“วัส ติงสมิตร” ผ่าสำนวน DSI รั่วถึง iLaw ชี้ ม.164 เอาผิดได้เฉพาะเจ้าพนักงาน
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความระบุว่า ส่องข้อกฎหมายคดีสำนวน DSI รั่วถึง iLaw: ใครผิด มาตราไหน และฎีกาวางหลักไว้อย่างไร?
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการกระบวนการยุติธรรมและสังคมไทย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มอบหมายฝ่ายกฎหมายเดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อให้ดำเนินคดีกรณีสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน กรณีการเลือก สว.) รั่วไหลออกไปสู่สาธารณะ โดยมี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และทีมงาน iLaw นำข้อมูลบางส่วนไปเปิดเผยก่อนหน้านี้
การแจ้งความครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญทางกฎหมายว่า "การนำสำนวนคดีรั่วไหลไปเผยแพร่ต่อเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และตามกฎหมาย DSI สามารถเอาผิดใครได้บ้าง?"
หากตัดเรื่องความรู้สึกทางการเมืองออก แล้วพิจารณาตามโครงสร้างกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด เราสามารถถอดรหัสและวิเคราะห์ประเด็นได้เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1.ฐานความผิดที่ DSI นำไปร้องทุกข์กล่าวโทษ
ในการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองปราบปราม DSI ได้ตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นหลัก ได้แก่:
• มาตรา 164: เจ้าพนักงานเปิดเผยความลับในราชการ (โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
• มาตรา 322 และ 323: การเปิดเผยความลับ/เอกสารปิดผนึกของผู้อื่น (โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
2. มาตรา 164 ใช้เอาผิดได้เฉพาะ "เจ้าพนักงาน" เท่านั้น
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน คือ
1)ผู้กระทำต้องเป็น เจ้าพนักงาน
2) รู้หรืออาจรู้ ความลับในราชการ
3) เปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้
4) การเปิดเผยต้องเป็นการกระทำ อันมิชอบด้วยหน้าที่
องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 164 จึงเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดต้องมีสถานะเป็น "เจ้าพนักงาน" ผู้มีหน้าที่รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ แล้วกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น
• ความเสี่ยงของ iLaw / นายยิ่งชีพ: ในข้อหาตาม มาตรา 164 โดยตรงนั้น มีความเสี่ยงเท่ากับศูนย์ เนื่องจากนายยิ่งชีพและทีมงาน iLaw เป็นประชาชนและภาคประชาสังคม ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
• มาตรา 164 ไม่ใช่บทบัญญัติที่ครอบจักรวาลว่า "ใครก็ตามที่เผยแพร่เอกสารลับมีความผิด" แต่เป็นความผิดเฉพาะตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น
3. ถอดบทเรียนจากบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา
เมื่อนำคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ 2 ฉบับมาจับกับกรณีนี้ จะเห็นทิศทางของคดีได้อย่างชัดเจน:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4334/2531 (หลักผู้เสียหายโดยนิตินัย):
• หลักการ: ศาลฎีกาวางหลักว่า ความผิดตาม มาตรา 164 เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของทางราชการ ดังนั้น "หน่วยงานรัฐเจ้าของเอกสารเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย" (เอกชนที่ถูกสอบสวนแม้จะเดือดร้อนแต่ไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4))
• การนำมาใช้: การดำเนินคดีข้อหานี้ เอกชนฟ้องเองได้ยาก ต้องให้หน่วยงานรัฐ (DSI) เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการให้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่ง DSI ดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3194/2536 (ขอบเขตหน้าที่เจ้าพนักงาน & ผู้สนับสนุน):
• หลักการ: คดีกรรมการสอบสัมภาษณ์นำข้อสอบซึ่งเป็นความลับไปเปิดเผย ศาลฎีกาชี้ว่า ความเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่รักษาความลับ คลุมตั้งแต่วันที่รับทราบคำสั่งแต่งตั้งจนถึงกระบวนการเสร็จสิ้น ไม่จำกัดเฉพาะตอนทำหน้าที่ และข้าราชการอื่นที่ไม่ใช่กรรมการสอบแต่มาช่วยเหลือ ถือเป็น "ผู้สนับสนุน" ตาม มาตรา 86 ประกอบ มาตรา 157 และ 164
• การนำมาใช้: บรรทัดฐานนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ บก.ป. ในการ "เอาผิดคนใน DSI" เพราะเจ้าหน้าที่ DSI หรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะปฏิเสธว่าตนไม่มีหน้าที่โดยตรงไม่ได้ และหากมีข้าราชการนอกคณะทำงานมาช่วยเป็นคนกลางส่งเอกสาร ก็จะโดนข้อหาผู้สนับสนุนทันที (แต่ฎีกานี้เอาผิดเฉพาะข้าราชการ ไม่รวมถึงประชาชนผู้รับเอกสารปลายทาง)
4. เส้นแบ่งสำคัญ: iLaw จะเป็น "ผู้สนับสนุน" (ม.86) ได้หรือไม่?
ประเด็นที่สังคมสงสัยคือ iLaw จะโดนข้อหาผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานตาม มาตรา 86 ประกอบ มาตรา 164 หรือไม่? เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ Timeline (ลำดับเวลา) และ พฤติการณ์ ตามหลักกฎหมายดังนี้:
• หลักกฎหมายเรื่องผู้สนับสนุน (ป.อ. มาตรา 86): การจะเป็นผู้สนับสนุนได้ จะต้องเป็นการให้ความสะดวกหรือช่วยเหลือ "ก่อนหรือขณะกระทำความผิด" เท่านั้น (สอดคล้องกับแนวฎีกาที่ 1353/2545 ว่าการช่วยเหลือ หลัง ความผิดสำเร็จแล้ว ไม่เป็นผู้สนับสนุน)
• การเปิดเผยความลับสำเร็จเมื่อใด?: ความผิดตาม มาตรา 164 สำเร็จลงทันทีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐส่งมอบเอกสารให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ความลับ การที่ iLaw นำข้อมูลมาแถลงข่าวต่อสื่อในภายหลัง จึงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้น หลังจากความผิดของเจ้าหน้าที่สำเร็จไปแล้ว
• สรุป 3 สภาพการณ์:
1) กรณีรับข้อมูลภายหลัง: หาก iLaw ไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้วางแผน แล้วมีคนส่งเอกสารมาให้ จากนั้นจึงนำไปเผยแพร่
ไม่เป็นผู้สนับสนุน มาตรา 164 (เพราะ "รู้" ไม่เท่ากับ "ช่วย" และเกิดขึ้นหลังความผิดสำเร็จ)
2) กรณีถูกตั้งข้อหาอื่น: อาจสู้กันในข้อหา มาตรา 322 และ 323 ซึ่งต้องพิสูจน์เรื่องเจตนาบริสุทธิ์และการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
3) กรณีเดียวที่จะเป็นความผิด (ม.84 หรือ ม.86): หาก DSI และ บก.ป. พิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ (เช่น แชตหลุด/อีเมล/การนัดหมาย) สมมติว่า iLaw เป็นฝ่าย "จูงใจ สั่งการ หรือวางแผนร่วมกับคนใน" ให้ขโมยเอกสารออกมาตั้งแต่แรก Situation จะเปลี่ยนเป็นผู้ใช้ (ม.84) หรือผู้สนับสนุน (ม.86) ทันที
5. หลักกฎหมายต่างประเทศ
กฎหมายต่างประเทศจำนวนหนึ่งเลือกที่จะบัญญัติเรื่อง “อดีตเจ้าพนักงาน” ไว้โดยตรง ต่างจากมาตรา 164 ของไทย เช่น เกาหลีใต้ มาตรา 127 แห่ง Criminal Act กำหนดชัดเจนว่า “public official or former public official” ผู้เปิดเผยความลับในหน้าที่ที่กฎหมายหรือกฎระเบียบกำหนดให้เป็นความลับมีความผิด จึงสะท้อนหลักว่า การพ้นจากตำแหน่งไม่ได้ทำให้หน้าที่รักษาความลับสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
ออสเตรเลียก็ใช้แนวคิดเดียวกัน โดยกฎหมายความลับของรัฐบาลกลางครอบคลุม current and former Commonwealth officers และกำหนดความผิดสำหรับการเปิดเผยข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการเป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ เมื่อบุคคลยังอยู่ภายใต้หน้าที่ตามกฎหมายที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลนั้น
จึงเห็นได้ว่าในระบบเหล่านี้ ความรับผิดผูกกับแหล่งที่มาของข้อมูลและหน้าที่รักษาความลับ มากกว่าสถานะของบุคคลเฉพาะในวันที่เปิดเผย
อย่างไรก็ตาม กฎหมายสมัยใหม่มิได้ถือหลักว่า “ความลับของรัฐต้องปิดตายทุกกรณี” แต่พยายามสร้างดุลยภาพระหว่าง การรักษาความลับกับสิทธิของสังคมในการตรวจสอบรัฐ ตัวอย่างเช่น กฎหมายออสเตรเลียกำหนดข้อยกเว้นหรือ defence สำหรับการเปิดเผยต่อองค์กรกำกับดูแล ศาล การรายงานความผิดหรือ maladministration และการเปิดเผยตามระบบ Public Interest Disclosure รวมทั้งมีกลไก whistleblower ที่เปิดให้ทั้งเจ้าหน้าที่ปัจจุบันและอดีตเจ้าหน้าที่ทำ public interest disclosure ได้
หลักที่เห็นจากต่างประเทศจึงไม่ใช่ “อดีตเจ้าหน้าที่เปิดเผยได้เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะ” แต่เป็นหลักที่ละเอียดกว่านั้น คือ อดีตเจ้าหน้าที่อาจยังมีหน้าที่รักษาความลับ แต่กฎหมายสามารถกำหนดช่องทางและเงื่อนไขให้เปิดเผยข้อมูลได้โดยชอบ เมื่อการเปิดเผยนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโปงการทุจริต การกระทำผิด การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยป้องกันมิให้กฎหมายความลับกลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
บทสรุปเชิงวิเคราะห์
การแจ้งความของ DSI ในวันนี้ ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในการปกป้องความลับในกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของคดีนี้ไม่ใช่การตั้งคำถามว่า "ใครเป็นคนเอาสำนวนไปเผยแพร่ต่อสื่อ?" แต่คือการตั้งคำถามว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดเป็นคนทำให้ความลับหลุดออกจากการควบคุมของรัฐเป็นคนแรก?"
พนักงานสอบสวนต้องแยกแยะระหว่าง "ตัวการต้นทาง (คนใน)" กับ "ผู้เผยแพร่ปลายทาง (คนนอก)" ออกจากกันอย่างรัดกุม การเหมาเข่งกล่าวหาผู้เผยแพร่ข้อมูลว่าเป็นผู้สนับสนุนการทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไร้หลักฐานการร่วมมือกันล่วงหน้า ไม่เพียงแต่จะขัดต่อหลักโครงสร้างกฎหมายอาญาอย่างร้ายแรง แต่ยังอาจถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อฟ้องปิดปาก (SLAPP) ภาคประชาสังคมหรือไม่
อีกทั้งพึงพิจารณาว่า หากการเปิดเผยนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโปงการทุจริตครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงขนาดปล้นประเทศ และทำลายหลักนิติธรรม จะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาที่ต้องพยายามนำบุคคลเหล่านั้นมารับโทษหรือไม่