กรมน้ำพัฒนาระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

ราชสำนัก1 ก.พ. 2562 • 06:22 น.
 กรมน้ำพัฒนาระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
เสกสรร สิทธาคม Seksan2493@yahoo.com กรมน้ำพัฒนาระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สนองพระราชดำรัส “น้ำคือชีวิต” เกิดประโยชน์แก่ประชาชน “... หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้...” พระราชดำรัสในเรื่อง “น้ำคือชีวิต” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมนาถบพิตร พระราชทาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดารโหฐาน ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีน.ส.อารยา ยศมงคล / รวบรวมข้อมูลการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำให้ประชาชนในท้องถิ่นกันดารห่างไกลนอกพื้นที่ชลประทานสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สนองพระราโชบายที่ได้ตั้งพระราชหฤทัยสืบสาน รักษา ต่อยอดฟื้นฟูพัฒนาและสร้างแหล่งน้ำเพื่อประโยชน์สุขแก่ราษฎรที่ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ตลอดจนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำหลากท่วมด้วย นายฉลอง สังคำ / บันทึกภาพเมื่อลงพื้นที่และนายทวีศักดิ์ สุขธงไชยกูล /อดีตผอ.กลุ่มงานประชาสัมพันธ์เป็นผู้ เรียบเรียงเรื่องราวเพื่อถ่ายทอดสู่ประชาชนผู้อ่านได้ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้กับภารกิจสนองพระมหากรุณาธิคุณ “น้ำคือชีวิต”พระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ด้วยเพราะทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่าน้ำคือปัจจัยหลักสำคัญในการดำรงชีวิตของสรรพสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในโลกนี้ ขยายผลการฟื้นฟูพัฒนาแหล่งน้ำถวายเป็นพระราชกุศลดังเนื้อหาต่อไปนี้ “กรมทรัพยากรน้ำ เป็นหน่วยงานดำเนินนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายดูแลทรัพยากรน้ำสนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรที่ทรงทุ่มเทพระองค์หาแหล่งน้ำ เพื่อพระราชทานให้เป็นปัจจัยสัฒนาคุณภาพชีวิต โดยพระราชทานแนวทางการบริหารจัดการน้ำควบคู่ไปด้วย เพราะทรงทราบในพระราชหฤทัยว่า “น้ำ” คือปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเจริญงอกงามของสรรพชีวิต โดยเฉพาะพืชพันธุ์ธัญญาหาร สัตว์นานาชนิดอาชีพหลักคนไทยที่ยอมรับกันว่าเป็นกำลังผลิตอาหารป้อนคนทั่วโลก และน้ำคือคุณูปการของผู้คนทั้งโลกด้วยล้วนไม่อาจขาดน้ำได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงให้ความสำคัญเรื่องน้ำเป็นที่สุด นับแต่เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติตราบเสด็จสวรรคตเป็นเวลา 70 ปีทรงพัฒนาแหล่งน้ำพระราชทานเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านน้ำเกินกว่า 2,000 โครงการเพื่อเป็นปัจจัยพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรสร้างประโยชน์สุขคนไทยทั้งประเทศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรรัชกาลที่10 ทรงตั้งพระราชหฤทัยสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชดำริทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่โครงการที่ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงทรงมีพระราโชบายให้ทุกภาคส่วนรวมพลังสามัคคีพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรสามารถสร้างอาชีพพัฒนาคุณภาพชีวิตมีความสุขอย่างยั่งยืน กรมทรัพยากรน้ำตั้งขึ้นมาเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ สืบสานพระราโชบายในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมุ่งมั่นน้อมนำพระราชดำริพระราโชบายดำเนินบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ถือว่าเป็นภารกิจหลักเพื่อฟื้นฟูที่ลุ่มน้ำ แหล่งอนุรักษ์ให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ใช้น้ำอย่างยั่งยืนซึ่งที่ผ่านมาได้จัดทำโครงการที่เกี่ยวกับ “น้ำ” สนองแนวพระราชดำริเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งยังมีพื้นที่อีกมากมายกว่า 119ล้านไร่ เกษตรกร 13 ล้านครัวเรือนที่ยังประสบกับความเดือดร้อนในเรื่องของน้ำไม่พอใช้ น้ำขาดแคลนหรือน้ำแล้ง ด้วยเป็นพื้นที่เกษตรน้ำฝนที่มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับน้ำ แม้ว่าระยะเวลาที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำ มีการจัดทำโครงการด้านแหล่งน้ำในพื้นที่ที่มีปัญหาตื้นเขินและมีวัชพืชขึ้นปกคลุมไปแล้วจำนวนไม่น้อยก็ตาม กว่า 16 ปีที่กรมทรัพยากรน้ำได้ก่อตั้งขึ้นมานั้น ภารกิจสำคัญในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ดำเนินการมาอย่างเห็นผล สร้างความพึงพอใจแก่ราษฎรในพื้นที่ต่างๆทั่วทุกภาค นั่นคือ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 16,000 แห่ง มีความจุในการเก็บกักน้ำกว่า 1,600,000,000 ลูกบาศก์เมตร สร้างประโยชน์ในเรื่องของน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และเสริมการเกษตรจากการเพาะปลูกพืชต่างๆแก่ราษฎรจำนวนมาก พัฒนาอาชีพไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพออยู่พอกินด้วยวิถีแห่งความพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กรมทรัพยากรน้ำ สามารถปฏิบัติงานสนองแนวพระราชดำรัสและนโยบายของรัฐบาลที่ล้วนมีความต้องการให้ราษฎรได้มี “น้ำ” เพียงพอเพื่อใช้ทั้งการอุปโภค บริโภคและเสริมด้านการเกษตร ที่ปัจจุบันยังคงเป็นอาชีพหลักของคนไทยจำนวนมากเพื่อสร้างรายได้เพียงพอสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลแหล่งน้ำธรรมชาติและมีภาคีเครือข่ายในการดูแลรักษาแหล่งน้ำ จึงได้จัดทำโครงการด้าน “น้ำ” ที่ช่วยทำให้ราษฎรในพื้นที่เกิดความตระหนักในการบริหารจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดหาแหล่งน้ำอันยังเป็นความต้องของประชาชนเกษตรกรที่ทำเรื่องขอให้กรมทรัพยากรน้ำเข้าไปฟื้นฟูพัฒนาให้สามารถมีน้ำใช้ได้อย่างยั่งยืน จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริ คือในวันนี้มีการใช้เทคโนโลยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาระบบการกระจายน้ำไปยังพื้นที่ราษฎร ทำให้เกิดประสิทธิภาพกระจายน้ำและประหยัดกว่าระบบสูบน้ำในอดีตโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวขับเคลื่อน ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า“ระบบการกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์” สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการที่เห็นชัดเจนและเป็นรูปธรรม นั่นคือ ราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับโครงการนี้ต่างมีความพึงพอใจจากการส่งน้ำตามระบบกระจายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำเข้าพื้นที่เหมือนเช่นครั้งอดีตที่ผ่านมา โดยการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีมากมายในประเทศไทยนำมาสร้างประโยชน์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการสูบน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรมของแต่ละครัวเรือนได้จำนวนไม่น้อย สามารถนำเงินส่วนที่ลดรายจ่ายนี้ไปใช้ในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวของราษฎรเหล่านั้นมากขึ้น” ในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกในการสืบสานพระราชปณิธานสร้างประโยชน์สุขสู่ปวงประชาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในการขยายผลการฟื้นฟูพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อให้บรรเทาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าแล้ง สนองพระมหากรุณาธิคุณโดยจัดทำโครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ไปจำนวน 125 โครงการ ด้วยงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 287 ล้านบาท โดยผลที่เกิดขึ้นจากโครงการต่างๆ นี้ มีประโยชน์ที่ได้รับแล้วในพื้นที่ต่างๆ กว่า 642 ครัวเรือนในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้เกือบ 6,000 ไร่ ขอนำตัวอย่างโครงการนำร่องที่เป็นต้นบบนำไปสู่การดำเนินการเพื่อประโยชน์ของราษฎรในพื้นที่ต่างๆต่อไปอย่างต่อเนื่อง โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบ้านดอนยาวน้อย พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการนี้อยู่ในดินแดนเมืองย่าโม โคราช ในพื้นที่บ้านดอนยาวน้อย หมู่ที่ 6 ต.วังหิน อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะเคยเดินทางไปพบปะและเยี่ยมเยียนประชาชน สร้างความดีใจแก่ชาวบ้านในพื้นที่และได้เห็นแหล่งน้ำแห่งนี้แล้ว กรมทรัพยากรน้ำ โดย สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๕ นครราชสีมา สนองพระมหากรุณาธิคุณสืบสานพระราโชบายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงให้ความสำคัญการพัฒนาแหล่งน้ำสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พัฒนาระบบการส่งน้ำจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทำเป็นพื้นที่นำร่องในการใช้ระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งพื้นที่โครงการแหล่งน้ำแห่งนี้เป็นโครงการที่สำนักงาน รพช.ในอดีตได้ดำเนินการสนองพระมหากรุณาธิคุณฟื้นฟูพัฒนามาเมื่อหลายสิบปีก่อน มีความจุในการเก็บกักน้ำ จำนวนกว่า 150,000 ลูกบาศก์เมตร ที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่บ้านดอนยาวน้อย ต่างได้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำแห่งนี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้มานาน ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำจากสภาพที่ตื้นเขินมากขึ้น และเมื่อกรมทรัพยากรน้ำ ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งการติดตั้งแทงค์เก็บน้ำ ขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร และติดตั้งปั๊มสูบน้ำ ขนาด 4 กิโลวัตต์ ตลอดจนการติดตั้งแผงโซลาเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้งบประมาณจำนวนกว่า 1,480,000 บาท โครงการที่ปรับปรุงการทำงานด้วยการจัดทำระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นี้ทำให้ราษฎรในพื้นที่หลายครัวเรือน สามารถสูบน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจากค่าไฟฟ้าแต่อย่างใด ซึ่งเป็นที่พอใจอย่างมากของทุกฝ่าย โดยเฉพาะราษฎรที่เป็นเกษตรกรในพื้นที่ต่างดีใจและมีความสุขกับโครงการนี้จากผลของการลดค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าในครัวเรือน และมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำได้อย่างทั่วถึงและดูแลอุปกรณ์ในการทำงานของระบบ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพยืนยาวต่อไปต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและรวมหัวใจสืบสานรักษาแหล่งน้ำระบบส่งน้ำให้คงประสิทธิภาพเพื่อก่อประโยชน์ได้อย่างยาวนาน ต้นแบบอีกแห่งที่ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนขึ้นจากการที่ได้นำเอาระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในโครงการแหล่งน้ำเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวบ้าน นั่นคือ โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บึงหัวบึง พลังงานแสงอาทิตย์พร้อมอุปกรณ์กระจายน้ำในโครงการนี้ตั้งอยู่ในโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงหัวบึงสนองแนวพระราชดำริน้ำคือชีวิต หมู่ที่ ๒ ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดภาระค่าใช้จ่ายของราษฎรในพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วขึ้น โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงหัวบึงแห่งนี้ ดำเนินการอนุรักษ์ฟื้นฟูเมื่อหลายปีก่อน โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๖ ปราจีนบุรี สร้างประโยชน์ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้มากทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคด้วยการทำระบบประปา และเสริมการเกษตร ตลอดจนการช่วยระบบนิเวศน์ในพื้นที่ได้ดีมากขึ้น สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๖ กรมทรัพยากรน้ำ ได้ก่อสร้างระบบกระจายน้ำ โดยมีอัตราการสูบ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ก่อนจะสูบขึ้นหอถังสูงและจ่ายน้ำไปยังเกษตรกรในพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก ทำให้หลายคนมีรายได้จากการเพาะปลูกพืชผักสวนครัวมากขึ้น ทั้งข่า ขิง ตะไคร้ ใบมะกรูด ชะอมและอีกหลายชนิดซึ่งเกษตรกรเหล่านั้นล้วนมีรายได้มากขึ้นจากการที่มีระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆเกิดขึ้น บางรายจากเดิมที่มีรายได้เพียงวันละ 80 บาท ก็ได้เพิ่มขึ้นเป็น 120 บาทต่อวัน ซึ่งถือเป็นรายได้เพิ่มที่น่าสนใจมาก “ถ้าน้ำอุดมสมบูรณ์ อะไรก็ดีหมด พืชต่างๆ อย่าง พริก มะเขือ ดีปลี ที่เราปลูกไว้ จะทำให้เรามีรายได้ดีด้วย ผมมีการจัดการรายได้ โดยแบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งฝาก ส่วนหนึ่งเก็บไว้เป็นรายได้ในครัวเรือน อีกส่วนหนึ่งก็ไว้ให้ลูก วันนี้ไม่มีหนี้ความสุขของคนไม่เป็นหนี้ คือ กินได้นอนหลับ .....” นายสุนัย ชะเอม เกษตรกรคนหนึ่งในโครงการของระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บอก เป็นเพียงบางตัวอย่างที่นำมาให้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการที่กรมทรัพยากรน้ำสนองพระราชปณิธานสืบสานพระราชดำริ “น้ำคือชีวิต”สร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน ขยายผลนำน้ำสู่ประชาชนได้สะดวกรวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานอาทิตย์ ทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นไปตามพระราชดำรัสของ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร“ ที่ว่า “ .... น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานเกษตรกรรม แม้ดินจะไม่ดีบ้าง หรือมีอุปสรรคทางด้านอื่นๆถ้าแก้ปัญหาในเรื่องของแหล่งน้ำที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้แล้ว เรื่องอื่นๆ ก็จะพลอยดีขึ้นตามมา...” ......................................................................... น.ส.อารยา ยศมงคล-ข้อมูล/นายทวีศักดิ์ สุขธงไชยกูล -เรียบเรียงนายฉลอง สังคำ-ภาพ