ดักจับพ่อค้ายาแก้ไอเถื่อน ยึดนับพันขวด เป็นหัวเชื้อต้มกระท่อมอย่างดี
ดักรวบพ่อค้ายาแก้ไอขนนับพันขวดส่งให้ลูกค้าในขนส่ง บขส.กลางเมืองนคร จนท.คุมตัวดำเนินคดี-เผยกำไรงามหลังปลดล๊อคใช้เป็นหัวเชื้อต้มกระท่อมขายดีลูกค้าจำนวนมาก
เหตุการณ์เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช และชุดสืบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้สนธิกำลัง เข้าทำการสืบสวนจับกุมพ่อค้ายาแก้ไอรายใหญ่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช จนพบว่าผู้ค้ารายนี้เป็นที่รู้จักในวงการคือ “แบ๊งค์ ท้ายสำเภา” แต่ยังไม่ทราบชื่อจริง และนี่คือภาพการจับกุมเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าสกัดรถยนต์ของพ่อค้าและเชิญตัวนายแบ๊งค์ ลงจากรถยนต์มิตซูบิชิ สีดำทะเบียน ผค-7520 นครศรีธรรมราช หลังจากสืบทราบว่านายแบ๊งค์กำลังบรรทุกยาแก้ไอจำนวนนับพันขวดมาส่งให้ลูกค้าที่บริเวณลานจอดรถโดยสาร สถานีขนส่งผู้โดยสารเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
เมื่อผู้ต้องหารู้ตัวว่าถูกเจ้าหน้าที่เข้าล้อมรถถึงกับหน้าซีดเผือดก่อนยินยอมลงจากรถ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถโดยดีพบกระบะบรรทุกตอนท้ายมีลังบรรจุขวดยาแก้ไอยี่ห้อต่างๆจำนวน 44 ลังบรรทุกอยู่ในตอนหน้าจนเต็มรถ ด้านหลังอีก 4 ลัง เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวและตรวจสอบรายชื่อจากหลักฐานประจำตัวพบว่านายแบงค์ มีชื่อจริงคือนายวันเฉลิม หรือแบงค์ ปานพุ่ม อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 98 หมู่ 13 ตำบลท้ายสำเภา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนของกลางเจ้าหน้าที่ตรวจนับได้ทั้งหมดรวม 2,800 ขวด มีราคาจำหน่ายขวดละ 70 บาท รวมมูลค่าสูงถึง 198,000 บาท
เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวแล้วแจ้งข้อกล่าวหาว่า ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบัน (ยาแก้ไอ) โดยไม่ได้รับอนุญาต และรับสารภาพว่าได้บรรทุกยาแก้ไอจำนวนนี้มาเพื่อส่งขายให้ลูกค้าที่สถานีขนส่งตามการนัดหมายของลูกค้าแต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และระบุด้วยว่ายาแก้ไอจำนวนนี้ได้ซื้อมาในราคาต้นทุนขวดละ 60-60 บาท มาขายต่อในราคาขวดละ 70 บาท ทำกำไรให้อย่างงาม ส่วนที่ลูกค้าซื้อไปนั้นเพื่อใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับต้มน้ำพืชกระท่อม หลังจากที่มีการปลดล๊อคพืชกระท่อมปรากฎว่ายาแก้ไอนั้นขายดีขึ้นมาก แต่มีราคาที่ลดลงเนื่องจากมีขายทั่วไปหาซื้อได้ง่ายใบกระท่อมก็ไม่ผิดกฎหมาย
หลังจากนั้นเจ้าหน้าได้ทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาแล้วคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ดำเนืนคดี ส่วนของกลางได้แจ้งให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าตรวจสอบที่มาของยาเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.