“สามารถ” หนุนไม่ใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง ย้ำปกป้องสถาบันด้วยสติ

โซเชียล19 ส.ค. 2569 • 11:55 น.
“สามารถ” หนุนไม่ใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง ย้ำปกป้องสถาบันด้วยสติ

วันที่ 19 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า กราบเรียน​พี่น้องประชาชนครับ

​วันนี้ผมขออนุญาตพูดในประเด็นที่ผมเห็นว่าเราควรพิจารณาด้วยเหตุผล ความรอบคอบ และความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง มากกว่าการยึดโยงกับความเห็นทางการเมืองหรือสีเสื้อ

ในที่นี้​คือเรื่อง ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112

​ผมเห็นข่าวที่คุณภคมน หนุนอนันต์ ส.ส. พรรคประชาชน ได้แสดงจุดยืนว่า ไม่สนับสนุนการนำมาตรา 112 ไปใช้ในการร้องทุกข์กล่าวโทษอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีความพยายามนำประเด็นคลิปเสียงเรื่องที่อ้างข้างบน แล้วบอกว่าเป็น กกต. ไปร้องทุกข์ ม.112

​ผมขอเรียนตรง ๆ ว่า

​ผมเห็นด้วยกับหลักการในประเด็นนี้ครับ

​เพราะเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายแล้ว กรณีคลิปเสียงดังกล่าวนั้น ไม่มีพยานหลักฐานหรือข้อความใดที่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 เลยแม้แต่น้อย สาระสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ การนำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่มีมูลความจริงไปผูกโยงเพื่อฟ้องร้อง ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

​แต่การเห็นด้วยในประเด็นดังกล่าว มิได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112 หรือเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็น

​ทั้งสองเรื่องนี้เป็นคนละประเด็นโดยสิ้นเชิง

​ผมจึงอยากให้พี่น้องประชาชนแยกแยะให้ชัดเจนว่า

​“ตัวบทกฎหมาย” กับ “การใช้กฎหมาย” เป็นคนละเรื่องกัน

มาตรา 112 มีวัตถุประสงค์อย่างไร

​มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดว่า

​“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี”

​นี่คือตัวบทกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสถาบันหลักของชาติ

​เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้เช่นใด เจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีหน้าที่ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างถูกต้องและเหมาะสม

​หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดและมีพยานหลักฐานครบถ้วน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน

​ผมไม่ได้ปฏิเสธการบังคับใช้กฎหมาย

​แต่ผมเน้นย้ำว่า การใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง และตั้งอยู่บนความสุจริต

​เพราะการไปแจ้งความ ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นผู้กระทำผิดแล้ว

​ขอให้จำหลักสำคัญนี้ไว้ครับ

​“การแจ้งความ” ไม่ใช่ “คำพิพากษา”

​ผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหา จนกว่าจะผ่านกระบวนการสอบสวน พิจารณาพยานหลักฐาน และมีคำวินิจฉัยจากศาล

​สังคมจึงไม่ควรด่วนสรุป หรือปล่อยให้กระแสในสื่อสังคมออนไลน์มากำหนดความผิดแทนกระบวนการยุติธรรม

หากมีการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต

​ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือการใช้สิทธิตามกฎหมายต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและความรับผิดชอบต่อสถาบันของชาติ

​โดยหลักแล้ว บุคคลย่อมมีสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษ

​แต่สิทธิดังกล่าวมิได้หมายความว่า จะใช้โดยปราศจากข้อเท็จจริง หรือมีเจตนาบิดเบือนเพื่อสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นได้

​หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่เชื่อโดยสุจริตว่ามีการกระทำความผิด การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมย่อมเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

​แต่หากมีการแจ้งความโดยรู้ว่าไม่เป็นความจริง หรือมีเจตนาเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษ

​กรณีดังกล่าวอาจต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา 137, 172, 173 และ 174

​โดยเฉพาะมาตรา 174 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแจ้งความเท็จโดยมีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับโทษหรือโทษหนักขึ้น หากเข้าองค์ประกอบความผิด ย่อมมีความรับผิดทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำให้ชัดเจนว่า

​การจะถือว่าเป็นความผิดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เจตนา และพยานหลักฐานเป็นรายกรณี

​นี่คือหลักของ นิติธรรม (Rule of Law) อย่างแท้จริง

ขอฝากถึงผู้ที่เคารพและเทิดทูนสถาบัน

​ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลักยึดเหนี่ยวของประเทศ

​แต่ผมอยากฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่า

​ความจงรักภักดีต้องตั้งอยู่บนสติ ปัญญา และความรับผิดชอบ

​หากขาดการไตร่ตรอง อาจทำให้เกิดการถูกชักนำ หรือการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ จนส่งผลกระทบต่อสถาบันที่เราทุกคนเคารพ

​ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อข้อมูล การแสดงความเห็น หรือการดำเนินการใด ๆ

​สิ่งสำคัญคือการไม่ด่วนสรุปว่าใครผิดหรือถูก โดยปราศจากกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลาง

​เพราะสิ่งที่ทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จำนวนคดีที่ถูกแจ้ง

​แต่คือ ความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความสุจริตของกระบวนการยุติธรรม

ไม่ควรใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง

​ผมขอเน้นย้ำว่า ประเด็นนี้ไม่ควรถูกมองผ่านกรอบฝ่ายการเมือง

​มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด

​หากมีการนำไปใช้โดยปราศจากมูลเหตุที่เหมาะสม หรือใช้เพื่อสร้างความขัดแย้ง ผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

​ในขณะเดียวกัน หากมีการอ้างสิทธิเสรีภาพเพื่อบิดเบือนให้สังคมเข้าใจว่ากฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็น ผมก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

​เพราะทั้งสองกรณีล้วนกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมและความศรัทธาต่อกฎหมาย

​หลักการที่ถูกต้องคือ

​ผู้กระทำผิดต้องรับผิดตามกฎหมาย

​ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความเป็นธรรม

​และทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียม

บทบาทของสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์

​ผมขอฝากถึงสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยว่า

​การสื่อสารต้องมีความระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ และต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง

​เช่น

​“ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ม.112” คือข้อเท็จจริง

​“กระทำความผิด ม.112” คือการสรุปผลทางคดี

​สองประโยคนี้มีความหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

​สังคมไม่ควรสรุปผลแทนศาล

​เพราะ ศาลเท่านั้นที่มีอำนาจวินิจฉัยความผิดจากพยานหลักฐาน ไม่ใช่ความคิดเห็นของสาธารณะ

ข้อสรุป

​ผมขอเรียนในฐานะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกฎหมายมาโดยตลอดว่า

​ผมไม่ต้องการเห็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่ากรณีใด

​และในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่สนับสนุนการบิดเบือนกฎหมายหรือการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

​ประเทศจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ

​แต่เพราะ

​ทุกฝ่ายยอมอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม และเคารพสถาบันหลักของชาติอย่างจริงใจ

​วันนี้ผมจึงเห็นด้วยกับคุณภคมนในประเด็นที่ว่า

​ไม่ควรนำมาตรา 112 ไปใช้ร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่จำเป็น

​แต่ในขณะเดียวกัน ผมขอยืนยันอีกด้านหนึ่งว่า

​หากมีการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยไม่สุจริต หรือมีการแจ้งความเท็จโดยเจตนากลั่นแกล้ง และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ผู้กระทำย่อมต้องรับผิด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครหรืออยู่ฝ่ายใด

​กฎหมายต้องไม่เลือกปฏิบัติ

​และความยุติธรรมต้องไม่เลือกข้าง

​นี่คือหลักสำคัญของ นิติธรรม

​“รักสถาบันด้วยสติ ปกป้องชาติด้วยปัญญา และยึดหลักนิติธรรมเหนือความขัดแย้งทางการเมือง”

​เพราะท้ายที่สุดแล้ว

​การรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ได้อยู่ที่การใช้กฎหมายกับผู้ที่เราไม่เห็นด้วย

​แต่อยู่ที่การยอมรับว่า

​แม้แต่ผู้ที่เราไม่เห็นด้วย ก็ยังต้องได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย

​นี่คือหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง