- โฆษณา -

“สามารถ” ชี้คดี “เนติวิทย์” ไม่ใช่ต้นแบบเลี่ยงเกณฑ์ทหาร ย้ำกฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์

โซเชียล22 ก.ค. 2569 • 16:50 น.
“สามารถ” ชี้คดี “เนติวิทย์” ไม่ใช่ต้นแบบเลี่ยงเกณฑ์ทหาร ย้ำกฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์

วันที่ 22 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า "ดับกระแสวิตก ‘สามารถ’ ชี้ เคส ‘เนติวิทย์’ เลียนแบบไม่ได้ ปิดประตูยื้อศาลรัฐธรรมนูญ—ย้ำระบบเกณฑ์ทหารไทยยังศักดิ์สิทธิ์"

“เนติวิทย์” กับคดีหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร : สิทธิ เสรีภาพ และขอบเขตของหลักนิติธรรม

- โฆษณา -

โดย สามารถ เจนชัยจิตรวนิชอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม

กรณีของ “เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” ได้จุดประกายให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามต่อระบบการเกณฑ์ทหารไทยอีกครั้ง แต่หากมองผ่านแว่นของนักกฎหมายและหลักนิติรัฐศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่าง “สิทธิของประชาชน” กับ “อำนาจของรัฐ” หากแต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ทุกฝ่ายต้องเคารพกติกาเดียวกัน

1. การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การถ่วงเวลาคดี

ในคดีนี้ จำเลยได้ยกข้อโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 212 บัญญัติว่า

“เมื่อคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และศาลเห็นว่าข้อโต้แย้งนั้นมีเหตุอันควร ศาลต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย”

ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชะลอการพิจารณาคดีเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย มิใช่การยื้อคดีหรือหลีกเลี่ยงความรับผิด

หลักการสำคัญของรัฐประชาธิปไตย คือ ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบกฎหมายของรัฐได้ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับผลแห่งคำวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

2. กฎหมายเกณฑ์ทหารยังมีผลใช้บังคับ

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ได้แก่

มาตรา 44

กำหนดให้ชายไทยที่มีอายุครบกำหนดต้องเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับราชการทหารตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 45

กำหนดหน้าที่ของบุคคลที่ได้รับหมายเรียกให้ต้องไปแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ในวันตรวจเลือก

มาตรา 46

บัญญัติถึงกรณีการหลีกเลี่ยง ขัดขืน หรือไม่ไปตามกำหนด

มาตรา 48

กำหนดโทษแก่ผู้ที่หลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่เข้ารับการตรวจเลือก โดยมีโทษจำคุกและปรับตามที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นสำคัญคือ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า บทบัญญัติเหล่านี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กฎหมายยังคงมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์

3. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร

รัฐธรรมนูญ มาตรา 211 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า

“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด และมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ”

ความหมายในทางปฏิบัติ คือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานไว้แล้ว หากมีผู้ใดยกเหตุผลเดิมขึ้นโต้แย้งในอนาคต ศาลยุติธรรมย่อมสามารถอาศัยคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นแนวทางในการพิจารณาได้ทันที

นี่คือหลัก “ความมั่นคงแน่นอนแห่งกฎหมาย” (Legal Certainty) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักนิติธรรม

4. อายุเกิน 30 ปี ไม่ได้หมายความว่าทำให้ความผิดหายไป

ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า เมื่อพ้นอายุ 30 ปีแล้ว จะถือว่าไม่มีความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารอีกต่อไป ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดเพียงว่า เมื่อพ้นอายุที่กฎหมายกำหนด บุคคลนั้นไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารกองประจำการอีก และจะถูกจัดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 2

แต่การพ้นเกณฑ์อายุ ไม่ได้ทำให้ความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นระงับลง

กล่าวคือ แม้บุคคลจะไม่ต้องจับใบดำใบแดงอีกต่อไป แต่หากมีการกระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว พนักงานอัยการยังคงมีอำนาจฟ้อง และศาลยังคงมีอำนาจพิพากษาลงโทษได้ตามปกติ

5. คดีนี้ไม่ใช่ “โมเดล” ไว้สำหรับการหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

หลายฝ่ายกังวลว่า กรณีนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้เยาวชนจำนวนมากใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

แต่ในความเป็นจริง คดีนี้มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างมาก เพราะประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญหลายประการ ได้แก่

การใช้สิทธิโต้แย้งความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในประเด็นนี้

ระยะเวลาการดำเนินคดีที่ยาวนานหลายปี

การพ้นเกณฑ์อายุตามกฎหมายระหว่างกระบวนการพิจารณา

การมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานไปแล้ว

ดังนั้น จึงไม่ใช่ “ช่องว่างทางกฎหมาย” ที่ประชาชนทั่วไปจะสามารถนำไปใช้เลี่ยงหน้าที่ตามกฎหมายได้

บทสรุปทางนิติรัฐศาสตร์

หัวใจของคดีนี้ มิได้อยู่ที่ว่า “ใครชนะ” หรือ “ใครแพ้” หากแต่อยู่ที่การยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะองค์กรผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว หลักนิติธรรม (Rule of Law) ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรทางการเมือง ต้องเคารพและปฏิบัติตามผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยเคร่งครัด

ในสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย สิทธิและเสรีภาพย่อมต้องดำเนินควบคู่ไปกับหน้าที่และความรับผิดชอบเสมอ เพราะหากมีเพียงเสรีภาพโดยปราศจากความรับผิด ความมั่นคงของรัฐย่อมสั่นคลอน แต่หากมีเพียงอำนาจรัฐโดยปราศจากการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประชาธิปไตยก็ย่อมอ่อนแอลงเช่นกัน

นี่คือดุลยภาพสำคัญที่รัฐสมัยใหม่ทุกประเทศจำเป็นต้องรักษาไว้ให้ได้

ดังนั้น บรรดานักวิชาการและผู้ที่แสดงความกังวลว่า กรณีนี้จะกลายเป็นต้นแบบของการหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร อาจไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลเกินสมควร เพราะท้ายที่สุดแล้ว “กฎหมายก็คือกฎหมาย” และ “หลักนิติธรรม” ยังคงเป็นรากฐานสูงสุดของการบริหารราชการแผ่นดิน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า

“รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม”

บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่เพียงถ้อยคำเชิงอุดมคติ หากแต่เป็นหลักการที่มีผลผูกพันต่อทุกองค์กรของรัฐโดยตรง

และหากผู้ใดละเลย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ระบบกฎหมายไทยก็ยังมีกลไกตรวจสอบ การฟ้องร้อง และการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้นอยู่แล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว ความเข้มแข็งของประเทศไม่ได้วัดจากการที่รัฐมีอำนาจมากเพียงใด แต่ต้องวัดจากการที่ทั้งรัฐและประชาชนต่างยอมอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน นั่นคือ “รัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม” อันเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง.