เบนจา แนวร่วมธรรมศาสตร์ เยาวชนโคราชมูฟเมนต์ โล่ง ศาลแขวงยกฟ้องคดีคาร์ม็อบพ้นผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ

ภูมิภาค16 ม.ค. 2566 • 12:43 น.
เบนจา แนวร่วมธรรมศาสตร์ เยาวชนโคราชมูฟเมนต์ โล่ง ศาลแขวงยกฟ้องคดีคาร์ม็อบพ้นผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 มกราคม ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 3 ศาลแขวงนครราชสีมา ได้อ่านพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ1269/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 669/2566 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมาเป็นโจทก์ฟ้องนายวรัญญู  คงสถิตย์ธรรม นางสาวเบนจา  อะปัญ แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมพร้อมพวกรวม 6 คน ซึ่งเป็นเยาวชนกลุ่มโคราชมูฟเมนต์ “KoratMovement” เป็นจำเลยฐานความผิดร่วมกันจัดกิจกรรม ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานโรคติดต่อและร่วมชุมนุมในขณะที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน

ซึ่งอาจทำให้เหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น อันเป็นการกระทำที่ร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ 2548 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 เวลา 16.00 น. จำเลยทั้ง 6 ร่วมจัดกิจกรรมทางการเมืองคาร์ม็อบบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปตามเส้นทางในเขตเมือง นครราชสีมาและเป็นผู้กล่าวปราศรัยบนรถติดตั้งเครื่องขยายเสียง ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของบุคคลประมาณ 400 คน ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข อาจทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจาก ผวจ.นครราชสีมา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกคำสั่งที่ 3916/2564 เรื่องมาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ข้อ 10 ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มมากกว่า 5 คน แต่ในระยะเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏจำเลยได้ยื่นขออนุญาตแต่อย่างใด

ทั้งนี้พยานโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้จัดการชุมนุมโดยเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุมทำกิจกรรมเท่านั้น จึงไม่มีหน้าที่ต้องขออนุญาตและไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง สำหรับความผิดฐานร่วมกันชุมนุมมั่วสุมในลักษณะมีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค แม้จะมีบุคคลร่วมชุมนุมจำนวนมาก บางคนยืนอยู่ใกล้ชิดกัน บางคนสวมหน้ากากอนามัยไม่เหมาะสม ไม่มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ไม่มีเจลแอลกอฮอล์ให้บริการและไม่เว้นระยะห่างแต่เส้นทางการเคลื่อนขบวนและสถานที่ชุมนุมเป็นพื้นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวกรวมทั้งผู้ฟังการปราศรัยส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยทั้งสิ้น บางรายอยู่ในยานพาหนะของตนเองประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่าภายหลังเกิดเหตุมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการร่วมชุมนุมและไม่มีพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้ง 6 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้ง 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานหลักฐาน พิพากษายกฟ้อง

 

ภายหลังฟังคำพิพากษานายวรัญญู พร้อมพวกได้ขอบคุณ พ.ต.ท.อัครพงษ์ วรรษพงษ์ ทนายความเครือข่ายศูนย์ช่วยเหลือสิทธิมนุษยชนที่มาคอยช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีที่ 3 ที่จำเลยบางรายถูกยื่นฟ้องฐานความผิดเดียวกันแต่ต่างกรรมต่างวาระโดยทุกคดีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด   

นางสาวเบนจา เปิดเผยว่า คำพิพากษายกฟ้องยืนยันสิ่งที่พวกเราขับเคลื่อนมาตลอดและถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตนรู้สึกดีใจที่เสร็จสิ้นอีกคดี ทั้งๆที่ไม่น่าผิดตั้งแต่แรกแล้วแต่พวกคุณก็ใช้อำนาจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำให้พวกเราวุ่นวาย ซึ่งเราต้องการเรียกร้องให้คุณภาพสังคมดีขึ้นและต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น