กรมทรัพยากรน้ำ ระดมสมองชาวโคราชจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำมูล ชูใช้ประโยชน์พร้อมมุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ก.ย.63 ที่โรงแรมรายาแกรนด์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายวิสูตร ชัชวาลวงศ์ ปลัดจังหวัดนครราชสีมา เปิดการประชุมผังน้ำครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศ) โครงการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำมูล โดยมีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 60 คน รับฟังนายบุญสม ชลพิทักษ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ชี้แจงข้อมูล ความเป็นมา กำหนดพื้นที่ศึกษาและแนวคิด กิจกรรมขั้นตอนการดำเนินงานด้านมวลชนสัมพันธ์และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จากนั้นเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำผังน้ำ สภาพพื้นที่ในระบบทางน้ำของลุ่มน้ำมูลในปัจจุบัน สภาพปัญหาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยกำหนดระยะเวลาศึกษา 480 วัน เพื่อนำข้อมูลผังน้ำลุ่มน้ำมูลมาประกอบการพิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำให้เป็นไปตามมาตรา 56 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) ทรัพยากรน้ำ พ.ศ 2561 และจัดทำแผนปรับปรุง ฟื้นฟูทางน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับทางน้ำสายหลักรวมทั้งเสนอแนะขนาดของช่องเปิดอาคารในลำน้ำ เมื่อผลการศึกษาแล้วเสร็จและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
นายบุญสม ผอ.ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า กายภาพของพื้นที่ลำน้ำมูล ประกอบด้วย 10 จังหวัด ในภาคอีสานตอนล่างและตอนกลางบางส่วน ประกอบด้วย นครราชสีมา,ขอนแก่น,บุรีรัมย์,สุรินทร์,มหาสารคาม,ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญและยโสธร ที่ผ่านมาได้ประสบปัญหาน้ำท่วมหลากและภัยแล้ง ซึ่งเกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การเปลี่ยนแปลงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้มีความต้องการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ทั้งการอยู่อาศัย การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ส่งผลให้เกิดการรุกล้ำพื้นที่ต้นน้ำและลำน้ำอย่างต่อเนื่อง สร้างปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัยเป็นประจำ ซึ่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายและทรัพย์สินที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
สำนักงานทรัพยากรน้ำ (สนทช.) เป็นผู้จัดทำผังน้ำตาม พ.ร.บ ทรัพยากรน้ำ พ.ศ 2561 จึงดำเนินการศึกษาทั้งลุ่มน้ำมูล เพื่อเป็นแนวทางจัดทำผังน้ำและรายการประกอบผังน้ำให้สอดคล้องและเป็นไปตามที่กำหนด โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการกำหนดกรอบรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำให้มีมาตรฐาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลไปใช้อย่างสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้การดำเนินการศึกษาอย่างรอบด้าน จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล โดยเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ไม่กีดขวางระบบทางน้ำและการบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลากและฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดความเสียหายต่อพื้นที่และทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม นายบุญสม กล่าว.