"เกษตรกรเพชรบูรณ์" เตรียมความพร้อมปลูกกัญชารวมกลุ่มกันเป็น "วิสาหกิจชุมขน" รองรับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา 2562 เกษตรกรต้องได้ปลูกกัญชา

ภูมิภาค13 ส.ค. 2562 • 14:10 น.
"เกษตรกรเพชรบูรณ์" เตรียมความพร้อมปลูกกัญชารวมกลุ่มกันเป็น "วิสาหกิจชุมขน" รองรับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา 2562 เกษตรกรต้องได้ปลูกกัญชา
เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2562 ณ หอประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยางงาม อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย พท.กฤตนัน พันธุ์อุดม กรรมการสภาแพทย์แผนไทย นายเศรษฐภัทร์ นิตยสิทธิวรากุล ประธานเครือข่ายเมืองสมุนไพรนาคราช นางธนภัทร พันธวาส ประธานเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไทย ร.ต.ท.ประสงค์ จักรเงิน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาจังหวัดเพขรบูรณ์ และคณะกรรมการสมาพันธ์ร่วมเปิด "สัมมนาทางวิชาการ กัญชาทองคำเขียว" พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของเกษตรกรไทย เกษตรกรต้องได้ปลูกตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา พ.ศ.2562 ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย กล่าวว่า สำหรับกรณีการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองนั้น ได้มีความชัดเจนจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมาแล้วว่า มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ นอกจากนี้ ยังกำหนดคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออก ให้จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา โดยการปลูกกัญชาต้องดำเนินการในสถานที่ ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตเท่านั้น ในการปลูกทุกครั้งต้องใช้เมล็ดพันธุ์ เนื้อเยื่อ หรือวิธีการอื่นตามที่ได้รับอนุญาตแล้ว และจัดทำแนวเขตพื้นที่การเพาะปลูกที่เห็นได้ชัด ซึ่งต้องจัดให้มีการสุ่มวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบหาปริมาณสารสำคัญในกัญชา เช่น Cannabidiol (CBD) หรือ Tetrahydrocannabinol (THC) สารปนเปื้อน โลหะหนัก หรือสารอื่นๆ ในการปลูกทุกครั้ง ตามมาตรฐานที่กำหนด และเก็บหลักฐานการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ณ สถานที่ที่ได้รับอนุญาตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี ในกรณีที่ผู้รับอนุญาต ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ ต้องจัดให้มีการสุ่มวิเคราะห์ดังกล่าว โดยผู้รับอนุญาตอื่นที่รับผลผลิตจากผู้รับอนุญาตปลูกไปดำเนินการแปรรูปหรือผลิตต่อไป รวมทั้งกำหนดให้ผู้รับอนุญาตผลิต หรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จะผลิต หรือนำเข้า ซึ่งตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ต้องขอการรับรองตำรับต่อผู้อนุญาตก่อน และเมื่อได้รับหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์แล้ว จึงจะผลิตหรือนำเข้าซึ่งตำรับยาเสพติดให้โทษนั้นได้ ส่วนการศึกษาวิจัย ให้ยื่นคำขอต่อผู้อนุญาตตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยากำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐาน เป็นต้น ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวอีกว่า ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 มีอีกหลายหน่วยงานที่สามารถทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ได้ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ หรือร่วมกับหน่วยงานของรัฐ สามารถทำได้หมด ในส่วนของการแจ้งเพื่อขอทำการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์นั้น ก็ยังสามารถทำได้ตลอด เนื่องจากกฎหมายมีการอนุญาตให้ขออนุญาตได้ แต่ต้องเป็นหน่วยงานรัฐ จะเป็นหน่วยงานรัฐใดก็ได้ สรุปโดยสังเขป ผู้ที่จะปลูกได้ ประกอบไปด้วย 1.หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับทางการแพทย์ 2. หน่วยงานที่เกี่ยวกับทางการเกษตร เช่น วิสาหกิจชุมชนไปร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาสายพันธุ์ว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดี ก็สามารถมาขออนุญาตได้ แต่ต้องมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ขออนุญาต และ 3.หน่วยงานของรัฐร่วมกับเอกชน เป็นต้น ส่วนการขออนุญาตปลูกนั้น ประกอบด้วย 1.สถานที่เพาะปลูก ต้องได้รับการตรวจสอบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 2.ต้องระบุปริมาณการปลูก 3.ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติการถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของผู้ขอรับอนุญาต 4.มาตรการรักษาความปลอดภัยต้องมีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกัญชา 5.รายละเอียดการดำเนินการ แบ่งเป็นกรณีปลูกเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ และกรณีปลูกเพื่อศึกษาวิจัย 6.ข้อมูลทั่วไปของผู้ขอรับอนุญาต หากปลูกต้องมีการระบุว่า จะนำสายพันธุ์กัญชามาจากที่ใด เช่น ขอมาจากของกลางจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ต้องมีการทำเรื่องขอของกลางจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหากจะมีการนำเข้าสายพันธุ์ ก็ต้องมีการอนุญาตการนำเข้า ดังนั้น "ขอย้ำว่าในการที่จะทำอะไรต้องขออนุญาตทุกขั้นตอน" ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวทิ้งท้าย.