“สามารถ” ถอดรหัส “อนุทิน” วิ่งหัวชนกำแพง จวกบางพรรคดื้อรั้น มีแต่หัวแตก

โซเชียล10 ส.ค. 2569 • 07:45 น.
“สามารถ” ถอดรหัส “อนุทิน” วิ่งหัวชนกำแพง จวกบางพรรคดื้อรั้น มีแต่หัวแตก

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า

"อ่านใจ ‘นายกอนุทิน’ กับวลี ‘วิ่งหัวชนกำแพง’: เมื่อความดื้อรั้นของบางพรรค... มีแต่จะทำให้หัวแตกเปล่าๆ"

ถอดรหัส "อ่านใจนายกอนุทิน: วิ่งหัวชนกำแพง" เมื่อความดื้อรั้นทางการเมืองไร้ทางออก

​​จากกรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ข้อความสั้น ๆ สะเทือนการเมืองว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน” หากเราถอดรหัสในมุมมองนักการเมืองที่ผ่านโลกมาเยอะ มันคือการเปรียบเปรยที่เจ็บแสบและตรงไปตรงมาไปยังพรรคการเมืองบางพรรค (เช่น พรรคประชาชน) ที่ชอบเล่นเกมการเมืองแบบดื้อรั้น ไล่บี้ขุดคุ้ยเรื่องเดิม ๆ ซ้ำซาก

​คนโบราณเรามักพูดว่า "หัวชนฝา" ซึ่งหมายถึงความดื้อรั้นสู้ไม่ถอย เพราะ "ฝา" (เช่น ฝาไม้ ฝากั้นห้อง) แม้จะกั้นไว้ แต่มันยังพอมีความบาง ความยืดหยุ่น หรือพอจะพังทะลุได้ด้วยแรงดันทุรัง

แต่นายกฯ เลือกใช้คำว่า "หัวชนกำแพง"...

กำแพงปูน กำแพงอิฐหนาเตอะที่สร้างขึ้นมาจาก "กฎหมายและกติกากลไกบ้านเมือง" มันคือโครงสร้างที่แข็งแกร่งระดับสูงสุด ต่อให้คุณจะดื้อรั้นเอาหัวพุ่งชนสักกี่ครั้ง กำแพงนั้นไม่มีวันพังทลายลงมาได้ มีแต่ "คนชนนั่นแหละที่จะหัวแตกและเจ็บตัวฟรี"

​ในขณะที่ฝ่ายบริหารต้องก้มหน้าก้มตาทำงานภายใต้กรอบกฎหมายและความเสมอภาค แต่อีกฝ่ายกลับเลือกใช้วิธีเอาหัวพุ่งชนกำแพงกฎหมายซ้ำ ๆ เพราะคิดว่าเท่ สุดท้ายก็เป็นได้แค่การสร้างความขัดแย้งที่ไร้สาระ ประเทศชาติไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากความเสียหาย

​กฎหมายก็คือกฎหมาย กติกาก็คือกติกา เจตนาที่ดีต้องมาพร้อมกับวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ใช่เอาแต่ดึงดันดื้อรั้นวิ่งชนกำแพงตามอำเภอใจครับ

​หากอ่านใจนายกฯ และถอดบทเรียนนี้ออกมาในมุมมองของท่าน สามารถมองได้ 3 มิติหลักครับ

​1. เปรียบเปรยความพยายามที่ไร้เดียงสา: "ยิ่งชน ยิ่งเจ็บหัว"

​พรรคการเมืองบางพรรค (เช่น พรรคประชาชน) มักจะชอบทำตัวเป็นนักรบผู้พิทักษ์ความถูกต้อง ออกมาโหมโรงขยี้เรื่องโครงสร้างเรื่อง สว. หรือประเด็นเดิม ๆ ซ้ำซาก โดยคิดว่าการเอาหัวพุ่งชนกำแพงระบบราชการหรือกฎหมายจะทำให้ตัวเองดูเท่ แต่มุมมองของผู้นำที่ผ่านโลกมาเยอะ เขากำลังมองด้วยความเวทนาปนสมเพชว่า "กำแพงกฎหมายและกลไกของบ้านเมืองมันไม่ได้พังง่าย ๆ ด้วยการมาโวยวายหน้าโซเชียล" การฝืนดันทุรังวิ่งเข้าใส่มีแต่จะทำให้ตัวเองหัวแตก เจ็บตัว และเสียแต้มการเมืองไปเปล่า ๆ

​2. แยกแยะระหว่าง "การทำงานจริง" กับ "การเล่นเกมการเมือง"

​ในขณะที่ฝ่ายบริหารต้องก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาปากท้องและบริหารราชการแผ่นดินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่เล่นเกมการเมือง จ้องจะพังกำแพงอย่างเดียวโดยไม่สนวิธีการหรือข้อจำกัดทางกฎหมาย นายกฯ จึงสะท้อนภาพนี้ออกมาเพื่อเตือนสติสังคมว่า การทำงานด้วยความดื้อรั้น ไร้ซึ่งความยืดหยุ่น และไม่เคารพในกติกาหรือกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันก็คือความว่างเปล่า เหมือนคนบ้าที่วิ่งเอาหัวชนฝา

​3. เสียงสะท้อนจากคนทำงานจริง ถึงพวกที่เอาแต่ "โวยวายบนความว่างเปล่า"

​คำว่า "วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน" ในมุมของนายกฯ คือการบอกให้รู้ว่า คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อบ้านเมือง เขารู้ดีว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและความเสมอภาค แต่พวกที่เอาแต่เรียกร้องความสนใจ โหมกระแสโจมตีรายวันนั่นแหละ ที่กำลังทำตัวเหมือนคนเอาหัวชนกำแพง ชนไปก็เสียเวลาเปล่า ประเทศชาติไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากความขัดแย้งที่ไร้สาระ

​สรุปคือว่า

โพสต์นี้ของนายกฯ ออนทัวร์สะท้อนความจริงอย่างเจ็บแสบว่า "กฎหมายก็คือกฎหมาย กติกาก็คือกติกา" เจตนาที่ดีต้องมาพร้อมกับผลลัพธ์และการเคารพกติกาบ้านเมือง ไม่ใช่เอาแต่ดึงดันดื้อรั้นวิ่งชนกำแพงตามอำเภอใจเหมือนที่พรรคการเมืองบางพรรคกำลังทำอยู่ทุกวันนี้