ชาวประมงมหาชัย“ค้านมาตรการคุมเข้มหนัก ม.57”ปฏิบัติจริงได้ยาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต 5 (สมุทรสาคร) ได้ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดเวทีรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องกรณี “การกำหนดมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก” นำโดยนายอำนาจ หนูทอง หน.ประมงจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยนายวิรัตน สนิทมัจโร ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเล (สมุทรปราการ) เข้าร่วมรับฟังเสียงความคิดเห็นจากชาวประมงในสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน เข้าร่วมเวทีให้ข้อคิดเห็น
โดยการประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้สืบเนื่องว่า ล่าสุดทางกรมประมงได้เดินหน้าออกมาตรการเข้มงวดในมาตรการ ม.57 ที่หวังเพื่อมาแก้ไขปัญหาการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน และอีกหลายวิธี อาทิเช่น การประกาศปิดอ่าวในช่วงฤดูกาลสัตว์น้ำวางไข่, การกำหนดห้ามไม่ให้อวนล้อมจับ ที่มีขนาดตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร การทำประมงในเวลากลางคืน การกำหนดขนาดตาอวนก้นถุงของเรืออวนลาก ไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบหมึกไม่น้อยกว่า 3.2 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบปลากะตัก ไม่น้อยกว่า 0.6 เซนติเมตร และการกำหนดตาอวนของลอบปู ไม่น้อยกว่า 2.5 นิ้ว เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ภายใต้การมีส่วนร่วมของพี่น้องชาวประมง ซึ่งตั้งแต่ได้มีการบังคับใช้ พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 ระหว่างปี พ.ศ 2563 ที่กรมประมงได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาการกำหนดมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อกำหนดชนิดและขนาดที่เหมาะสมของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ที่จะใช้กำหนดมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการ ตามมาตรา 57 และ และ 71 (2) พร้อมกับได้เสนอหลักเกณฑ์ในการกำหนดร้อยละของสัตว์น้ำขนาดเล็ก
ซึ่งการประชุมเพื่อรับฟังมติด้านความคิดเห็นในครั้งนี้ มีการหารือกันรวม 3 ประเด็น ดังนี้ 1. ชนิดที่จะกำหนด คือปลาทู – ปลาลัง ปูม้า, 2. ขนาดที่จะกำหนด ปลาทู – ปลาลัง ความยาวตลอดตัว 12 ซม. และ ปูม้า ความกว้างกระดอง 6 ซม. และ 3. สัดส่วนของสัตว์น้ำขนาดเล็กที่จับได้ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณสัตว์น้ำทั้งหมด โดยในที่ประชุมชาวประมงทั้งหมดมีความเห็นที่ตรงกัน ว่า ไม่เห็นด้วยและไม่สามารถรับได้กับมาตรา 57 ทั้งนี้ เพราะข้อเท็จจรองเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เช่น ขนาดตาอวน หรือเครื่องมือต่างๆก็ทำถูกต้องตามที่กำหนด แต่ว่าจะไม่ให้ติดสัตว์น้ำขนาดเล็กตามที่กำหนดมามันเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ก็มีสัตว์น้ำขนาดเล็กติดมาอยู่แล้วแม้ว่าขนาดตาอวนจะถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งโทษปรับมันหนักเกินที่ชาวประมงจะรับไหว ทั้งนี้ถ้าหากกรมประมงจะเอามาตรา 57 ไว้ ให้หางบประมาณมาซื้อเรือจากชาวประมงไปดีกว่า เพราะถือเป็นข้อกฎหมายที่ทำร้ายและทำลายชาวประมง
ขณะที่ นายมงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ชาวประมงใช่ว่าจะจับสัตว์น้ำอย่างเดียว แต่ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ด้วย ทั้งการไม่จับปูไข่นอกกระดอง ทำธนาคารปู และไม่ออกทำการประมงช่วงปิดอ่าว แต่กฎหมายกลับเปิดช่องให้ประมงบางประเภทเข้ามาทำมาหากินได้ในช่วงปิดอ่าว ก็เหมือนกับปิดไม่สนิท ซึ่งการปิดอ่าวทีไร ก็ไม่เห็นว่าจะมีทรัพยากรสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นตามที่ตั้งเป้า เพราะว่าการประมงไม่ใช่ปัจจัยที่คอยทำลายล้าง แต่สิ่งที่ทำให้กุ้ง หอย ปู ปลา ไม่เหลือ มาจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยไหลลงทะเลอย่างต่อเนื่อง แต่ภาครัฐไม่เคยแก้ปัญหาได้ ไม่ช่วยทำให้ต้นทางมันดี แต่กลับมาเอาความผิดกับภาคประมง มองว่าการประมงทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำถดถอย
“แต่สาเหตุที่แท้จริงไม่ถูกพูดถึง ซึ่งชาวประมงขอให้หน่วยงานภาครัฐไปจัดการเรื่องน้ำเสียให้ได้ นั่นแหละที่จะช่วยให้สัตว์น้ำกลับมาอุดมสมบูรณ์ และขอยืนยันว่าชาวประมงไม่เอามาตรา 57 ซึ่งรับไม่ได้มาตรานี้ที่ปฏิบัติได้ยากของชาวประมงทั้งไม่ยุติธรรมอย่างแน่นอน”นายมงคล กล่าว