พ่อเมืองชัยภูมินำทัพฝ่าดง เข้าใจกลางป่าภูเขียวค้นหาน้ำศักดิ์สิทธิ์ ต้นกำเนิดลำซี สายน้ำแห่งชาวอีสาน ถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี

ภูมิภาค11 ก.พ. 2562 • 03:52 น.
พ่อเมืองชัยภูมินำทัพฝ่าดง  เข้าใจกลางป่าภูเขียวค้นหาน้ำศักดิ์สิทธิ์ ต้นกำเนิดลำซี สายน้ำแห่งชาวอีสาน ถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี
วันนี้ (11 กพ.62) // ชัยภูมิมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในดินแดนอีสานแห่งนี้มายาวนาน มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติสลับกับมีเทือกเขาที่มีเขตติดต่อในหลายจังหวัดและมีหลายข้อมูลที่กล่าวถึงซึ่งมีน้อยคนนักที่จะทราบข้อเท็จจริงในการกำเนิดลำน้ำสายหลักและยาวที่สุดในภาคอีสานและประเทศไทยเลยทีเดียว นั้นคือแม่น้ำชี ซึ่งมี5สาขาหลักของลำน้ำที่ไหลทอดยาวจนสุดสายประกอบไปด้วย ลำน้ำพอง ลำน้ำปาว ลำน้ำเซิน ลำน้ำพรม และลำน้ำยัง แม่น้ำชีถือว่า เป็นแม่น้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย ไหลผ่านจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ และไหลไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่บ้านวังยาง รอยต่อจังหวัดศรีสะเกษ กับ จังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวทั้งสิ้น 765 กิโลเมตร โดยชื่อและประวัติความเป็นมาโดยมีการเล่าขานมานานจนเป็นตำนานไปแล้ว โดยกล่าวว่าครั้งสมัยโบราณนานมามีแม่หม้ายคนหนึ่งอยู่กับลูกสาวเพียงสองคน ซึ่งสามีของนางเสียชีวิตมานานแล้ว จนวันหนึ่งนางไปหาหน่อไม้บนภูเขาภูเขียวซึ่งมีหน่อไม้และพืชพันธ์มากมายในการนำไปทำอาหาร โดยวันนั้นนางหาหน่อไม้ได้มากกว่าทุกวันนางจึงได้นำหน่อไม้ที่หาได้ไปขายในตลาดกับลูกสาวของนาง ปรากฏว่าหน่อไม้ของนางขายดีได้เงินมาเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อได้เงินจากการขายหน่อไม้นางได้พาลูกสาวของนางไปซื้อเสื้อผ้าซื้อของที่ลูกของนางอยากได้ เมื่อนางและลูกสาวซื้อของเสร็จกำลังจะออกจากร้าน เจ้าของร้านก็ได้บอกนางว่า ผู้หญิงคนนี้สวยจริง ๆ เลย ต่อมามีคนพูดว่า ลูกสาวของป้าสวยอย่างนี้ทำไมไม่ให้เข้าไปอยู่ในวังจะได้สบาย ต่อมานางจึงพยายาม ส่งลูกสาวเข้าไปอยู่ในวังเมื่อลูกสาวของนางได้ไปอยู่ในวังก็เป็นที่หมายปองของชายทั้งหลาย และได้พบรักกับลูกขุนนาง และตกลงใจแต่งงานกัน โดยไม่บอกมารดาด้วยความเป็นห่วง ครั้งหลังมานางจึงได้รู้แล้วว่าลูกสาวของนางแต่งงานไปแล้ว แต่ไม่ได้บอกนางเลยสักคำ นางก็ไม่โกรธและได้เข้ามาหาลูกสาวในวัง เพียงแต่จะไปชื่นชมยินดีกับบุตร แต่เมื่อลูกสาวได้พบหน้ามารดาของตนเอง ก็ทำท่าเหมือนไม่รู้จักซ้ำยังไล่เหมือนกับว่าไม่ใช่แม่ของตน จึงสร้างความเสียใจให้แก่ผู้เป็นแม่อย่างมาก นางจึงได้เดินทางกลับบ้านด้วยความเสียใจ เมื่อกลับถึงบ้านนางก็ยังคงเสียใจและร้องไห้อยู่ทุกวัน ให้กับลูกสาวอันเป็นที่รักยิ่งปานแก้วตาดวงใจ ที่ทำกับนางต้องเป็นเช่นนี้แม้ชีวิตก็ยอมสละให้ได้เพื่อลูก นางคิดว่าในชีวิตของนางไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เพราะคนที่นางรักยังไม่สนใจใยดีนางจึงไปวัดไปหาความสงบในชีวิตที่เหลือน้อยเต็มที ในที่สุดก็ตัดสินใจบวชชี และได้เดินทางไปบนภูเขาภูเขียว ซึ่งนางเคยหาหน่อไม้กับลูกสาวของนาง และได้นั่งร้องไห้บนภูเขาจนน้ำตาของนางกลายเป็นสายน้ำที่ไหลจวบจนทุกวันนี้และได้จบชีวิตลง ณ ที่แห่งนั้น ชาวบ้านได้เรียกชื่อแม่น้ำสายนี้ว่า "ลำน้ำชี" หรืออีกชื่อเรียกแม่น้ำ ชี หลายท่านเชื่อว่าอาจมีที่มาจากคำว่า เซ ในภาษาไท-ลาวอันแปลว่าลำน้ำ ยังมีที่ใช้เรียกทั่วไปในลุ่มน้ำโขง เช่น เซบั้งไฟ เซกอง เซโปน และตำนานของแม่น้ำชี ยังมีปรากฏอีกแห่ง คำว่า "ชี" นั้น มาจากภาษาอีสาน(ลาว) โดยท้องถิ่นแถบในลุ่มน้ำชีบริเวณต้นน้ำนั้น คือคำว่า ซี ซึ่งหมายถึงการเจาะทะลุเป็นรู โดยลักษณะต้นกำเนิดของน้ำชีนั้นมีสายน้ำที่ไหลผ่านลอดใต้เทือกเขาหินปูน ที่เรียกว่า "ซีดั้น" และไหลทะลุลอดผ่านมาอีกฝั่งหนึ่งของเทือกเขา เรียกว่า "ซีผุด ดีๆ เป็นเช่นนี้เป็นส่วนใหญ่ในบริเวณต้นกำเนิดสายน้ำชี จึงทำให้เรียกลำน้ำสายนี้ตามลักษณะพิเศษที่ลำน้ำไหลซี(ไหลทะลุ)ลอดผ่านใต้เทือกเขานั้นว่า "ลำน้ำซี" ในภาษาถิ่น หรือ ลำนำชี ในภาษากลาง นั่นเอง ในปัจุบันอยู่ในการดูแลของ จนท.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ที่มีที่ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลห้วยยาง ตำบลกุดเลาะ ตำบลบ้านยาง ตำบลบ้านเดื่อ ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร ตำบลโนนทอง ตำบลบ้านบัว ตำบลหนองข่า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และ ตำบลหนองบัวแดง ตำบลนางแดด ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 975,000 ไร่ หรือ 1,500 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่เชื่อมต่อเป็นป่าผืนเดียวกับป่าอนุรักษ์แห่งอื่น รวมเนื้อที่ไม่ตำกว่า 2,800,000 ไร่ โดยพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีลักษณะภูมิประเทศ ภูเขาล้อมรอบพื้นที่ราบสูงตอนกลาง พื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 235 - 1,310 เมตร ส่วนหนึ่งมีพื้นที่ติดกับของเทือกเขาเพชรบูรณ์ ทางตอนเหนือของพื้นที่วงรอบด้วยเทือกเขาภูเขียวน้อยและต่อด้วยเทือกเขาภูเขียวใหญ่ ทอดเป็นแนวยาวทางด้านทิศตะวันออก และวกลงใต้กลับขึ้นไปจดกับภูเขียวน้อยทางทิศตะวันตก ทำให้ลักษณะพื้นที่คล้ายรูปเกือกม้า บริเวณสันเขาจะเป็นหน้าผาสูงชันตลอดทั้งแนว ทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นภูเขาสูงชันเรียงรายสลับซับซ้อน บางส่วนเป็นเทือกเขาหินปูน ซึ่งประกอบด้วยถ้ำขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามหลายแห่ง มียอดเขาที่สูงที่สุดได้แก่ ยอดเขาโป่งทองหลาง (1,310 เมตร) ซึ่งลักษณะทั้งไปในป่าเป็น ไท้สังคมป่าเต็งรัง ไม้สังคมป่าสนเขา ไม้สังคมทุ่งหญ้าเขตร้อน และไม้สังคมป่าทุ่ง มีจำนวนสัตว์ป่ามากมายเช่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชะนีมือขาว ช้าง กระซู่ กระทิง เลียงผา เสือโคร่ง เสือไฟ เสือลายเมฆ หมีควาย หมาใน ค่างแว่นถิ่นเหนือ ลิงไอ้เงี้ยะ เป็นต้น ซึ่งปัจุบันยังมีความสมบูรณ์และยังชุมชื้นอย่างมากเนื่องจากไม่ได้เปิดให้ใครเข้าไปชมอย่างง่ายดายอีกด้วย โดยครั้งนี้ทางนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมินำทัพใหญ่พา นายสมเกียรติ ศรีษะเนตร รองผู้ว่าฯ พล.ต.ต.สมพจน์ ขอมปรางค์ ผบก.ภ.จว.ชย. นายนายสาคร เถินมงคล นายอำเภอหนองบัวแดง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จนท.หน่วยพิทักษ์ป่าบ้านโหล่น ปราญชาวบ้าน คณะสื่อมวลชน และผู้ติดตามกว่า100 นายร่วมออกเดินเท้าเข้าสำรวจป่าต้นน้ำแหล่งกำเนิดลำน้ำชี ที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญต่อคนอีสานเป็นอย่างมากด้วย ในการเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลาเดินทางร่วม 3วัน 2คืนที่เข้าไปใช้ชีวิตภายในป่าภูเขียวแห่งนี้ ก่อนเดินทางเข้าไปในป่าแห่งนี้ ทางพ่อเมืองได้มีการทำพิธีเปิดป่า ไหว้ขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หน้าศาลปู่เหนาะ หรือเรืออากาศตรีเสนาะ เขตสิริ นักบินนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เสียชีวิตที่บริเวณป่าแห่งนี้ที่ชาวบ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าแห่งนี้ได้ให้ความเคารพกันเป็นอย่างมากก่อนเข้าหรือออกมาจากป่า เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้มีความอดทน และฝากเนื้อ ฝากตัว โดยให้ปู่เหนาะปกป้องรวมถึงยังเชื่อถือกันว่าปู่เหนาะเป็นผู้คุ้มครองชีวิตต่าง ๆ ในป่าภูเขียวไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ใหญ่น้อย ให้มีความสุขสงบคลาดแคล้วจากอันตรายทั้งปวง ในขณะที่กำลังเริ่มเดินทางเข้าไปยังป่าลึกไร้ เสียงความวุ่นวายทั้งหมดจากชุมชนเมือง ก็พบกับเสียงธรรมชาติในทันที 5-6 กิโลเมตรแรก ที่คณะเดินทางเพื่อสำรวจน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น จะต้องเดินทางไปเข้าไป จุดที่พักแรกเพื่อทานอาหาร ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ปากเพียว นานถึง 4 ชม. ในเส้นทางนี้ ก็จะพบป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบ ซึ่งประกอบด้วยป่าดงแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าดิบเขา (นอกนั้นมีป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และทุ่งหญ้า พรรณพืชประกอบด้วย ไม้ยาง ตะเคียนหนูหรือตะเคียนหิน ตะแบก มะค่าโมง มะค่าแต้ แต่ตามหุบเขา ริมลำห้วย ลำธาร จะรกทึบยิ่งขึ้นกลายเป็นป่าดงดิบซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด ได้แก่ ยาง ตะเคียนทอง กระบาก มะม่วงป่า มะพลับ มะแฟน มะไฟ ชมพู่ป่าและมีเถาวัลย์ ไม้พื้นล่างเช่น บอนป่าหวาย ระกำ ไม้ไผ่ต่าง ๆ ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ทั้งการเดินทางยังต้องสลับกับ การที่ต้องข้ามธารน้ำ ที่ใส่เย็น อีก 3-4 ครั้ง ทำให้ คณะนักเดินทางต้อง ปีนป่าย ขึ้นเขาลงห้วย กันอย่างทุลักทุเล แต่ก็ผ่านมาได้ ด้วยคำให้กำลังใจจากหัวหน้าคณะพ่อเมืองชัยภูมิ อย่างเต็มเปี่ยม ปากเพียว ที่ทางคณะได้พักในจุดแรกนั้นเป็นเกาะ ที่มีลำธาร จากลำธารเพียว และลำธารน้ำซี ไหลผ่านล้อมรอบ ซึ่งเป็นเกาะต้นกล้วยป่า ที่สูงกว่า 3 ถึง 5 เมตร 3 โดยมองไปทางไหนก็สร้างความวังเวง รู้สึกได้ว่า เหมือนมีมนต์ขลัง ที่ถูกสายตา จาก อะไรไม่ทราบจับจ้องการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หลังจากทางคณะสำรวจน้ำศักดิ์สิทธิ์ ได้ นำ อาหารที่ทางหน่วยพิทักษ์ป่าบ้านหล่น ได้ห่อใบตองเตรียมไว้ คือ ข้าวเหนียว หมูทอด ที่ทุกคน ต่างพกมาด้วยเพื่อเป็นเสบียงในช่วงกลางวัน ถึงจะเป็นอาหารไม่เลิศหรู แต่ต่างคนก็ร่วมทานกันอย่าง เอร็ดอร่อย ซึ่งหลังจากทางคณะได้ทานอาหารกลางวันเสร็จ ทางคณะ ก็จะต้อง มีการเดินทาง ต่อ เข้าไปอีก3-5กม. เพื่อที่เข้าไปยัง จุดที่สองที่เป็น ต้นแม่น้ำชีซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าซีผุด-ซีดั้น ก่อนที่คณะจะเดินทาง พ่อหมอหรือพ่อพราหมณ์ปราชญ์ชาวบ้าน ก็ได้มีการตั้งสมาธิ เพื่อที่จะสื่อสารกับเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขาที่ปกปักรักษา แหล่งต้นน้ำ ที่ทางคณะสำรวจกำลังจะเดินทางไปนั้น ก็ได้ความว่า วันนี้ ทางเจ้าที่ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาแหล่งน้ำ แห่งนี้ ได้ ห้ามปรามทางคณะ สำรวจ ให้ไปนอนพัก แรมที่นั่น เนื่องจากเกรงว่าจะส่งเสียงรบกวน สัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณนั้น โดย ให้ทาง คณะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ ตั้งค่ายพักแรม รออยู่ที่ ปากเพียวแห่งนี้ และอนุญาตให้ทางคณะพ่อเมืองชัยภูมิ รองผู้ว่าราชการ ผู้การฯจังหวัด และคณะร่วม 20-30 คน ได้เดินทาง เข้าไปแล้วกลับเพื่อเข้าสำรวจพื้นที่จุด ต้นกำเนิดลำน้ำชี หรือซีผุด-ซีดั้น แห่งนี้ได้ โดยเส้นทาง หลังจากนี้ไป จะต้องเดินขึ้นเขา ลุย สวนกระแส น้ำในลำธารสลับกับ ปีนป่ายไหล่เขาและเหว ซึ่งมีความอันตราย อย่างมาก ขณะที่ทางคณะ ได้เดินทาง สวนลำธาร ปากเพียว ขึ้นไป และเปลี่ยนสลับ ไป ลำธาร น้ำชีนั้นทุก คนในคณะเดินทาง ก็รู้สึก เลยได้ว่า กระแสน้ำ จากลำธารน้ำซีแห่งนี้ อุ่น ขึ้นมาทันที ต่าง กับลำธารปากเพียว ซึ่งมีความใสเย็น ทำให้คณะรู้สึกอัศจรรย์ใจ เป็นอย่างมาก ต่อมา ก็พบกับ ความสวยงาม ของโขดหินต่างๆ ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างไว้อย่างน่าเหลือเชื่อ ชื่อตาม ทางที่คณะสำรวจได้เดิน เลาะเลี้ยว ขึ้นเขาลงห้วย ไปตามทางการนำของเจ้าหน้าที่ นั้น ก็ได้พบร่องรอย และมูลสัตว์ จำพวก กระทิง ควายป่า เก้งกวางและหมูป่าทั้งใหม่เก่าตลอดทางเดิน ซึ่งทำให้เห็นว่าผืนป่าแห่งนี้นั้นยังมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นอย่างมาก ขณะที่ทุกคนในคณะกำลังเพลิดเพลิน และ ระมัดระวัง ในการเดิน ในลำธารซึ่งมีความลื่นและมีหลุม บ่อต่างระดับ ทำให้ หลายคน ล้มและลื่น สลับกันไป โครมเสียงที่มาจากไหล่เขา ซึ่งมีทางชันหลัง กอไผ่ขนาดใหญ่ คล้ายเสียงฝูงช้างหรือสัตว์ขนาดใหญ่กำลังวิ่งลงมา ทำให้ทุกคนในคณะสำรวจต้องหยุดชะงัก และสร้างความระลึกให้กับทุกคน ก่อนที่จะหั่นขึ้นไปมองตามเสียง เสียงตะโกน จากทางไหล่เขาใกล้กันว่า มีคนตกเขา แต่ ก็เหมือนเป็นปาฏิหาริย์ ที่ หนึ่งในคณะ ที่ตกเขา แล้ว ไม่ได้รับอันตราย ใดๆแม้แต่รอยถลอก ซึ่ง บริเวณจุดนั้นเป็นป่ากอไผ่ขนาดใหญ่และมีหนามไผ่ที่มีความคมอยู่อย่างมาก ก่อนที่ ทางพ่อเมือง จะมาดูและให้กำลังใจและกลับมา เดิน ตามคณะเพื่อที่จะให้บรรลุจุดมุ่งหมายต่อ และแล้วทางคณะสำรวจ ก็ได้เดินทางมาถึง จุดที่เรียกว่าชีผุดสอง จึงเข้าไปสำรวจ ก่อนที่จะเดินทาง ต่อ ไปอีก 2 กม เพื่อที่จะไป จุดสำคัญที่เรียกกันว่าซีผุด-ซีดั้นต้นกำเนิด ลำน้ำชีนั้นเอง บริเวณนั้นทุกคนในคณะสำรวจฯสัมผัสได้ทั้งทีถึงความชุ่มเย็นอากาศที่ปลอดโปร่งของธรรมชาติ ทำให้ทุกคน หายเหนื่อยเริ่มผ่อนคลายกันลงไปมาก ที่ได้เห็น ความสวยงามทางธรรมชาติ และความภาคภูมิใจ ของคนชัยภูมิ ที่ได้มาถึง จุดต้นกำเนิดแห่งความยิ่งใหญ่แม่น้ำ แห่งชีวิต ที่หล่อเลี้ยง คนอีสาน ในหลายจังหวัด น้อยคนนัก ที่จะมีโอกาส และได้เห็นภาพในสถานที่แห่งนี้ ขณะที่ นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ หรือแม่ทัพใหญ่ที่นำ ทัพด้วยตนเอง พาข้าของแผ่นดิน คณะสำรวจชาวชัยภูมิเพื่อสำรวจแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของคนชาวอีสาน ต้นกำเนิดแม่น้ำชี กล่าวว่าจังหวัดชัยภูมินั้นเป็นจุดต้นกำเนิดลำน้ำซี ที่ผุดออกขึ้นมาเองโดยธรรมชาติซึ่ง มีความยาวที่สุดในประเทศได้ไหลผ่านหลายจังหวัดเพื่อไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนบนแผ่นดินอีสานหลายล้านชีวิต ซึ่งที่ผ่านมานั้นยังไม่มีผู้ใดเดินทางมาสัมผัสได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่หวงห้าม และที่สำคัญอยู่ห่างไกลใจกลางป่าหนาทึบท่ามกลางสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ดุร้ายจำนวนมาก เพียงแต่ได้ฟังเรื่องเล่าจากพรานป่า และพระธุดงค์เท่านั้นโดยในครั้งนี้ตนเองและคณะในฐานะเป็นตัวแทนของคนชัยภูมิ ได้มีความตั้งใจจริงที่จะเดินเท้าเข้ามาสำรวจเพื่อค้าหาแหล่งต้นน้ำที่ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ ที่มีความเชื่อกันมาแต่โบราณแหล่งน้ำแห่งนี้ ทั้งยังเคยมีปราชญ์ชาวบ้าน หรือพราหมณ์ มานำ น้ำแหล่งนี้ไปใช้ในหลายโอกาสเพราะต้นน้ำแห่งนี้นั้นบริสุทธิ์เเละอยู่บนต้นน้ำจริงๆซึ่งไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ ซึ่งในการเดินทางมาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ชาวชัยภูมิทุกหมู่เหล่าได้รวมพลัง ความศรัทธา และ เพื่อแสดงออกให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบัน โดยตลอดเส้นทางที่ผ่านมาก็จะต้อง บุกป่าฝ่าดง พบกับความทุลักทุเลขึ้นเขาลงห้วยและปีนป่ายเหวสูงชันได้รับอุบัติเหตุลื่นล้มตกเขากันจำนวนหนึ่งแต่ก็ ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ถึงแก่ชีวิต ซึ่งทุกคนสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ ในการเดินขบวนออกของคณะสำรวจในครั้งนี้ด้วยแต่ทุกคนก็ผ่านมาได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจ ซึ่งการมาสำรวจในครั้งนี้ก็จะมาดูจุดที่เหมาะสม แล้วจะกลับไปวางแผน โดยจะต้องกลับมานำน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ ณ จุดนี้อีกครั้งเพื่อมาทำพิธีกรรมอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ในเดือนเมษายน เพื่อที่จะนำไปใช้ในการทำพิธีเสกน้ำอีกครั้งที่วัดไพรีพินาศ อ.เมืองชัยภูมิโดยทั้งหมดนี้เป็นความภาคภูมิใจคณะรวมถึงชาวชัยภูมิทั้งหมดที่พวกเราได้ทำเพื่อพระเจ้าแผ่นดินของเราอีกด้วย ชัยภูมิ/มัฆวาน วรรณกุล