ตรวจสอบสิทธิ์ที่ดินภาคอีสาน

ภูมิภาค10 ส.ค. 2560 • 05:45 น.
ตรวจสอบสิทธิ์ที่ดินภาคอีสาน
พบประชาชนได้รับความเดือดร้อน / หลังมีบุคคลอ้างตัวเป็นผู้ยากไร้บุกรุกป่า ขอนแก่น : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 ขอนแก่น นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการทวงคืนผืนป่า ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ 10 เป้าหมายหลัก โดยมีประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ หัวหน้าอุทยานฯ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการดำเนินการตามคำสั่งของ คสช.เข้าร่วม นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า พื้นที่เป้าหมาย ซึ่งกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ทำการตรวจสอบและสำรวจการบุรุกพื้นที่ป่า ขณะนี้มีทั้งหมด 10 จุด แยกเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ 5 แห่งประกอบด้วย เขตป่าสงวนแห่งชาติดงชมพูพาน-ดงกะเชอ อ.ภูพาน จ.กสลนคร,เขตป่าสงวนแห่งชาติภูพาน อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์,เขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ,เขตป่าจำแนกและป่าเตรียมการ หมายเลข 10 อ.หนองวัวซอ จ.ชัยภูมิ และพื้นที่ สวนป่าโคกยาว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ขณะที่พื้นที่ของกรมอุทยานฯ ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ,อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จ.ขอนแก่น-เลย ,เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิและอุทยานห่างชาติภูผาเหล็ก จ.สกลนคร-กาฬสินธุ์ และ จ.อุดรธานี รวมทั้ง พื้นที่สวนป่าคอนสาร จ.ชัยภูมิ ในพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนของการตรวจสอบสิทธิ์ที่แท้จริง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ยากไร้ ดังนั้นกรมป่าไม้ จึงมีคำสั่งให้มีการตรวจสอบสิทธิ์ครอบครองในกลุ่มที่ขัดคำสั่ง คสช.ขณะนี้พบมีประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงจำเป็นจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นบุคคลยากไร้,กลุ่มนายทุน หรือ กลุ่มที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดการให้ความช่วยเหลือต่อไป “แผนการปฎิบัติการทวงคืนผืนป่า ตามคำสั่งของ คสช.ขณะนี้สามารถยึดคืนพื้นที่ป่ากลับมาได้แล้วรวมกว่า 300,000 ไร่ โดยที่แผนปฎิบัติการดังกล่าวจะยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง โดยคณะทำงานร่วมกันทุกฝ่ายจะมีการตรวจสอบแนวเขต และสิทธิ์การครอบครองอย่างครอบคลุม ถูกต้อง และชัดเจน ดังนั้นในระยะนี้ยังคงขอความร่วมมือไปยังประชาชนในการแจ้งเบาะแสในการครอบครองสิทธิ์ของกลุ่มนายทุนในประเภทต่างๆ รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มทนายทุนที่รุกล้ำพื้นที่อุทยานหรือผืนที่ป่าของไทยให้เข้ามารายงานตัวและแจ้งสิทธิ์การครอบครองกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะร่วมกันตรวจสอบข้อมูลหลักฐานในด้านต่างๆอย่างละเอียดและชัดเจนอีกครั้ง” นายชลธิศ กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการประชุมและพูดคุยกันร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานฯและกรมป่าไม้ นั้นๆได้มีกลุ่มชาวบ้านจาก จ.หนองบัวลำภู เดินทางมายื่นหนังสือต่ออธิบดีรกรมป่าไม้เพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินงานของโรงโม่หิน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก ซึ่งทางอธิบดีกรมป่าไม้ ได้รับเรื่องและจะเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบให้รู้ผลภายใน 7 วัน