“สามารถ” ชี้ “กุญแจมือ” ไม่ใช่เครื่องหมายความผิด ปม “ฉลอง” จี้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น

โซเชียล11 ส.ค. 2569 • 12:53 น.
“สามารถ” ชี้ “กุญแจมือ” ไม่ใช่เครื่องหมายความผิด ปม “ฉลอง” จี้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น

วันที่ 11ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า หยุดค่านิยมผิดๆ “กุญแจมือ” ไม่ใช่เครื่องหมายของความผิดใน กรณี “ฉลอง เรียวแรง” ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น

จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการควบคุมตัว คุณฉลอง เรียวแรง โดยไม่มีการใส่กุญแจมือ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และมีการตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผมเข้าใจได้ว่า ฝ่ายบริหารอาจกังวลต่อกระแสสังคม และไม่ต้องการให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อบุคคลแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน

แต่ในฐานะคนทำงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมขอเสนอว่า...

อย่าเอาความรู้สึกของสังคมมาอยู่เหนือหลักกฎหมาย

เพราะคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่

“ทำไมคนนี้ไม่ใส่กุญแจมือ?”

แต่ต้องถามว่า

“กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องใส่กุญแจมือในทุกกรณีหรือไม่ และการใช้เครื่องพันธนาการในแต่ละกรณีมีความจำเป็นเพียงใด?”

นี่คือหัวใจของเรื่อง

1. “ผู้ต้องหา” ไม่ใช่ “ผู้กระทำความผิด”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วางหลักสำคัญว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด

และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้

นี่ไม่ใช่ถ้อยคำสวยหรูในรัฐธรรมนูญ

แต่นี่คือ หลักประกันขั้นพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม

ทางรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ออกกฏหมายเองก็อธิบายเจตนารมณ์ของมาตรา 29 ว่า บทบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ดังนั้น กุญแจมือไม่ควรถูกใช้เป็น “สัญลักษณ์ว่าบุคคลนั้นผิด”

แต่การใช้เครื่องพันธนาการต้องพิจารณาจาก ความจำเป็นและพฤติการณ์แห่งคดี

2. การควบคุมตัวต้องได้สัดส่วนกับความจำเป็น

รัฐธรรมนูญมาตรา 29 ยังวางหลักไว้อีกว่า

“การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี”

นี่คือหลักสำคัญที่สังคมควรทำความเข้าใจ

ไม่ได้หมายความว่า

“ผู้ต้องหาทุกคนห้ามใส่กุญแจมือ”

และก็ไม่ได้หมายความว่า

“ผู้ต้องหาทุกคนต้องใส่กุญแจมือ”

แต่หมายความว่า เจ้าหน้าที่ต้องใช้อำนาจอย่างมีเหตุผล เหมาะสม และเท่าที่จำเป็น โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ดังนั้น หากบุคคลไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี ไม่ต่อสู้ ไม่คุกคาม และเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการ

การไม่ใส่กุญแจมือจึงไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการให้อภิสิทธิ์

ในทางกลับกัน หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลอาจหลบหนีหรือก่ออันตราย การใช้เครื่องพันธนาการก็ต้องพิจารณาตามความจำเป็นของสถานการณ์นั้น

นี่ต่างหากคือ หลักนิติรัฐ

3. รัฐธรรมนูญต้องมาก่อน “ธรรมเนียมปฏิบัติ”

ปัญหาที่ใหญ่กว่ากรณีของคุณฉลอง คือเราต้องถามว่า

ประเทศไทยเคยชินกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาอย่างไร?

ถ้าในอดีตเราคุ้นชินกับภาพผู้ต้องหาถูกใส่กุญแจมือ ถูกนำตัวออกมาให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ หรือถูกนำเสนอในลักษณะที่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “คนนี้คือคนผิด”

พวกเราต้องกล้าถามว่า

ธรรมเนียมเหล่านั้นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในปัจจุบันแล้วหรือยัง?

เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 5 กำหนดให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่อาจใช้บังคับได้

ดังนั้น ธรรมเนียมปฏิบัติหรือแม้แต่กฏหมายใดไม่สามารถอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้

4. อย่าให้ “กระแสสังคม” กลายเป็นผู้ล้มบัญญัติกฎหมายเสียเอง

ผมจึงอยากฝากถึงฝ่ายบริหารและสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า

อย่าปล่อยให้กระแสสังคมเป็นตัวกำหนดมาตรฐานการใช้เครื่องพันธนาการ

เพราะวันนี้สังคมอาจถามว่า

“ทำไมไม่ใส่กุญแจมือ?”

แต่วันหนึ่ง เมื่อมีการใช้กุญแจมือกับบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นจริง สังคมก็อาจถามกลับว่า

“ทำไมเจ้าหน้าที่จึงใช้กำลังเกินความจำเป็น?”

ทั้งสองคำถามเกิดจากปัญหาเดียวกัน คือ

เรายังไม่มีมาตรฐานที่สังคมเข้าใจตรงกันอย่างชัดเจน

5. ถึงเวลาทำให้ “หลักสิทธิ” กลายเป็นมาตรฐานตำรวจหรือผู้บังคับใช้กฏหมาย

นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลจะไม่หยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

แต่ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นในการทบทวนแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งระบบ

ต้องกำหนดให้ชัดว่า

กรณีใดจำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการ

กรณีใดไม่จำเป็น

ใครเป็นผู้ตัดสินใจ

ต้องบันทึกเหตุผลอย่างไร

และ ใครเป็นผู้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ

เมื่อมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตำรวจก็ทำงานได้อย่างมั่นใจ ประชาชนก็ตรวจสอบได้ และผู้ต้องหาก็ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

นี่ต่างหากคือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จับต้องได้

6. ถึงเวลาเปลี่ยน “วัฒนธรรมแห่งความเคยชิน” เป็น “วัฒนธรรมแห่งหลักนิติธรรม”

ผมไม่ได้เสนอว่าเจ้าหน้าที่ต้องอ่อนแอ

และไม่ได้เสนอให้ผู้ต้องหาได้รับอภิสิทธิ์

ในทางตรงกันข้าม...

ตำรวจต้องเข้มแข็งกับผู้กระทำผิด แต่ต้องเข้มงวดกับตัวเองในการใช้อำนาจรัฐด้วย

เพราะอำนาจของตำรวจไม่ได้เกิดจากความรู้สึกว่า

“เมื่อถูกจับแล้วต้องใส่กุญแจมือ”

แต่อำนาจของตำรวจเกิดจาก กฎหมาย

และเมื่อกฎหมายกำหนดให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาต้องอยู่ภายใต้หลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และหลักความจำเป็น

เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องยึดหลักนั้น

ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็น

คนจนหรือคนรวยคนธรรมดาหรือคนมีชื่อเสียงคนที่สังคมชอบหรือคนที่สังคมเกลียด

กฎหมายต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน

บทสรุป

กรณี “ฉลอง เรียวแรง” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงดราม่าเรื่อง

“ใส่กุญแจมือหรือไม่ใส่กุญแจมือ”

แต่มันควรกลายเป็นคำถามใหญ่ของประเทศไทยว่า

เราจะยังใช้ “ความเคยชิน” เป็นมาตรฐานการใช้อำนาจรัฐ หรือเราจะใช้ “รัฐธรรมนูญ” เป็นมาตรฐาน?

ถ้ารัฐบาลกล้าตอบคำถามนี้อย่างจริงจัง

เหตุการณ์หนึ่งครั้งก็สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้

ไม่ใช่เพื่อคุณฉลอง

ไม่ใช่เพื่อผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่ง

แต่เพื่อให้วันหนึ่ง เมื่อคนธรรมดาคนหนึ่งถูกจับกุม เขาจะมั่นใจได้ว่า...

ตำรวจจะไม่ปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นคนผิด เพียงเพราะเขาถูกกล่าวหา

เพราะในประเทศไทย

“ผู้ต้องหา” ยังไม่ใช่ “ผู้กระทำความผิด” จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

และนี่ไม่ใช่ความเมตตา

แต่มันคือ “หลักนิติธรรม” อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง"