกว่า 30 แห่ง จากทั่วประเทศ ที่มีกว่า 100 แห่ง ซึ่งรวมทุกขนาดทั้งที่เลื่อยอย่างเดียว มีโรงอบ ไม่มีโรงอบ ทั้งที่ทำเฟอร์นิเจอร์ด้วย ทำไม้ไม่ทำแผ่น ไม่ทำไม้แผ่น สำหรับบริษัทเมกก้าวู๊ด มี 2 โรงงาน ก็คือที่คลองเต็ง อ.เมือง และอ.นาโยง สำหรับสถานการณ์การทำอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราในนอบ 3 ปีที่ผ่านมาคือตั้งแต่ปลายปี 2560 ราวๆเดือนพฤศจิกายน จนถึงปลายปี 2562 ถือว่าเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด
นายภรภัทร เปิดเผยต่อไปว่า วิกฤตนี้มันเกิดจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเกิดจากการที่ซัพพลายของอุตสาหกรรมไม้ยางพาราแปรรูปมันมากเกินไป มันเกินความต้องการของตลาด ซัพพลายในที่นี้มันไม่ใช่แค่จากไทยมันจากประเทศเพื่อนบ้านเราด้วย แต่แย่ที่สุดก็คือวิกฤติที่เกิดขึ้นมันเริ่มจากไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นความต้องการไม้ยางพาราสูง คนมาลงทุนเยอะ ซัพพลายออกมาเยอะราคาดีดตัวขึ้นไปสูง มีการลงทุนในทั่วภาคใต้ ภาคตะวันออก ลงทุนกันเยอะมาก รายเดิมที่ทำอยู่ก็ขยายกิจการรายใหม่ก็เข้ามา ทั้งรายใหม่ที่เป็นคนไทย และที่เป็นคนจีน เช่นเดียวกับสถานการณ์ลำไย ล้นตลาด พอของมันล้นตลาด ล้นเกินกว่าความต้องการ ราคามันก็เลยตกลงแบบโดดหน้าผาเลย
"นอกจากนี้เมื่อตอนปลายปี 2560 ภาครัฐของจีนเข้มงวด ในการยกระดับอุตสาหกรรมของเค้าให้เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นโรงงาน เอาไม้ยางพาราที่แปรรูปแล้วไปทำเฟอร์นิเจอร์และปรับตัวไม่ทันต้องเลิกกิจการไป คือพอรัฐบาลออกกติกามาปุ๊บ เค้าก็ให้เวลาค่อนข้างที่จะน้อย แต่จริงๆแล้วเค้าก็เคยเตือนมาก่อนล่วงหน้าแล้ว แต่ว่าผู้ประกอบการทางจีนเค้าประมาทกันไปหน่อยพอมาตรการเค้าเข้มงวดออกมาปุ๊บคนที่ปรับตัวไม่ทันเลยต้องปิดตัวไปทำให้ความต้องการของโรงงานที่จีนลดน้อยลง ประกอบกับผลผลิตออกมาเยอะ ทำให้ความต้องการมันลดลง" นายภรภัทร กล่าว
นายภรภัทร กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเลยทำให้ราคาไม้เยางพาราแปรรูปตก นั่นเป็นปัจจัยที่เกิดจากสถานการณ์การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากจีน จากนั้นก็เกิดปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ทำให้ไม้ยางแปรรูปที่มีการผลิตเยอะที่ฝั่งไทยส่งออดไม่ได้เพราะความต้องการลดลง ต่อมาก็เรื่องค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่ามาก ทั้งนี้การที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามีผลกระทบต่อผู้ส่งออก ผู้นำเข้าจะจำหน่ายง่ายขึ้น แต่ผู้ส่งออกจะจำหน่ายยาก เราขายเท่าเดิม แต่เรากลับได้เงินมาน้อยลงหลังจากแปลงมาเป็นเงินบาทแล้ว
นายภรภัทร กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยทั้งหมดเป็นเรื่องหลัก เรื่องรองๆก็เป็นเรื่องของก่อนหน้านั้นในการที่อุตสาหกรรมไม้ตั้งแต่ปี 2557-2560 ดีมาโดยตลอดทำให้ผู้ประกอบการในวงการเราค่อนข้างจะประมาทไม่ได้ควบคุมต้นทุนให้ดี ต้นทุนของเราก็สูง รายได้ไม่พอก็ต้องกู้หนี้มาลงทุน ทำให้หนี้มันเยอะขึ้น เมื่อแผนการขาย แผนการลงทุนชะงักทุกอย่างชะงักไปหมด หลายรายต้องเลิกกิจการ 2 ปีที่ผ่านมา ตนถามผู้ใหญ่ในวงการทุกคนที่ตนรู้จัก ทุกคนก็บอกว่านี่คือวิกฤตร้ายแรงที่สุด ตั้งแต่ทำการค้ากับจีนมา
"วงการแปรรูปไม้ยางพาราเริ่มทำการค้ากับจีนมา 20 กว่าปี 2 ปีมานี้ถือว่าหนักที่สุด ผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักว่ากันอย่างนั้น แต่ทีนี้สถานการณ์เริ่มทรงตัวได้แล้วก็ดีขึ้นเมื่อตอนสิ้นปี 62 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่ว่าทางผู้ประกอบการของจีนก็เริ่มปรับตัวได้แล้วโรงงานก็กลับมาเดินเครื่อง ความต้องการเริ่มมีแล้วราคาไม้ยางลดต่ำลงมาจนถึงจุดที่แข็งขันกับไม้อื่นทั่วโลกได้ คือจริงๆแล้ววงการไม้ยางพาราถ้าราคามันขึ้นสูงเกินไปลูกค้าก็หันไปหาไม้อื่น บนโลกเราใบนี้มีไม้อื่นอีกเป็นไม้อุตสาหกรรมได้หลายประเภท" นายภรภัทร กล่าว
นายภรภัทร กล่าวต่อไปว่า ตนไม่นับไม้ที่เป็นไม้ที่มีมูลค่าสูงจำนวนน้อยๆนะ เช่นไม้สัก อันนี้ไม่นับเพราะมีจำนวนน้อย อย่างไม้ยางพารามีจำนวนเยอะเข้าเครื่องจักรอัตโนมัติแล้วทำให้ผู้ประกอบการทางจีนเขาผลิตได้ง่ายสะดวกต้นทุนต่ำ นี่คือจุดเด่นของไม้ยางพารา แต่ว่ามันไม่ใช่มีแค่ไม้ยางพาราที่ทำอย่างนี้ได้ มันยังมีไม้จากฝางยุโรปอีกหลายประเภทที่ทำอย่างนี้ได้ พอราคาเราสูงเกินไปเขาก็หันไปหาไม้อย่างอื่น พอราคาเรากลับมาต่ำเขาก็กลับมาหาเรา ซึ่งเขากลับมาหาเราตอนปลายปี 2562 ที่ผ่านมา ตอนที่ราคาที่สูงที่สุดมันขึ้นไปต่อไร่ ไร่ละ 7-8 หมื่นบาท แล้วที่ไม้สวยมากๆราคาพุ่งขึ้นไปเหยียบไร่ละแสนยังเคยมีแต่ ณ วันนี้ตกลงไปเยอะราคาไร่ละ 2 หมื่นบาทตกลงมาต่ำจนถึงขนาดนั้น ตอนนี้ฉลี่ยๆขึ้นมาบ้างตนว่าน่าจะอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาทต่อไร่ส่วนใหญ่อยู่ราวๆนี้ สำหรับที่บริษัทเมกก้าวู๊ด ปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว นับเป็นเปอร์เซ็นดีขึ้นมาประมาณ 10 เปอร์เซ็นเพราะการแข่งขันมันน้อย
นายภรภัทร กล่าวต่อไปอีกว่า เราโชคดีที่ปัญหาโควิท-19 มันกระทบกับเราน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆเพราะว่าการที่เราค้ากับจีนเป็นหลักกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วจีนตอนที่เกิดโควิดตั้งแต่มกราคม พอกุมภาพันธ์ พอมีนาคม ก็ปิดตาย แต่ว่าหลังจากมีนาคมาแล้วเค้าก็เริ่มกลับมาทำงานปกติเลย เราชะลอตัวลงไปแค่กุมภาพันธ์ กับมีนาคมเล็กน้อย ราคาก็ไม่ได้ตกเยอะ ของที่อยู่ระหว่างการเดินทางก็ยังพอไปได้พอไปสต็อกที่ปลายทางได้ ลูกค้าก็ช่วยเหลือเรา ปีนี้โดยรวมถึงแม้มีโควิดแต่ก็ยังพอไปได้ สำหรับวัตถุดิบที่นำมาผลิตในวงการเราเดียวนี้มีการคุยกันหลายตัวเลขหลายหน่วย บางทีบางคนคุยกันเป็นตู้สินค้าบางคนคุยกันเป็นตัน บางคนคุยกันเป็นลูกบาทฟุต ของบริษัทเมกก้าวู๊ด เรามีกำลังผลิตสูงสุดอยู่ประมาณ 1.5 แสนลูกบาทฟุตต่อเดือน แต่ว่าใน 2 ปีที่ผ่านมา ที่มันไม่ดีเราไม่ได้ทำเต็มที่กับกำลังการผลิตของเรา
"แต่ว่าปีนี้ก็ยังมีกำลังการผลิตอยู่มากกว่าปีที่แล้ว ปีที่แล้วทำแค่ 1.3 แสนต้นๆ ปีนี้เราทำราว 1.4 หมื่นเพิ่มมาเล็กน้อย โดยเฉลี่ยต่อเดือน มูลค่าตกเดือนละประมาณ 55 ล้านบาทซึ่งเป็นผลรวมมูลค่าทุกอย่างทั้งนี้ตนไม่ได้ตั้งเป้าตัวเลขรายได้ในแต่ละปี เพราะว่าสมัยยุคที่วงการไม้ยางพาราไปได้ดีพอเราตั้งเป้าเรื่องรายได้มันทำให้เราทำงานผิดวิธี มันทำให้เราเร่งจะหาวัตถุดิบเข้ามา ระดมที่จะบรรลุเป้านั้นแต่กลายเป็นว่าการที่เราเร่งทำให้ต้นทุนในการทำงานนั้นสูงมาก ผมจะปล่อยสบายๆเพราะจะทำให้เราไม่เจ็บตัวมากเมื่อมีปัจจัยด้านลบมากระทบ" นายภรภัทร กล่าว
นายภรภัทร กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิด เราลดต้นทุน ควบคุมภายใน จัดองค์กรณ์ใหม่ แต่มันก็มีเรื่องน่าเศร้าขึ้นกับบริษัทเราก็คือความจำเป็นที่ต้องลดพนักงาน จากที่มีพนักงานประมาณ 520 คนเราต้องลดไปเหลือ 470 คนก็ลดไปเยอะลดไปเกือบๆ 50 คน ส่วนธุรกิจอื่นๆที่เราลงทุนไปแล้วบางธุรกิจที่ยังไม่ทำกำไรเราก็ต้องเลิกก่อนนั้นคือการปรับตัวของเรา แล้วข้างในเราก็ลดต้นทุนมุ่งเน้นไปที่ลดต้นทุน อันๆไหนที่เซฟได้เราก็เซฟ
"เพราะว่า 2 ปีทีผ่านมาขาดทุน เราไม่เคยแสดงบัญชีขาดทุนเลย ตั้งแต่เราเปิดบริษัท เราได้กำไรมาตลอดได้จ่ายภาษีทุกปี มาปี 2561 ว่าเจ็บแล้ว ปี 2562 เจ็บกว่า ปีนี้คิดว่าไม่ขาดทุน ตอนนี้มาถึงผ่านครึ่งปีมาแล้วแนวโน้มครึ่งปีหลังก็คงไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมา แต่ผมว่าปีนี้น่าจะปิดทั้งปีได้ให้โดยไม่ขาดทุนอาจจะไม่มีกำไรเหมือนสมัยที่วงการนี้เฟื่องฟู แต่ว่าแค่นี้สาหรับปีที่มีโควิทนี้ผมถือว่าเราไม่ขาดทุนก็ถือว่าโชคดีแล้ว" นายภรภัทร กล่าวในที่สุด