มทส.โคราช แก้ปัญหาขาดแคลนหน้ากาก N 95 ใช้เครื่องอบฆ่าเชื้อระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เทคโนโลยีปลอดเชื้ออุณหภูมิต่ำ นำหน้ากากกลับมาใช้ซ้ำ ลดการนำเข้า

ภูมิภาค1 ก.ย. 2563 • 16:09 น.
มทส.โคราช แก้ปัญหาขาดแคลนหน้ากาก N 95 ใช้เครื่องอบฆ่าเชื้อระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เทคโนโลยีปลอดเชื้ออุณหภูมิต่ำ นำหน้ากากกลับมาใช้ซ้ำ ลดการนำเข้า
มทส.โคราช แก้ปัญหาขาดแคลนหน้ากาก N 95 ใช้เครื่องอบฆ่าเชื้อระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เทคโนโลยีปลอดเชื้ออุณหภูมิต่ำ นำหน้ากากกลับมาใช้ซ้ำ ลดการนำเข้าเครื่องฆ่าเชื้อต่างประเทศ เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 กันยายน ที่อาคารรัตนเวชพัฒน์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) นครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ ทองระอา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยี มทส. พร้อมผู้ช่วยศาสตราจารย์พันโทนายแพทย์บุระ สินธุภากร รองคณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขเกษม วัชรมัยสกุล รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านชีวกลศาสตร์ทางการแพทย์และนายสุวิทย์ แว่นเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท นำวิวัฒน์การช่าง 1992 (จำกัด) ร่วมแถลงความสำเร็จการวิจัยเครื่องอบฆ่าเชื้อระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ด้วยเทคโนโลยีปลอดเชื้อด้วยระบบอุณหภูมิต่ำ ระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H202) โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพียง 12% สำหรับอบฆ่าเชื้อหน้ากาก N95 ที่ผ่านการใช้งานแล้ว ให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) จำนวน 10 ครั้ง ปราศจากสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ตกค้าง การสวมใส่สะดวกสบายและคงลักษณะทางกายภาพเหมือนหน้ากากใหม่ ไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกายภาพการกรองของหน้ากาก สามารถกรองอนุภาค PM2.5 มากกว่า 85% เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดและสามารถกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอน ได้กว่า 94% ประหยัดและช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนหน้ากาก N95 รวมทั้งลดการนำเข้าเครื่องฆ่าเชื้อจากต่างประเทศราคาเครื่องละ 3-4 ล้านบาท ผศ.พท.นพ.บุระ ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านชีวกลศาสตร์ทางการแพทย์ มทส. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เวชภัณฑ์เกิดการขาดแคลน โดยเฉพาะหน้ากาก N95 อุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงให้บุคลากรทางการแพทย์รวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดผู้ป่วยมีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอต่อการใช้งาน แนวทางการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนที่ได้รับการยอมรับคือนำหน้ากาก N95 ที่ผ่านการใช้งานมาทำการอบฆ่าเชื้อด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้น 59% ที่สามารถอบฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกายภาพการกรองของหน้ากากสำหรับการฆ่าเชื้อเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญต้องสามารถฆ่าเชื้อเช่นไวรัสที่ทำให้เกิดโควิด-19 ได้ ต้องไม่ทำลายระบบกรองของหน้ากากและไม่ส่งผลกระทบต่อความพอดีของหน้ากากรวมทั้งปลอดภัยต่อผู้ที่สวมใส่หน้ากาก ไม่มีการแพร่กระจายของสารเคมีเข้าไปในเขตการหายใจ หากระบบการกรองเสียหายหรือหน้ากากไม่พอดีจะไม่ช่วยลดการสัมผัสกับอนุภาคในอากาศ ทีมวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านชีวกลศาสตร์ทางการแพทย์ มทส. ได้ร่วมกับทีมวิจัยของบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง 1992 (จำกัด) ร่วมวิจัยและทดลองอบฆ่าเชื้อหน้ากาก N95 ที่ผ่านการใช้งานด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพียง 12% และทดสอบคุณสมบัติหน้ากาก N95 ที่ผ่านการอบฆ่าเชื้อ ซึ่งการวิจัยและทดสอบคุณสมบัติได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ผศ.ดร.สุขเกษม รอง ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านชีวกลศาสตร์ทางการแพทย์ มทส. กล่าวถึงผลการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของหน้ากาก N95 ที่ผ่านการใช้งานและผ่านการทำให้ปลอดเชื้อด้วยระบบอุณหภูมิต่ำและระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 12% พบการปราศจากสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ตกค้างในหน้ากาก N95 การสวมใส่สะดวกสบายไม่รู้สึกอึดอัดไม่มีรูรั่วเวลาหายใจและคงลักษณะทางกายภาพเหมือนหน้ากากใหม่ ความสามารถในการกรองอนุภาค PM2.5 มีประสิทธิภาพมากกว่า 85% ตามมาตรฐานกำหนดและมีความสามารถในการกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอน ได้มากกว่า 94% ขนาดโครงสร้างรูของแผ่นกรองอากาศและความแข็งแรงของหน้ากากไม่เปลี่ยนแปลงจากผลวิจัยคณะผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการอบฆ่าเชื้อหน้ากาก N95 ที่ผ่านการใช้งานด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ใช้ความเข้มข้นของน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพียง 12% ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้สารฆ่าเชื้อ ปลอดภัย ปราศจากสารตกค้างและคงคุณลักษณะทางกายภาพและคงประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดนวัตกรรมการใช้เครื่องอบฆ่าเชื้อหน้ากาก N95, FFP2, KN95 ด้วยระบบไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 12% บรรเทาปัญหาหน้ากากอนามัยช่วงขาดแคลนรวมทั้งเป็นการพึ่งตนเอง กรณีต้องนำเข้าสินค้าทางการแพทย์จากต่างประเทศตลอดไป