“สามารถ” ชี้ “นิติสงคราม” ส่อย้อนศร “ยิ่งชีพ-พริษฐ์” ลุ้นคำวินิจฉัยปม QR Code บัตรเลือกตั้ง
วันที่ 27 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า ใครว่า "ยิ่งชีพ-ไอติม" จะไม่ติดคุก? กางกฎหมายดูให้ดี งานนี้มีพลีชีพหัวชนกำแพง ด้านนายก "อนุทิน" ยิ้มรับอยู่ยาว ลุ้นชี้ชะตาเดียว... ศาล รธน. ฟันปม QR Code หากผ่านรัฐบาลฉลุย
สถานการณ์การเมืองในสภาตอนนี้เรียกได้ว่าฝ่ายรัฐบาลคุมเกมเบ็ดเสร็จครับ จากการซาวเสียงในสภาผ่านการลงมติ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ผ่านฉลุย ย่อมเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นหนา ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่หวังจะล้มรัฐบาลนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางตัวเลข ถึงอภิปรายไป ยังไงรัฐบาลก็ผ่านฉลุยอย่างแน่นอน และหากดูจากการตอบคำถามในสภาของคุณอนุทินแล้ว ตำแหน่งนายกฯ คงบริหารต่อไปได้อีกยาว
ยิ่งไปกว่านั้น ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงแม้ฝ่ายค้านจะเตรียมตัวมาพูด แต่คดี "เอกสารหลุด" หรือเอกสารลับที่จะเอามาใช้อภิปรายนั้น อาจจะเสี่ยงผิดกฎหมาย เพราะการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นได้มาโดยมิชอบ งานนี้รับรองได้เลยครับว่า เมื่อถึงเวลาอภิปรายจริง จะต้องมีคนลุกขึ้นประท้วงกันเต็มสภาไปหมด จนฝ่ายค้านขยับตัวลำบาก
แต่จุดที่น่าสนใจและเป็นบททดสอบสำคัญ คือ "นิติสงคราม" ที่กำลังจะย้อนศรกลับไปหาฝ่ายตรวจสอบเสียเองครับ
ดาบนั้นคืนสนอง หอกพุ่งหาเจ้าของ ถ้าหยิบยก บรรทัดฐานคดี "จตุพร" สู่ข้อกฎหมายมัด "ยิ่งชีพ-ไอติม"
กรณีที่คุณยิ่งชีพ (iLaw) นำเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว. ของ กกต. (อนุฯ ชุดที่ 26) และเอกสารการสอบสวนของ DSI มาเปิดเผย รวมถึงคุณไอติม (พริษฐ์) ที่เป็น สส. และมีส่วนร่วมในประเด็นนี้นั้น หลายคนอาจมองว่าทำเพื่อประชาชน แต่ในทางกฎหมายต้องไม่ลืมบรรทัดฐาน "คดีคุณจตุพร พรหมพันธุ์" สมัยที่เป็น สส. แล้วนำข้อมูลความลับในชั้นกรรมาธิการมาเปิดเผย จนเคยถูกศาลสั่งจำคุก 5 ปีเต็มโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า ข้ออ้างเรื่องประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เกราะคุ้มกันความผิดทางอาญาเสมอไป
หากกางข้อกฎหมายพิจารณาอย่างละเอียด แม้เราจะยังไม่สามารถด่วนสรุปว่าใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่ความเสี่ยงที่รออยู่ถือว่าสาหัสมากครับ:
กรณีคุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และผู้ที่มีส่วนเผยแพร่:
พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 68 วางหลักไว้ว่าหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมาย (ในชั้นสืบสวนไต่สวน) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ มาตรา 15(2) และ (6) วางหลักกฎหมายเปิดทางชัดเจนให้หน่วยงานรัฐไม่เปิดเผยข้อมูล หากการเปิดเผยนั้นจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือเป็นข้อมูลที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย
แอ็กชันสำคัญจาก DSI จะเห็นได้ว่าล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ระบุชัดเจนว่า การเผยแพร่เอกสารสำนวนก่อนฟ้อง "อาจกระทบกระบวนการดำเนินคดี" และได้มอบหมายให้กองกฎหมายไป แจ้งความต่อกองบังคับการปราบปราม แล้ว โดยระบุฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ไว้โดยตรงถึง 3 มาตรา คือ
มาตรา 164: แม้ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ "เจ้าพนักงาน" ซึ่งรู้ความลับแล้วเปิดเผยโดยมิชอบ (เน้นไปที่การฟัน "ต้นทาง" ผู้เอาข้อมูลออกจากราชการ) แต่บุคคลภายนอกก็ประมาทไม่ได้
มาตรา 86 ประกอบมาตรา 164 (ผู้สนับสนุน): หากการสอบสวนพบว่าบุคคลภายนอก "รู้เห็นเป็นใจ และช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก" แก่ผู้กระทำความผิด ก็อาจโดนหางเลขเป็นผู้สนับสนุนได้ (แต่ต้องพิสูจน์เจตนาและพฤติการณ์ให้ได้ว่าลึกซึ้งกว่าแค่ "ได้รับเอกสารมา")
มาตรา 322: กรณีเอกสารของผู้อื่นที่ถูกปิดผนึกแล้วมีการเอาไปเปิดเผย หากองค์ประกอบครบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
มาตรา 323: ใช้กับการเปิดเผยความลับที่รู้หรือได้มาเพราะเป็นเจ้าพนักงานหรือประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย แม้มาตรานี้อาจต้องดูสถานะและวิธีที่ได้ข้อมูลมาเป็นหลัก และไม่ควรระบุว่าจะใช้กับคุณยิ่งชีพโดยอัตโนมัติ แต่ก็เป็นหนึ่งในข้อหาที่ DSI แจ้งความไว้เพื่อตีกรอบครอบคลุมผู้กระทำผิดทั้งหมด
ในส่วนกรณีคุณไอติม (พริษฐ์ วัชรสินธุ) ในฐานะ สส. มีความเสี่ยงที่หนักกว่าประชาชนทั่วไป เพราะผูกมัดด้วยข้อกฎหมายและจริยธรรม
ในความเสี่ยงคดีอาญา หากพบว่ามีส่วนร่วมนำเอกสารลับมาเผยแพร่ อาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)
ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง: สส. ถูกควบคุมด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 การนำความลับราชการมาเปิดเผย เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อ 11 และข้อ 17 ฐานกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งหาก ป.ป.ช. ชี้มูลและศาลฎีกาประทับรับฟ้อง จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากผิดจริง โทษสูงสุดคือ การถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต (Ban ถาวร) งานนี้คนที่ต้องสังเวยอาจกลายเป็นแกนนำฝ่ายค้านเสียเอง
ตัวแปรชี้ขาดที่แท้จริงคือ "ศาลรัฐธรรมนูญ"
แม้รัฐบาลจะแข็งแกร่งในสภา แต่ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่แท้จริงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ วันนี้เองศาลรัฐธรรมนูญได้ออกไป "เดินเผชิญสืบ" เพื่อตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ว่าการพิมพ์ QR Code ลงไปนั้น ทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนและทำให้ไม่เป็นความลับในการเลือกตั้งหรือไม่
หากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญในประเด็น QR Code ผลลัพธ์คือ "การเลือกตั้งเป็นโมฆะ" ทันที จะถือว่าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร สส. ทั้งสภาจะต้องคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ทุกอย่างที่เคยรับมา ถือเป็นการเซ็ตซีโร่ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุด
แต่กว่าจะถึงเหตุการณ์นั้น... ผมมั่นใจว่าผู้มีอำนาจคงไม่ยอมเดินไปรอรับแรงกระแทกเฉยๆ ท่านนายกฯ อาจใช้ไพ่ไม้ตายในการ "ประกาศยุบสภา" ชิงล้างไพ่และคืนอำนาจให้ประชาชนก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดครับ
ประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่งหลังจากนี้คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน จะไปสอดรับกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับวิกฤตนี้หรือไม่? และในเมื่อข้อมูลในมือก็เสี่ยงผิดกฎหมาย ฝ่ายค้านจะเดินหมากขยับตัวอย่างไรต่อไป
เกมการเมืองหลังจากนี้ นายกอนุทิน เดินยิ้ม เรียกความเชื่อมั่น วัดใจเรื่องเดียวเรื่อง บัตรเลือกตั้ง ถ้าผ่าน 28 ก.ย.69 อยู่ยาวครับ