"พลังท้องถิ่นไท" แนะดึงเงินสะสม "อปท." 1.5แสนล้าน สร้างคนรุ่นใหม่พัฒนาชุมชน เสริมสร้างความแข็งแกร่งระบบเศรษฐกิจฐานราก

ภูมิภาค7 เม.ย. 2563 • 09:45 น.
"พลังท้องถิ่นไท" แนะดึงเงินสะสม "อปท." 1.5แสนล้าน สร้างคนรุ่นใหม่พัฒนาชุมชน เสริมสร้างความแข็งแกร่งระบบเศรษฐกิจฐานราก
ภายหลังนายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทได้เสนอรัฐบาลถึงแนวทางในการพลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาสในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยให้สามารถก้าวขึ้นเป็นครัวโลกอย่างแท้จริงตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 7เมษายน หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทได้โพสต์ให้คำแนะนำผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเพิ่มเติมว่า​ ผลลัพธ์การลงทุน 150,000 ล้านบาท โดยบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น​ “สร้างคนรุ่นใหม่พัฒนาชุมชน” จากการที่ผมเสนอแนวคิด ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยของเราเป็นครัวโลก วันนี้ผมขอส่งมอบภารกิจให้คณะทำงานของพรรคพลังท้องถิ่นไท โดยมี ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม สส.ระบบบัญชีรายชื่ออดีตผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น ดร.นพดล แก้วสุพัฒน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและอดีตคณะกรรมการกระจายอำนาจ นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เลขาธิการพรรคฯ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและเลขาธิการสมาคมอบต.แห่งประเทศไทย โดยคณะทำงานของพรรคฯ ล้วนมีประสบการณ์โดยตรงด้านการปกครองท้องถิ่น ได้เสนอแนวคิดให้กระทรวงมหาดไทย ยกเว้นระเบียบการใช้เงินสะสม และทุนสำรองสะสม ที่มีวงเงินในภาพรวมประมาณ 600,000 ล้านบาท โดยดึงเงินจำนวน 150,000 ล้านบาท ออกมาใช้ เพื่อจัดทำโครงสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากรองรับการต่อยอดจากรัฐบาลในอนาคต ซึ่งทุกคนได้มองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นดังนี้ ประการที่ 1 เกิดการจ้างงานระดับตัวแทนครัวเรือนจากภาคเกษตร แบบหมุนเวียน จำนวน 10 ล้านครัวเรือน ในอัตราค่าจ้าง ครัวเรือนละ 300 บาทต่อวัน 10 วันทำงานได้รับ 3,000 บาท เพียงพอต่อการจัดให้มีข้าวปลาอาหาร ในระดับครัวเรือน โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน ใช้เงินทั้งสิ้น 60,000 ล้านบาท ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่อยู่ในสิทธิ์มาตราการช่วยเหลือ 5,000 บาทถือเป็นการสร้างความเสมอภาคที่รัฐต้องดูแลประชาชนทุกกลุ่มและเกษตรกรกลุ่มนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น ต่อการเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย หากจะพูดง่ายๆ ก็คือ ภาครัฐจ้างทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ที่ปลอดภัย ประการที่ 2 ท้องถิ่นจะต้องสนับสนุนปัจจัยทางการเกษตร ในภาพรวม 7,852 แห่ง ที่เข้าสู่โครงการฯ ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วย พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือต้นทุนทางการเกษตร ผลที่จะเกิดขึ้น เกษตรกรดำเนินการเพาะปลูก ดำเนินการเลี้ยงสัตว์ โดยไม่มีต้นทุน ผลที่ได้คือกำไร กำไรแรกคือครัวเรือนมีปัจจัยบริโภค กำไรที่สองคือส่วนที่เหลือสามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนขายเพื่อการแปรรูป ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง “ทำให้มีกิน เหลือก็ขายต่อ” จะทำให้คนไทยทั้งประเทศไม่ขาดแคลนอาหารหากโควิด 19 ยังไม่หยุดจะปิดประเทศก็ไม่เดือดร้อน หากอนาคตเศรษฐกิจประเทศจะพังทลายเชื่อว่า 10 ล้านครัวเรือน ก็สามารถดูแลคน 60 ล้านคนได้และถ้าเหลือเราส่งไปขายต่างประเทศได้ ไทยก็อาจเป็นครัวโลกได้ ประการที่ 3 ถือเป็นการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ โดยนำคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษา หรือขณะศึกษา แต่มีความรู้ความสามารถ หรือผู้ที่สนใจ โดยให้องค์กรท้องถิ่นจัดทำหลักสูตร พัฒนาธุรกิจเพื่อคนรุ่นใหม่ Young Smart Local โดยให้คนเหล่านี้เป็นกลไกขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษกิจชุมชนฐานรากในวงเงินภาพรวม 50,000ล้านบาท โดยมุ่งเน้นที่จะให้เกิดใน 2 ผลลัพธ์ (1) ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังในการใช้เทคโนโลยี แปรรูปสินค้าการเกษตรระดับท้องถิ่นและสร้างกลไกตลาดเชื่อมโยงท้องถิ่นจำนวน 7,852 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะทำให้ระบบข้อมูล 7,852 แห่ง เชื่อมโยงอย่างมีระบบ สามารถดูสินค้าที่ชุมชนผลิตว่ามีอะไรบ้าง (2) หากรัฐบาลกล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ โดยเพิ่มเงินสวัสดิการของรัฐอีกคนละ 200 บาท โดยมีเงื่อนไขให้ซื้อสินค้าที่แปรรูปจากชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีผู้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 14.5 ล้านคน จะทำให้ใช้งบประมาณจากการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 2,900 ล้านบาทต่อเดือนซื้อสินค้าที่ผลิตจากชุมชน เมื่อกลไกตลาดมีประสิทธิ์ภาพ รัฐต้องเข้ามาต่อยอดส่งเสริมให้ กลุ่ม Young Smart Local สามารถพัฒนาสินค้าชุมชนสู่ตลาดโลก โดยให้สินค้าท้องถิ่นอยู่ในประเภท “สินค้าธงเขียว” มีสถานะที่ปลอดภัยตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ สามารถนำไปพัฒนาคู่ขนานสินค้าธงฟ้า ซึ่งธงฟ้าคือสินค้าราคาถูก ส่วนธงเขียวคือสินค้าที่มีความปลอดภัย สิ่งที่น่าสนใจในการส่งเสริมการดำเนินกิจการในครั้งนี้โดยพืชที่รัฐควรส่งเสริมร่วมกับท้องถิ่นได้แก่ สมุนไพร อาหารสำเร็จรูปจากชุมชน หรือ ผักผลไม้ที่มีคุณภาพ เราเชื่อว่านี้คือเส้นทางของโครงการนี้ ประการสุดท้าย ปัญหาระบบน้ำในประเทศไทย ทุกวันนี้ภาคเกษตรต้องพึ่งพาระบบน้ำจากชลประทาน ระบบน้ำธรรมชาติ ถึงแม้จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังประสบปัญหาภัยแล้ง ปัญหามีพื้นที่กักเก็บน้ำไม่เพียงพอ การนำวงเงิน 20,000 ล้านบาท ของอปท. ไปพัฒนาเป็นแหล่งน้ำเพื่อชุมชน โดยมีเป้าหมาย (1) ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีน้ำต้นทุนเป็นของตนเอง (2) ถ้าท้องถิ่นใดมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์แหล่งน้ำของชุมชนก็จะมีสถานะแหล่งน้ำสำรอง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น หากชุมชนท้องถิ่นมีระบบ สระน้ำ หนองน้ำ บึง ธนาคารน้ำใต้ดิน น้ำบาดาล ทุกพื้นที่มีระบบกักเก็บน้ำได้ 80,00 ลบ.ม ต่อชุมชน จะทำให้ภาพรวมทั้งประเทศ มีน้ำสำรองชุมชนไม่น้อยกว่า 628,160,000 ลบม. ต่อปี ซึ่งแนวคิดนี้จะเห็นได้ว่าใช้เงินไม่มาก แต่สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงคือทุกท้องถิ่นจะไม่ขาดแคลนน้ำ และเป็นปัจจัยสนับสนุนการจ้างงานในอนาคต การสร้างผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรจะไม่เกิดปัญหา การใช้วงเงินเพียง 150,000 ล้านบาท มีหลายฝ่ายเกิดมุมมองว่าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่แนวคิดของคณะทำงานกลับมองว่า นี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างรากฐานระบบเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้หลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงที่ใช้เงินจำนวนไม่มาก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโครงการในอดีตไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ที่พยายามใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก หากนับจำนวนวงเงินแล้ว หมดไปไม่น้อยกว่าหลายแสนล้านบาท ในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่สิ่งที่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในอดีตคือโครงสร้างจากเศรษฐกิจฐานราก เพราะในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงประเด็น แต่แนวคิดของพวกเป็นการจัดระบบโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากโดยการพึ่งพาตนเอง เมื่อพื้นที่ใดสำเร็จ รัฐบาลสามารถต่อยอดเงินการลงทุน ซึ่งจะทำให้เงินของรัฐบาลไม่สูญเปล่าใช้เงินเกิดความคุ้มค่า นี้คือจุดเปลี่ยนของประเทศ ในมุมมองของพรรคพลังท้องถิ่นไทที่มาจากฐานรากของท้องถิ่น ที่เข้าใจเรื่องชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างดี