ตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่เกษตรวิชญา

ราชสำนัก29 ก.ค. 2560 • 01:00 น.
ตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่เกษตรวิชญา
ตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่เกษตรวิชญา “การเกิดเป็นเจ้าฟ้า ไม่ได้หมายความว่าจะสุขสบายแต่เพียงอย่างเดียว ต้องมีหน้าที่ที่จะทำให้ดี เหมาะสมแก่ฐานอีกด้วย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ในหลวงรัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์เช่นนี้เสมอ อีกทั้งพระองค์ทรงตามเสด็จ พระบรมราชชนกในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกภูมิภาคแม้ถิ่นทุรกันดาร แม้ว่าบางคราวในหลายพื้นที่ทรงพระดำเนินด้วยความยากลำบากบนหนทางเป็นดินที่ไม่ราบเรียบ ท่ามกลางป่าเขาซ้ำเมื่อหากมีฝนตกลงมามากก็จะทำให้ทางเดินที่ทรงพระดำเนินอยู่นั้นเกิดน้ำป่าไหลหลากกลายเป็นโคลนตมและหล่มเลน ความเปียกแฉะย่อมจะก่อให้พื้นผิวทางเดินลื่นอันเป็นเหตุให้พระองค์ทรงลื่นล้มลงหลายครั้งด้วยกัน แต่ก็มิทรงย่อท้อต่ออุปสรรคมากมายบนเส้นทางนั้นเลย การเสด็จฯป่าเขาดงดอยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระเยาว์มิได้เป็นเพียงทรงพระดำเนินตามเสด็จพระบรมราชชนกเท่านั้น แต่ทว่าพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานตามรอยพระยุคลบาท ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อแผ่นดินและเพื่อประชาชนชาวไทย ซึ่งหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ก่อประโยชน์สุขแก่ปวงชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน คือ “โครงการเกษตรวิชญา” “เกษตรวิชญา” แปลความหมายได้ว่า “ปราชญ์แห่งการเกษตร” พระองค์ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการนี้ไว้ดังนี้ “ให้ทำการสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดินพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการเกษตร เลือกเพาะปลูกพืชให้เหมาะสม กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” “โครงการเกษตรวิชญา” เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในขณะที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ด้วยทรงทอดพระเนตรถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติถูกทำลายจากกิจกรรมการเกษตรบนพื้นที่สูงด้วยความไม่รู้ เกษตรกรขาดความเข้าใจในการเกษตรแบบยั่งยืนและยังไม่รู้ซึ้งถึงความสำคัญของธรรมชาติแวดล้อม พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับราษฎรในการอยู่กับป่า อยู่กับธรรมชาติ มีรายได้ที่มั่นคง ด้วยความรอบรู้ทางด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริ “โครงการเกษตรวิชญา” จึงเกิดขึ้น ณ ที่ดินพระราชทานจำนวน 1,350 ไร่ บนพื้นที่สูงบริเวณไหล่ดอยอันอุดมสมบูรณ์ของบริเวณต้นน้ำแม่สา ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อาณาบริเวณอยู่ติดกับชุมชนบ้านกองแหะ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับมอบไปดำเนินการพัฒนาในลักษณะ “คลินิกเกษตร” เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรที่นำมาจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อแรกตั้งมีชื่อโครงการว่า “โครงการพัฒนาพื้นที่สวนบ้านกองแหะ จังหวัดเชียงใหม่” แต่ต่อมาในวันที่ 3 เมษายน 2549 ได้พระราชทานชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า “โครงการเกษตรวิชญา โครงการตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จังหวัดเชียงใหม่” กระทั่งปัจจุบันเป็น “โครงการเกษตรวิชญา โครงการตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จังหวัดเชียงใหม่” ภายในที่ดินพระราชทานสำหรับโครงการเกษตรวิชญา แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เนื้อที่จำนวน 138 ไร่ จัดให้เป็นพื้นที่ส่วนปฏิบัติราชการ เป็นศูนย์กลางของโครงการ มีอาคารศูนย์เรียนรู้ อาคารฝึกอบรม และอาคารศูนย์อภิบาลเด็ดสายใยรักจากแม่สู่ลูก โดยอาคารทั้งหมดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ประกอบกับทิวเขาสลับซับซ้อน ทั้งไม้ผล ไม้ดอก และหลากหลายพืชไร่ในแปลงสาธิตจุดเรียนรู้การพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร ส่วนที่ 2 เนื้อที่จำนวน 32 ไร่ เป็นพื้นที่ทรงงานส่วนพระองค์ ส่วนที่ 3 เนื้อที่จำนวน 139 ไร่ เป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตร มีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำฟื้นฟูปรับปรุงดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ส่งเสริมอาชีพเป็นศูนย์เรียนรู้ และมีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการจำนวน 60 ครอบครัวมาตั้งแต่เริ่มโครงการ ถึงวันนี้นับได้กว่า 15 ปี แล้วที่พวกเขาทำการเกษตรในพื้นที่ตามหลักการในพระราชดำริ ทุกคนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง โดยเฉพาะผลผลิตจากการปลูกกาแฟ และหอมหัวใหญ่ รวมทั้งพันธุ์พืชที่กำลังได้รับการทดลองอีกมากมาย ส่วนที่ 4 เนื้อที่จำนวน 123 ไร่ ถูกจัดการให้เป็นพื้นที่วนเกษตรและธนาคารอาหารชุมชน ผลจากการพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้หลากหลาย ทั้งอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร ทำให้เกิดแหล่งอาหารป่าตามธรรมชาติ และบรรดาพืชสมุนไพรท้องถิ่นมากชนิดก็กลับมาเกิดขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดพลิกฟื้นกลับมาได้เพราะความร่วมมือของชาวบ้านและโครงการฯ ส่วนที่ 5 เนื้อที่จำนวนกว่า 900 ไร่ หรือกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่โครงการฯ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ป่าไม้อนุรักษ์ตามธรรมชาติ โดยความร่วมมือกับกรมป่าไม้ในการจัดระบบการรักษาป่า ทั้งยังมีการจัดการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่สวยงามลัดเลาะไปตามป่าดิบเขา และกลายเป็นผืนป่าสมบูรณ์ที่มีชายป่าเชื่อมต่อกับป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กล่าวได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือ “แหล่งขุมทรัพย์แห่งปัญหาทางการเกษตร” ที่รวบรวมความรู้ทางการเกษตรทั้งด้านวิชาการและภูมิปัญญาชาวบ้านท้องถิ่น ความสำเร็จถูกสร้างขึ้นด้วยการผสมผสานทั้งเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมการเกษตรพื้นบ้าน ทั้งในแง่ของการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติป่าไม้ และการนำองค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านเกษตรกรท้องถิ่นมาร่วมกับวิชาการเกษตรและวิชาการพัฒนาที่ดินกลายเป็นวิถีปฏิบัติอย่างมีเหตุผลตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ความเข้าใจในการเกษตรที่ต้องอิงอาศัยธรรมชาติอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรในพื้นที่และรอบๆ เข้าถึงง่ายในการใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วม ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง มีความสุขเพียงพอ วิถีปฏิบัติอย่างมีเหตุผลของคนกับป่าด้วยวัฒนธรรมพื้นบ้านกับวิชาการสมัยใหม่ ในพื้นที่โครงการเกษตรวิชญาโครงการตามพระราชดำริฯ คือทรัพย์ทางปัญญาล้ำค่าอันได้รับพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้วยพระราชดำริสืบสาน รักษา พัฒนาตามรอยพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 อันนับเป็นหนึ่งในพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดต่อแผ่นดิน ต่อปวงชนชาวไทยและโลกของเรา ยอด เนตรสุวรรณ เรื่อง-ภาพจากวารสารวัฒนธรรม