“สามารถ” ชี้ “นิติสงคราม” ส่อย้อนศร “ยิ่งชีพ-พริษฐ์” ลุ้นคำวินิจฉัยปม QR Code บัตรเลือกตั้ง

โซเชียล27 ส.ค. 2569 • 12:33 น.
“สามารถ” ชี้ “นิติสงคราม” ส่อย้อนศร “ยิ่งชีพ-พริษฐ์” ลุ้นคำวินิจฉัยปม QR Code บัตรเลือกตั้ง

วันที่ 27 ส.ค.69   นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช  อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า  ใครว่า "ยิ่งชีพ-ไอติม" จะไม่ติดคุก? กางกฎหมายดูให้ดี งานนี้มีพลีชีพหัวชนกำแพง ด้านนายก "อนุทิน" ยิ้มรับอยู่ยาว ลุ้นชี้ชะตาเดียว... ศาล รธน. ฟันปม QR Code หากผ่านรัฐบาลฉลุย

​สถานการณ์การเมืองในสภาตอนนี้เรียกได้ว่าฝ่ายรัฐบาลคุมเกมเบ็ดเสร็จครับ จากการซาวเสียงในสภาผ่านการลงมติ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ผ่านฉลุย ย่อมเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นหนา ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่หวังจะล้มรัฐบาลนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางตัวเลข ถึงอภิปรายไป ยังไงรัฐบาลก็ผ่านฉลุยอย่างแน่นอน และหากดูจากการตอบคำถามในสภาของคุณอนุทินแล้ว ตำแหน่งนายกฯ คงบริหารต่อไปได้อีกยาว

​ยิ่งไปกว่านั้น ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงแม้ฝ่ายค้านจะเตรียมตัวมาพูด แต่คดี "เอกสารหลุด" หรือเอกสารลับที่จะเอามาใช้อภิปรายนั้น อาจจะเสี่ยงผิดกฎหมาย เพราะการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นได้มาโดยมิชอบ งานนี้รับรองได้เลยครับว่า เมื่อถึงเวลาอภิปรายจริง จะต้องมีคนลุกขึ้นประท้วงกันเต็มสภาไปหมด จนฝ่ายค้านขยับตัวลำบาก

​แต่จุดที่น่าสนใจและเป็นบททดสอบสำคัญ คือ "นิติสงคราม" ที่กำลังจะย้อนศรกลับไปหาฝ่ายตรวจสอบเสียเองครับ

​ดาบนั้นคืนสนอง หอกพุ่งหาเจ้าของ ถ้าหยิบยก บรรทัดฐานคดี "จตุพร" สู่ข้อกฎหมายมัด "ยิ่งชีพ-ไอติม"

​กรณีที่คุณยิ่งชีพ (iLaw) นำเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว. ของ กกต. (อนุฯ ชุดที่ 26) และเอกสารการสอบสวนของ DSI มาเปิดเผย รวมถึงคุณไอติม (พริษฐ์) ที่เป็น สส. และมีส่วนร่วมในประเด็นนี้นั้น หลายคนอาจมองว่าทำเพื่อประชาชน แต่ในทางกฎหมายต้องไม่ลืมบรรทัดฐาน "คดีคุณจตุพร พรหมพันธุ์" สมัยที่เป็น สส. แล้วนำข้อมูลความลับในชั้นกรรมาธิการมาเปิดเผย จนเคยถูกศาลสั่งจำคุก 5 ปีเต็มโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า ข้ออ้างเรื่องประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เกราะคุ้มกันความผิดทางอาญาเสมอไป

​หากกางข้อกฎหมายพิจารณาอย่างละเอียด แม้เราจะยังไม่สามารถด่วนสรุปว่าใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่ความเสี่ยงที่รออยู่ถือว่าสาหัสมากครับ:

​กรณีคุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และผู้ที่มีส่วนเผยแพร่:

​พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 68 วางหลักไว้ว่าหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมาย (ในชั้นสืบสวนไต่สวน) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

​พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ มาตรา 15(2) และ (6) วางหลักกฎหมายเปิดทางชัดเจนให้หน่วยงานรัฐไม่เปิดเผยข้อมูล หากการเปิดเผยนั้นจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือเป็นข้อมูลที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย

​แอ็กชันสำคัญจาก DSI จะเห็นได้ว่าล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ระบุชัดเจนว่า การเผยแพร่เอกสารสำนวนก่อนฟ้อง "อาจกระทบกระบวนการดำเนินคดี" และได้มอบหมายให้กองกฎหมายไป แจ้งความต่อกองบังคับการปราบปราม แล้ว โดยระบุฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ไว้โดยตรงถึง 3 มาตรา คือ

​มาตรา 164: แม้ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ "เจ้าพนักงาน" ซึ่งรู้ความลับแล้วเปิดเผยโดยมิชอบ (เน้นไปที่การฟัน "ต้นทาง" ผู้เอาข้อมูลออกจากราชการ) แต่บุคคลภายนอกก็ประมาทไม่ได้

​มาตรา 86 ประกอบมาตรา 164 (ผู้สนับสนุน): หากการสอบสวนพบว่าบุคคลภายนอก "รู้เห็นเป็นใจ และช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก" แก่ผู้กระทำความผิด ก็อาจโดนหางเลขเป็นผู้สนับสนุนได้ (แต่ต้องพิสูจน์เจตนาและพฤติการณ์ให้ได้ว่าลึกซึ้งกว่าแค่ "ได้รับเอกสารมา")

​มาตรา 322: กรณีเอกสารของผู้อื่นที่ถูกปิดผนึกแล้วมีการเอาไปเปิดเผย หากองค์ประกอบครบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

​มาตรา 323: ใช้กับการเปิดเผยความลับที่รู้หรือได้มาเพราะเป็นเจ้าพนักงานหรือประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย แม้มาตรานี้อาจต้องดูสถานะและวิธีที่ได้ข้อมูลมาเป็นหลัก และไม่ควรระบุว่าจะใช้กับคุณยิ่งชีพโดยอัตโนมัติ แต่ก็เป็นหนึ่งในข้อหาที่ DSI แจ้งความไว้เพื่อตีกรอบครอบคลุมผู้กระทำผิดทั้งหมด

ในส่วน​กรณีคุณไอติม (พริษฐ์ วัชรสินธุ) ในฐานะ สส. มีความเสี่ยงที่หนักกว่าประชาชนทั่วไป เพราะผูกมัดด้วยข้อกฎหมายและจริยธรรม

ใน​ความเสี่ยงคดีอาญา หากพบว่ามีส่วนร่วมนำเอกสารลับมาเผยแพร่ อาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)

​ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง: สส. ถูกควบคุมด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 การนำความลับราชการมาเปิดเผย เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อ 11 และข้อ 17 ฐานกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งหาก ป.ป.ช. ชี้มูลและศาลฎีกาประทับรับฟ้อง จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากผิดจริง โทษสูงสุดคือ การถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต (Ban ถาวร) งานนี้คนที่ต้องสังเวยอาจกลายเป็นแกนนำฝ่ายค้านเสียเอง

​ตัวแปรชี้ขาดที่แท้จริงคือ "ศาลรัฐธรรมนูญ"

​แม้รัฐบาลจะแข็งแกร่งในสภา แต่ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่แท้จริงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ วันนี้เองศาลรัฐธรรมนูญได้ออกไป "เดินเผชิญสืบ" เพื่อตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ว่าการพิมพ์ QR Code ลงไปนั้น ทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนและทำให้ไม่เป็นความลับในการเลือกตั้งหรือไม่

​หากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญในประเด็น QR Code ผลลัพธ์คือ "การเลือกตั้งเป็นโมฆะ" ทันที จะถือว่าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร สส. ทั้งสภาจะต้องคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ทุกอย่างที่เคยรับมา ถือเป็นการเซ็ตซีโร่ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุด

​แต่กว่าจะถึงเหตุการณ์นั้น... ผมมั่นใจว่าผู้มีอำนาจคงไม่ยอมเดินไปรอรับแรงกระแทกเฉยๆ ท่านนายกฯ อาจใช้ไพ่ไม้ตายในการ "ประกาศยุบสภา" ชิงล้างไพ่และคืนอำนาจให้ประชาชนก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดครับ

​ประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่งหลังจากนี้คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน จะไปสอดรับกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับวิกฤตนี้หรือไม่? และในเมื่อข้อมูลในมือก็เสี่ยงผิดกฎหมาย ฝ่ายค้านจะเดินหมากขยับตัวอย่างไรต่อไป

​เกมการเมืองหลังจากนี้ นายกอนุทิน เดินยิ้ม เรียกความเชื่อมั่น วัดใจเรื่องเดียวเรื่อง บัตรเลือกตั้ง ถ้าผ่าน 28 ก.ย.69 อยู่ยาวครับ