แก้วิกฤติสื่อสารโรงเรียนชายขอบ สร้างนวัตกรรมดึงนักเรียนรักการอ่าน
ที่โรงเรียนด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กพม่าและลูกหลานของไทยพลัดถิ่นถึงร้อยละ 72.38 ที่เหลือเป็นมอญ กะเหรี่ยง แม้เกือบทุกคนจะพูดไทยได้ แต่มักเขียนไม่ได้ โดยเด็กจะเขียนตามสำเนียงที่พูดและไม่รู้ความหมายของคำในภาษาไทยมากนัก เมื่อกลับไปบ้านก็พบว่าผู้ปกครองอ่านไม่ออกเช่นเดียวกัน ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น พบว่าร้อยละ 25.46 อ่านไม่ออก จับใจความไม่ได้ และร้อยละ 21.44 อ่านไม่คล่อง รวมถึงมีปัญหาสุขภาพ เช่น ฟันผุ ขาดสารอาหาร เป็นโรคไข้เลือดออก มือเท้าปาก โรคผิวหนัง เหา เป็นต้น
จากปัญหาที่พบทำให้ นายกัมพล หิรัญวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านสิงขร ได้ชวนคณะครูสำรวจชุมชน ได้ข้อค้นพบว่า ชาวบ้านยังมีการปลูกพืชสมุนไพรจำนวนมาก ทางโครงเรียนจึงชวนกันทำ “สื่อนวัตกรรมสร้างสรรค์จากสวนสมุนไพรสู่การสอนภาษาไทยแนวสมดุลภาษา” เช่น ทำคลังคำศัพท์พืชสมุนไพร เกมภาษาพัฒนาการอ่าน นิทานสมุนไพร สมุดเล่มเล็กส่งเสริมการอ่าน ต่อคำคล้องจอง เกมแรลลี่เรียนรู้สื่อสมุนไพร สื่อทำมือ 30 ชิ้น อิเล็กทรอนิกส์ส่งเสริมการอ่านด้วยสื่อสมุนไพร 11 สื่อ อาทิ บัตรคิว รูปภาพ หนังสือเล่มแรก ฯลฯ

นายกัมพล หิรัญวงศ์
นายกัมพล เล่าว่า ครูเป็นแกนนำในการทำกิจกรรม ร่วมกับแกนนำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงองค์กรที่อยู่ในท้องถิ่น เช่น ตำรวจ ทหาร พระสงฆ์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จนก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คือเกิดสื่ออ่านออกเขียนได้ที่ดึงดูดให้นักเรียนรักการอ่านร้อยละ 85.07 เด็กเกิดทักษะการอ่าน การเขียน จนอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ร้อยละ 90.29 ที่สำคัญคือนักเรียนมีความใส่ใจเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.38 และนำความรู้เรื่องสุขภาวะไปปฏิบัติในครอบครัว ร้อยละ 54.47
ส่วนที่โรงเรียนบ้านดง ต.ทุ่งหัวช้าง อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน นักเรียนของที่นี่ 189 คน เป็นพี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยงทั้งหมด จึงใช้ภาษากะเหรี่ยงในการสื่อสารกัน และปกติในภาษากะเหรี่ยงไม่มีตัวสะกด ทำให้การออกเสียงไม่ชัด พัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยจึงยากกว่าเด็กพื้นราบ บางคนอยู่ชั้นประถมศึกษาที่ 4 แต่ยังพูดไม่ชัด ทำให้ภาพรวมของนักเรียนโรงเรียนบ้านดงอ่านเขียนไม่ได้ร้อยละ 15 ส่วนปัญหาสุขภาพนั้น เด็กๆ ยังยึดถือความเชื่อที่อิงกับธรรมชาติ การกินอยู่ก็แบบง่ายๆ บางครอบครัวไม่ใช้ยาสีฟัน เด็กฟันผุ เด็กผู้หญิงมีเหา และไม่รักษาความสะอาด จึงพบเห็นได้ทั่วไป
ด้านนายอนันต์ เตชะระ ครูภาษาไทยโรงเรียนบ้านดง บอกว่า คณะครูเข้าไปคุยกับครอบครัวนักเรียนให้รู้จักการดูแลสุขภาพโดยตรงไม่ได้ เพราะปัญหาด้านการสื่อสาร จึงปรึกษาคนในท้องถิ่นทุกองค์กร หน่วยงาน เพื่อคิดหาวิธีผลิตสื่อและพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมความรอบรู้เรื่องสุขภาวะ ผ่านทักษะอ่านออกเขียนได้ เช่น บิงโกสุขภาพแจ่มใส ป๊อบอัพรู้เรื่องสุขบัญญัติ 10 ประการ กระต่ายน้อยเรียงร้อยอาหาร 5 หมู่ ไอศกรีมจับคู่โรคภัยใกล้ตัว ปริศนาคำทายสุขภาพ เซียมซีดูแลสุขภาพ วงล้อหมุนกายบริหารและอาหารบำรุงสมอง รวมถึงนวัตกรรมค่าวซอ เสริมความรู้สุขภาวะ
“นอกจากนี้ยังใช้วิธีการแต่งเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพส่งผ่านค่าวซอ เริ่มต้นให้ตัวแทนเด็ก 5 คน หัดขับขานค่าวซอแบบล้านนา และไปขับร้องในชุมชน ซึ่งในการขับซอ เด็กๆ จะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า และมีลีลาท่าทางประกอบ เรียกความสนใจจากชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งยังได้รับเสียงชื่นชมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมการแต่งกายท้องถิ่น เมื่อขับซอเสร็จ เด็กก็จะใช้ภาษากะเหรี่ยงพูดคุยสื่อสารกับคนในชุมชนเพิ่มเติม เห็นได้ว่าทั้งนักเรียน และคนในชุมชนมีสุขภาวะดีขึ้น รู้เรื่องการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม โรคภัยไข้เจ็บลดลง ขณะเดียวกันกลุ่มสาระวิชาภาษาไทย ก็มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นร้อยละ 19.03” ครูภาษาไทยโรงเรียนบ้านดง กล่าว
ขณะที่ ด.ญ.สุชานันท์ มอยทา หนึ่งในทีมขับร้องค่าวซอ วัย 10 ขวบ จากโรงเรียนบ้านดง บอกว่า เมื่อก่อนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูดสื่อสารกับใคร ตอนนี้กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น และยังมีเสียงตอบรับที่ดีจากชุมชน ชาวบ้านอยากให้เข้าไปแสดงบ่อยๆ โดยเฉพาะงานประเพณีในชุมชน วันนี้ตนภูมิใจมาก ที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมค่าวซอรุ่นบุกเบิก จากที่เคยคิดว่ายาก พอหัดจนร้องได้ ก็ได้เห็นว่าเกิดประโยชน์มากกว่าที่คิด ทั้งด้านผลการเรียน และสุขภาพ ที่สำคัญคือสนุกสนานจากการได้แสดงออก
ไม่เฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือเท่านั้น ในเขตพื้นที่ภาคใต้อย่างเช่นที่ จ.ยะลา ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน จากการรวบรวมข้อมูลของฝ่ายวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่ได้จากนักเรียนโรงเรียนเครือข่าย 3,926 คน พบว่ามีผลสัมฤทธิ์คะแนน ONET ในปี 2560 เฉลี่ยแค่ 28.225 เมื่อสำรวจสถานการณ์ด้านปัญหาสุขภาพ ก็พบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพฟันถึงร้อยละ 42.47 ทุพโภชนาการ ร้อยละ 21.5 เป็นโรคผิวหนัง ร้อยละ 18.7 และติดเหา ร้อยละ 28.5ผศ.ดร.เกสรี ลัดเลีย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จึงร่วมกับคณะทำงาน ทำโครงการอ่านออกเขียนได้โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นและพัฒนามาเป็นหนังสือนิทาน เพราะเห็นว่าจากการลงพื้นที่พบเด็กไม่ถึงร้อยละ 50 ที่มีหนังสือนิทานที่เหมาะสมกับตัวเองไว้อ่านที่บ้าน จึงส่งเสริมให้อ่านอย่างน้อย 3 เล่ม เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการด้านภาษา ต่อมาโครงการนี้ก็ได้รับรางวัลจาก UNESCO ในปี 2560
ผศ.ดร.เกสรี กล่าวว่า การทำงานแม้จะตอบโจทย์ด้านวิชาการยังไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต จึงตัดสินใจร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และองค์การบริหารส่วนตำบล 8 ตำบล กับสถานศึกษาอีก 23 แห่ง ใน จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ทำ “โครงการพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมความรู้เรื่องสุขภาวะผ่านการพัฒนาความสามารถด้านภาษา” เพื่อพัฒนาเครื่องมือประเมินความสามารถด้านภาษา สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา รวมทั้งพัฒนาสื่อ นวัตกรรม การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาวะ

ผศ.ดร.เกสรี ลัดเลีย
“โดยสื่อที่ผลิตและใช้ในโครงการ มีทั้งสื่อจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น บทเพลงพื้นบ้าน สีย้อมผ้าปลอดสารพิษจากสมุนไพรในท้องถิ่น สื่อจากวัสดุเหลือใช้ สื่อวรรณกรรมและนิทานสำหรับเด็กทำมือที่ครูทำร่วมกับเด็ก หรือผู้ปกครอง สื่อเกมการศึกษา เป็นการส่งเสริมด้านการศึกษา และสุขภาพควบคู่กันไป แม้จะมุ่งเน้นให้เด็กอ่านและเรียนรู้ภาษาไทยมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งภาษาท้องถิ่น หรือภาษาแม่ ซึ่งให้เด็กได้เรียนรู้และสื่อสารทั้ง 2 ภาษาควบคู่กัน ก็ทำให้ผู้ปกครองและชุมชนยอมรับได้ดีกว่า” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น กล่าว
ตัวอย่างจากพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เห็นว่าคุณภาพของ “การอ่าน” มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) หากเด็กอ่านได้คล่องก็จะเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นว่าควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งบทบาทสำคัญที่จะเพิ่มพูนความรู้และทักษะการอ่านนี้ คงไม่ใช่โรงเรียนเพียงหน่วยงานเดียวอีกต่อไป ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้อง “กระตุ้น” “สนับสนุน” และ “ร่วมปฏิบัติการ” อย่างเต็มที่
น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าวว่า เมื่อคนเรามีความสามารถในการอ่าน เท่ากับเราได้รับความรู้เข้าสู่ตัวเอง และเมื่อเพิ่มพูนทักษะจนสามารถเขียนได้คล่อง เท่ากับเรามีความสามารถที่สื่อสารให้ผู้อื่นได้รู้ว่าเราคิดเห็นอย่างไร ดังนั้นการอ่านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นการเปิดประตูให้เราเดินทางสู่โลกกว้าง ทาง สสส.จึงร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยในท้องถิ่นให้มีศักยภาพตั้งแต่ในครรภ์มารดาถึงประถมศึกษา ผ่านการเล่นและการเรียนรู้ โดยภาคีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 9 แห่ง ร่วมจัดการความรู้ระบบการดูแลเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา
“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัย เพราะถ้าไม่ทำ ก็ถือว่าละเลยในการปฏิบัติหน้าที่” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าว
หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมมือกัน เมื่อเด็กอ่านและเรียนรู้ได้ ก็จะสื่อสารในสังคมได้ถูกต้องเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาวะ การดูแลสุขภาพจะตามมา ช่วยให้คุณภาพชีวิตโดยรวมถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง