- โฆษณา -

“สามารถ” จี้ “ยุติธรรม–DSI” สอบสำนวนหลุด ย้ำเอาผิดต้องมีหลักฐาน

โซเชียล26 ส.ค. 2569 • 16:16 น.
“สามารถ” จี้ “ยุติธรรม–DSI” สอบสำนวนหลุด ย้ำเอาผิดต้องมีหลักฐาน

วันที่ 26 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “กระทรวงยุติธรรมต้องไม่ทำผิดเสียเอง เสาหลักแห่งความยุติธรรมต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง”

ในฐานะที่ผมเคยทำหน้าที่ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ผมย้ำเสมอว่า

- โฆษณา -

กระทรวงยุติธรรมคือที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน

เมื่อประชาชนถูกกล่าวหา ถูกละเมิดสิทธิ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาย่อมคาดหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นหลักประกันสุดท้ายของชีวิตและสิทธิของเขา

เพราะฉะนั้น หน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเอง ยิ่งต้องเป็นแบบอย่างในการ เคารพกฎหมาย รักษาความลับ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้

กรณี สำนวนหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีพิเศษของ DSI รั่วไหลออกสู่สาธารณะ ผมขอสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง และขอสนับสนุนให้ฝ่ายบริหาร ทั้ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหาร DSI ให้เดินหน้าหาต้นตอของข้อมูลที่รั่วไหลให้ได้

แต่ผมขอย้ำว่า การตรวจสอบต้องอยู่บนพยานหลักฐาน ไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า

เพราะหลักนิติธรรมต้องใช้กับทุกคน ตามที่บัญัติไว้บทรัฐธรรมนูญ

1. ต้องสาวให้ถึง “คนใน” ก่อน

คำถามสำคัญที่สุดคือ ข้อมูลออกจากระบบราชการได้อย่างไร? ใครเป็นผู้มีสิทธิเข้าถึงสำนวน? ใครเป็นผู้คัดลอกหรือส่งต่อ? ใครเป็นผู้เปิดเผยข้อมูล?

มีการฝ่าฝืนหน้าที่หรือมาตรการรักษาความลับหรือไม่?

หากพบว่าเจ้าพนักงานผู้ใด ซึ่งรู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ ได้กระทำโดยมิชอบให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ก็ต้องพิจารณาความรับผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164

ในขณะเดียวกัน หากการกระทำนั้นเข้าลักษณะปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ก็ต้องตรวจสอบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 157 ด้วย

และต้องตรวจสอบกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงระเบียบและมาตรการรักษาความลับของ DSI อย่างละเอียด คนในต้องไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นช่องทางทำให้ข้อมูลในกระบวนการยุติธรรมรั่วไหล

2. ส่วน “คนนอก” ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

กรณีบุคคลภายนอกได้รับข้อมูลแล้วนำไปเผยแพร่ ต้องแยกให้ชัดเจนว่า

ได้รับข้อมูลมาอย่างไร?

รู้หรือไม่ว่าข้อมูลได้มาโดยมิชอบ?

มีการนัดหมายหรือประสานกับเจ้าหน้าที่หรือไม่?

มีการจ้างวาน ใช้ หรือสนับสนุนให้เกิดการนำข้อมูลออกมาหรือไม่?

หากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงค่อยพิจารณาความรับผิดในฐานะ ผู้ใช้ตามมาตรา 84 หรือผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ตามองค์ประกอบของกฎหมาย

แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน

ก็ต้องไม่ตัดสินใครล่วงหน้า

เพราะการที่ใครได้รับเอกสารหรือเผยแพร่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนโดยอัตโนมัติ

นี่คือสิ่งที่คนทำงานด้านกฎหมายต้องยึดถือ

“เอาผิดคนผิดด้วยหลักฐาน และคุ้มครองคนที่ยังไม่มีหลักฐานว่าผิด”

3. การเผยแพร่ข้อมูลก็ต้องตรวจสอบความรับผิดเป็นรายกรณี

หากข้อมูลถูกนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายกฎหมายใดหรือไม่ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

หากมีข้อมูลส่วนบุคคล ก็ต้องตรวจสอบประเด็นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ตามลักษณะข้อมูล ผู้ควบคุมข้อมูล ฐานทางกฎหมาย และวิธีการเปิดเผย

หากการเผยแพร่ข้อความหรือข้อมูลทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง ก็ต้องพิจารณาความผิดเกี่ยวกับ หมิ่นประมาท รวมถึงกรณีการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 จากตามข้อเท็จจริง

ทั้งหมดนี้ต้องดูเป็นรายกรณี

ไม่ใช่เห็นข้อมูลหลุดแล้วเหมารวมว่าทุกคนผิดเหมือนกัน

4. อย่าให้ “สำนวนหลุด” กลายเป็น “ศาลบนโลกออนไลน์”

ผมเห็นปัญหาที่น่ากังวลมากกว่าตัวเอกสารหลุด คือการนำข้อมูลบางส่วนออกมาสร้างกระแส และทำให้สังคมตัดสินบุคคลก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุด

ผมถามว่า

ถ้าวันนี้ข้อมูลในสำนวนของคนหนึ่งหลุดได้ แล้ววันหนึ่งข้อมูลในสำนวนของประชาชนธรรมดาหลุดบ้าง ประชาชนจะเหลือหลักประกันอะไร?

ผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้กระทำความผิดเพียงเพราะถูกกล่าวหา

ผู้เสียหายก็ต้องได้รับความคุ้มครอง

และเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกัน

ทุกคนต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม

5. กระทรวงยุติธรรมต้อง “กวาดบ้านตัวเอง”

ผมขอฝากถึง

นายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม

และผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด

หากพบเจ้าหน้าที่กระทำผิด

ต้องดำเนินการทางวินัยและทางอาญาโดยไม่ละเว้น

หากพบว่าระบบรักษาความลับมีช่องโหว่

ต้องปิดช่องโหว่

หากพบว่าบุคคลภายนอกมีส่วนร่วมในการนำข้อมูลออกมาโดยมิชอบ

ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐาน

และหากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ

ก็ต้องไม่สร้างความผิดขึ้นจากกระแสสังคม

หลักนิติธรรมต้องเริ่มจาก “คนที่รักษากฎหมาย”

ผมเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมต้องต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ด้วยข้อมูลลับที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อชี้นำสังคม

การรักษาความลับของสำนวนไม่ใช่เรื่องเล็ก

เพราะมันเกี่ยวข้องกับ สิทธิ เสรีภาพ ชื่อเสียง และความปลอดภัยของประชาชน

ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ควรจบเพียงคำถามว่า

“ใครเป็นคนเอาสำนวนออกมา?”

แต่ต้องตอบให้ได้ว่า

ใครเข้าถึงข้อมูล

ข้อมูลออกไปได้อย่างไร

ใครเป็นผู้ส่งต่อ

ใครเกี่ยวข้อง

มีการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

และระบบของกระทรวงยุติธรรมจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกอย่างไร

ผมขอสนับสนุนการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

ไม่ใช่เพื่อปกป้องคนใดคนหนึ่ง

แต่เพื่อปกป้องมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

เพราะถ้ากระทรวงยุติธรรมยังรักษาความลับของสำนวนไม่ได้ แล้วประชาชนจะเอาความยุติธรรมไปฝากไว้กับใคร?

“กระทรวงยุติธรรมต้องไม่ทำผิดเสียเอง เพราะเมื่อเสาหลักแห่งความยุติธรรมสั่นคลอน คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชน”