ทรงสร้างประโยชน์สุขสู่ปวงประชา ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช(2)

ราชสำนัก23 มิ.ย. 2562 • 07:34 น.
ทรงสร้างประโยชน์สุขสู่ปวงประชา ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช(2)
“...คำว่า วัฒนธรรมนี่ จะแปลว่าอะไรก็แล้วแต่จะตีความ ความจริงแปลว่า ความเจริญความก้าวหน้า แต่วัฒนธรรมในที่นี้ก็คงจะบ่งถึงว่า มีความเจริญมาช้านาน ไม่ใช่ว่ามีความเจริญก้าวหน้า แต่มีความเจริญมาเป็นเวลาช้านาน ต่อเนื่องมาและจนกระทั่งฝังอยู่ในสายเลือด แต่ถ้าเราไปแสดงตนว่ามีวัฒนธรรม ว่ามีฝีมือ เท่านั้นเองก็ไม่พอ ต้องแสดงว่าวัฒนธรรมของเราอยู่ในเลือด วัฒนธรรมไทยมีความอ่อนโยน ก็ต้องเป็นคนอ่อนโยนทั้งในเวลาที่มาแสดง ทั้งนอกเวลาแสดง วัฒนธรรมหมายถึงว่าเป็นคนที่มีความคิดสูงด้วย อย่างเราบอกว่าคนนี้มีวัฒนธรรมหรือคนที่ไม่มีวัฒนธรรม หมายความว่าคนนี้หยาบคายหรือคนนี้อ่อนโยน มีความ สุภาพเรียบร้อย ก็แสดงความสุภาพเหมือนกัน ให้เห็นว่า ความสุภาพอ่อนโยนนั้นอยู่ในเลือดของคนไทย...” พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานแก่คณะนาฏศิลป์จากกรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)ร่วมสืบสานพระราชปณิธานสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ทุกข์สุขในการดำเนินชีวิตของราษฎร ตลอดช่วงเวลาแห่งการครองราชย์เป็นเวลา 70 ปีได้พระราชทานหลักการดำรงชีวิตให้เข้มแข็งบนความดีงามด้วยคุณธรรมคือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยทั้งประเทศน้อมนำประยุกต์ใช้ดำเนินชีวิต ด้วยทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่าเมื่อราษฎรพออยู่พอกิน มีความสุขในการดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริตด้วยความขยันอดทนอดออมย่อมจะสามารถตระหนักถึงการอนุรักษ์สืบสานวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามและภูมิปัญญาไทยที่บรรพชนสร้างสรรค์สืบสานถ่ายทอดไว้ เพราะภูมิปัญญาจะเป็นเครื่องมือทั้งด้านการนำพัฒนาอาชีพสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเป็นเครื่องมืออนุรักษ์สืบสานวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่นเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นพื้นถิ่นที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาเก่าก่อนที่คนรุ่นปัจจุบันตระหนักถึงคุณค่าร่วมกันสืบสานรักษาไว้เป็นแบบอย่างดีงามต่อไปตราบนานเท่านาน สวธ.โดยผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชพร้อมเจ้าหน้าที่นำคณะผู้ทรงคุณวุฒิลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้บริหารศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชและพบปะชาวบ้านเจ้าของวัฒนธรรมในแต่ละชุมชนพื้นที่ตั้งศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดมุกดาหารและจังหวัดอำนาจเจริญตั้งแต่ที่ 3 มิย.ไปถึงวันที่ 7 มิย.2562 จุดแรกคือศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชตำบลชีทวน ตั้งอยู่ ณ วัดทุ่งศรีวิไล บ้านและตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชแห่งนี้เกิดจากความสมัครสมานสามัคคีของชาวชุมชนโดยมีวัดที่มีพระสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมเป็นศูนย์รวมแห่งคุณธรรมนำกล่อมเกลากายใจคือวัดทุ่งศรีวิไลที่เป็นวัดเก่าแก่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างแต่เมื่อใด หากแต่หลักฐานให้ประจักษ์ในความเก่าแก่คือการพบในเสมาหลายชั้นล้อมรอบพระอุโบสถและวิหารหลังเก่าเป็นชั้นถึงกำแพงรอบวัดทุกทิศ มีสระน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นสระโบราณ มีธรรมาสน์ก่ออิฐถือปูนซึ่งเป็นโบราณวตถุอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงอายุอันเก่าแก่ และว่ากันว่าสมัยก่อนที่ตั้งดั้งเดิมของวัดเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่น่าจะเรียกว่าโนนนกเขียน(นานกเขียน) โดยมีชุมชนเป็นหย่อมๆไม่ห่างกันไปมาหาสู่กันจนมีคำเรียกขานคล้องจองของคนตำบลชีทวนว่า “ทุ่งสามขา นานกเขียน เงินสามเกวียน อยู่ใต้ร่มพลับ” คำเล่าขานอย่างนี้ชวนให้ย้อนกลับไปสืบค้นตำนานย่านดังกล่าวทีเดียว ภูมิสังคมของตำบลชีทวน ยังคงมีชุมชนเป็นกลุ่มบ้านที่อยู่ในรัศมีไปมาหาสู่กันนับแต่อดีตและเป็นส่วนหนึ่งอาณาบริเวณศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชที่เมื่อไปเยือนแล้วจะได้สัมผัสอดีตไปพร้อมกับปัจจุบัน โดยมี ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชตำบลชีทวนเป็นศูนย์กลางแห่งขวัญกำลังใจของชาวตำบลที่รวมด้วยหลายหมู่บ้านที่ต่างได้พึ่งพาแลกเปลี่ยนส่งเสริมวิถีแห่งการดำรงชีวิต นำสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานไว้ผ่านการส่งเสริมสนับสนุนขยายผลจากส่วนราชการอย่างสวธ.ผ่านการตั้งศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชที่ชาวชุมชนดำรงสืบสานพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ในวันนี้ ภาพรวมที่อนุมานได้ของชาวชุมชนตำบลชีทวนที่มีหลายหมู่บ้านพึ่งพาอาศัยกันโดยมีศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชตำบลชีทวนเป็นศูนย์กลาง มีการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าด้านโบราณคดีผ่านการรวบรวมวัตถุโบราณสถาน ประวัติศาสตร์ภูมิสังคมผ่านเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ ในครัวเรือน ผ่านประเพณีวัฒนธรรม ฯลฯเพื่อให้คนในชุมชนทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อๆไปได้เกิดความภูมิในในรากเหง้าที่ดีงามตนเองซึมซับและสืบสานต่อ ให้คนถิ่นอื่นที่สนใจมาศึกษามาชื่นชม อันสามารถพัฒนาเป็นมูลค่าเป็นอาชีพได้ด้วยการรวมพลังกันรักษาสืบสานต่อยอดถ่ายทอดคนรุ่นต่อไปเช่นการแสดงฟ้อนรำพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์หัตถกรรม ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นบ้าน อาหารคาวหวานพื้นบ้านเป็นต้น