อธิบดีกรมทรัพยากรชายฝั่งฯจับมือ"ผู้ว่าฯตรัง" ตั้งวงถกการดูแลพะยูนน้อย"มาเรียม"เกาะลิบง กันตัง
อธิบดีกรมทรัพยากรชายฝั่งฯจับมือ"ผู้ว่าฯตรัง" ตั้งวงถกการดูแลพะยูนน้อย"มาเรียม"เกาะลิบง กันตัง และภาพรวมพะยูนทะเลตรัง วาง2กรอบ5มาตรการ พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV)การอนุบาลมาเรียมเผยแพร่ทั่วโลก
วันที่ 28 มิถุนายน 2562 ที่จังหวัดตรัง นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคประชาชน เครือข่ายประมงพื้นบ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กลุ่มพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง ร่วมประชุมรับฟังปัญหาและร่วมหารือเมื่อวันที่27 มิถุนายน ถึงการหามาตรการวางกรอบมาตรการต่างๆในการทำงานดูแล เจ้ามาเรียม พะยูนน้อย วัย 6 เดือนแห่งท้องทะเลตรัง ที่พลัดหลงกับแม่ที่ขณะนี้ได้มาอยู่ในความดูแลอนุบาลของทีมสัตวแพทย์จากกรมกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งสัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาสาสมัครมานาน 2 เดือนแล้ว
โดยนายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นตัวแทนนำเสนอ 3 แผนบริหารจัดการพื้นที่ 2 กรอบแนวความคิด และ 5 มาตรการรองรับตามประเด็นปัญหาและหลักการ เพื่ออนุบาลฟื้นฟูและคุ้มครองมาเรียม และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปลอดภัยในช่วงฤดูมรสุม เพื่อให้ในที่ประชุมได้ร่วมพิจารณา ประกอบด้วย 1.องค์ประกอบคณะทำงาน ซึ่งจะให้จังหวัดตรัง เป็นประธาน ,อบต.เกาะลิบง ,กลุ่มพิทักษ์ดุหยง ,คณะสัตวแพทย์จุฬา ,กรมอุทยานฯ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นเลขานุการ 2.กรอบแนวความคิดการอนุบาลและฟื้นฟูมาเรียม ซึ่งมี 2 กรอบคือ การอนุบาลและฟื้นฟูในแหล่งที่อยู่อาศัย
ซึ่งที่ทำอยู่ในขณะนี้ ที่มาเรียมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติ แต่ต้องใช้งบประมาณมาก ดูแลจัดการยาก เกิดความเสี่ยงจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม ไม่ปลอดภัยทั้งกับมาเรียมและเจ้าหน้าที่ และการอนุบาลและฟื้นฟูในบ่อเลี้ยง ซึ่งทั่วโลกจะใช้วิธีนี้ แม้เราไม่อยากจะใช้ แต่ภาวะความจำเป็นจากอันตรายคลื่นลมแรงหรือหากเกิดมรสุมใหญ่ติดต่อกันหลายวันจะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานไม่ปลอดภัยทั้งมาเรียมและเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากมีการใช้บ่ออนุบาลจะบริหารจัดการได้ง่าย และไม่ใช่เป็นการกักขังมาเรียมแต่อย่างใด ซึ่งทุกคนรับรู้และเข้าใจปัญหา โดยทั้งนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้มอบหมายให้ทางทีมสัตวแพทย์จุฬารับหน้าที่ไปปรึกษากับบริษัทเอกชนให้ร่วมกันศึกษาวิธีการ หรือออกแบบบ่อให้เหมาะสมที่สุด เพื่อนำมาเสนอให้ทุกฝ่ายพิจารณา และ 3.แผนอนุบาลและฟื้นฟูมาเรียม ซึ่งมีทั้งหมด 5 มาตรการ คือ การจัดทำพื้นที่คุ้มครองและมาตรการดูแล การดูแลและการอนุบาล (1.5 – 2 ปี) สวัสดิการและสวัสดิภาพให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ถ่ายทอดการทำงานอนุบาลมาเรียม ห้องเรียนธรรมชาติให้สังคมได้ร่วมศึกษาเรียนรู้ และการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือมาเรียมและการอนุรักษ์พะยูนและแหล่งอาศัย เป็นต้น ซึ่งกรม ทช. ได้มอบให้ทางจ.ตรัง ร่วมกับทุกภาคส่วนช่วยกันดูแลและบริหารจัดการต่อไป
นายลือชัย กล่าวว่า การดูแลอนุบาลมาเรียมในพื้นที่ธรรมชาติครั้งแรก หากเราทำได้สำเร็จจะเป็นผลงานวิจัยทางวิชาการที่โดดเด่น และเกิดประโยชน์มหาศาลต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และถือเป็นมาเรียมโมเดล โดยทางจังหวัดพร้อมเต็มที่ร่วมกันสนับสนุนการทำงาน เพราะผลประโยชน์จะเกิดกับชาวจ.ตรัง “ตรังต้องพะยูน พะยูนต้องตรัง “ ในส่วนของกองทุนช่วยเหลือมาเรียมและการอนุรักษ์พะยูนและแหล่งอาศัย ทางจังหวัดจะยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการทำงานวิชาการชิ้นนี้
ขณะที่ นายจตุพร กล่าวว่า การทำงานครั้งนี้ จะต้องใช้หลักวิชาการนำ เพราะไม่เคยมีมาก่อนในโลกที่คนจะเลี้ยงลูกพะยูนในทะเล ดังนั้น ต้องระดมความรู้ตามหลักวิชาการมาปรับใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นที่จริง ซึ่งมีปัจจัยแวดล้อมสำคัญทางธรรมชาติมากมาย โดยมาเรียมและเจ้าหน้าที่ต้องปลอดภัย พร้อมสั่งการให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานในพื้นที่ มีคนรับผิดชอบหลักสามารถคิดและตัดสินใจ รวมทั้งจะต้องจัดทำแผนสำรอง หากเกิดเหตุในพื้นที่ไม่สามารถทำงานได้ในช่วงมรสุมใหญ่ จะต้องมีแผนสำรองการเคลื่อนย้ายมาเรียมและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งจะต้องมีฝ่ายพยาบาลในการดูแลรักษาผู้ป่วยยามฉุกเฉิน ระบบการส่งต่อไปยังโรงพยาบาล