"สามารถ" ย้ำไทยยังมีโทษประหารตามกฎหมาย เตือนอย่าปั่นกระแสข้อมูลผิด

โซเชียล3 ส.ค. 2569 • 07:31 น.
"สามารถ" ย้ำไทยยังมีโทษประหารตามกฎหมาย เตือนอย่าปั่นกระแสข้อมูลผิด

วันที่ 3 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า..

Hello Thailand  · MR.Hello Thailand ·

อย่าปั่นกระแสผิดกฎหมาย “สามารถ” ชี้ โทษประหารยังมีอยู่จริง-เตือนระวังกระทบภาพลักษณ์ประเทศ

ต้อง​ทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย และมีกลไกติดตามเฝ้าระวังผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

​จากกรณีที่มีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยบุคคลในวงการบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์บางส่วน ออกมาเรียกร้องให้ “ประหารชีวิต” ในคดีฆาตกรรมชาวรัสเซียนั้น ผมเห็นควรชี้แจงข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ควบคู่กับหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติรัฐ (Rule of Law) เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทั้งในประเทศและต่างประเทศครับ

​ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ การกำหนดนโยบายอาญาและบทลงโทษทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเรื่องอารมณ์ของสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็น “กลไกของรัฐ” ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความยุติธรรม ความมั่นคงของสังคม และหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้กรอบอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) และหลักความชอบธรรม (Legitimacy) ของกระบวนการยุติธรรม

​1. ประเทศไทยไม่เคยยกเลิก "โทษประหารชีวิต"

​ข้อเรียกร้องให้ “ประหารชีวิตชีวิตในคดีนี้” เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเชิงข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เพราะตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ได้กำหนดโทษทางอาญาไว้ 5 ประการ โดย "โทษประหารชีวิต" ยังคงเป็นโทษสูงสุดของประเทศไทย

​โดยเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้โทษประหารชีวิตเป็นหนึ่งในอัตราโทษสูงสุดที่ศาลอาจพิจารณาลงโทษได้ตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี

​ในเชิงรัฐศาสตร์: นี่สะท้อนถึง “อำนาจลงโทษของรัฐ” (State’s coercive power) ที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์โดยตรง และต้องอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล (Checks and Balances) ของศาล อัยการ และฝ่ายบริหาร

​ในทางปฏิบัติ: การบริหารโทษยังอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกระบวนการอภัยโทษตามพระราชอำนาจ ซึ่งเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญ สะท้อนแนวคิดรัฐสมัยใหม่ที่ไม่ใช่เพียง “อำนาจลงโทษแบบแข็งกร้าว” แต่มีมิติของการบริหารความยุติธรรมเชิงมนุษยธรรมร่วมด้วย

​ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลเหมือนว่าประเทศไทยได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว จึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อระบบกฎหมายของไทย ทั้งในหมู่ประชาชนและในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของรัฐได้

​2. บทเรียนจากคดีอุกฉกรรจ์ สู่การยกระดับมาตรการป้องกัน

​สังคมไทยเคยเผชิญคดีอาชญากรรมร้ายแรงหลายกรณี ซึ่งในเชิงรัฐศาสตร์ถือเป็น “เหตุการณ์สะเทือนระบบ” (System-shocking events) ที่ทำให้รัฐต้องกลับมาทบทวนประสิทธิภาพของนโยบายสาธารณะด้านความมั่นคงภายใน เช่นใน

​คดีของ อภิชัย องค์วิศิษฐ์ (ไอซ์ หีบเหล็ก): พฤติการณ์ความรุนแรงสะเทือนขวัญที่สร้างความหวั่นวิตกให้แก่สังคม

​คดีของ วันชัย แสงขาว (เกม): เหตุอาชญากรรมบนขบวนรถไฟที่เรียกร้องความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ

​คดีของ สมคิด พุ่มพวง: ฆาตกรต่อเนื่องที่เมื่อพ้นโทษกลับมาก่อเหตุซ้ำ

​คดีเหล่านี้สะท้อน “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” (Structural gap) ของระบบยุติธรรมในอดีต ทั้งในด้านการประเมินความเสี่ยงและการติดตามหลังพ้นโทษ ในเชิงนโยบายสาธารณะ รัฐจึงจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ (Recidivism prevention) ภายใต้ พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “การลงโทษ” และ “การป้องกันสังคม”

​3. มาตรการเชิงโครงสร้างของกระทรวงยุติธรรม

​ในช่วงที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งผมในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ได้มีโอกาสร่วมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ โดยยึดหลักรัฐศาสตร์เชิงปฏิบัติ (Pragmatic governance) ที่เน้น “ผลลัพธ์ต่อความปลอดภัยของประชาชน” ดังนี้

มีการจัดตั่ง​ศูนย์ JSOC (Justice Safety Observation Center)

เพื่อเป็นกลไกบูรณาการข้อมูลและประสานการติดตามผู้กระทำผิดที่อยู่ภายใต้มาตรการตามกฎหมาย เพื่อประเมินความเสี่ยงและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ สอดคล้องกับแนวคิด “รัฐเชิงป้องกัน” (Preventive state) ที่มุ่งลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ มากกว่ารอให้เกิดความเสียหาย

​การพัฒนาระบบฟื้นฟูเด็กและเยาวชนของกรมคุมประพฤติ:

มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรม ฟื้นฟูจิตใจ ส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ภายใต้ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นการ “ลงทุนในทุนมนุษย์ (Human capital investment)” เพื่อตัดวงจรไม่ให้เยาวชนเติบโตไปเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ

​ในมุมของการบริหารรัฐสมัยใหม่ แนวทางเหล่านี้คือการเปลี่ยนจาก “รัฐลงโทษ” (Punitive state) ไปสู่ “รัฐที่มีความสมดุลระหว่างการลงโทษและการฟื้นฟู” (Balanced justice state) ซึ่งเป็นมาตรฐานของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก

ผมจึงมีสรุปและแนวคิดเชิงนโยบาย

​ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลงโทษ แต่ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ผ่านระบบเฝ้าระวัง การคุมประพฤติ และการฟื้นฟู

​ผมขอเน้นย้ำว่า การป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้อาศัยเพียงบทลงโทษที่รุนแรงเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การสืบสวนที่รวดเร็ว กระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และระบบติดตามผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เมื่อองค์ประกอบทั้งสี่ทำงานร่วมกัน จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน เพราะ "ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของโทษ แต่อยู่ที่ความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกคน"

​ผมจึงขอเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันสื่อสารข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ของกระแสสังคมระยะสั้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในเวทีโลกครับ