คอลลาจบรรเลง: “ผู้คนซ่อนเงาตัวเองอยู่ใต้หน้ากาก... เขาล่ะ... เราล่ะ...! มุดหัวอยู่ที่ไหน? ทำอะไรอยู่?..”
ปากกาขนนก/สกุล บุณยทัต
“...ผู้คนของวันนี้... ต่างล้มตายทางจิตวิญญาณลงคนแล้วคนเล่า... ประหนึ่งเป็นผู้พ่ายแพ้ที่ถูกขึงพืดและตอกตรึงไปด้วยวิกฤตเหนือวิกฤต มีเพียง ‘น้ำตาไหลเงียบ’ ที่แสนเจ็บปวดภายในตัวตนของตนเท่านั้น ที่คอยผ่อนปรน ‘รอยบาดเจ็บของสิ่งที่เลวร้าย’ ให้คลายจางไปจาก ‘วังวนสำนึก’
ภาพแสดงแห่งชีวิตอันแท้จริงมักเป็นเช่นนี้ เป็นดั่งประดิษฐกรรมที่ปะติดปะต่อกันคล้ายบาปเคราะห์ที่กระหน่ำโบยตีลีลาแห่งชีวิตของมนุษย์อยู่ซ้ำๆ พร้อมกับบทบรรเลงเพลงศพที่แสนจะโหดร้ายและเหงาเศร้า...
ว่ากันว่า... ในความเป็นชีวิตสามัญของมนุษย์... เราอาจจะพบกับโศกนาฏกรรมของชีวิตอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่เป็นเงื่อนไขของชะตากรรมรันทดที่เร้นซ่อนอันสมควรถูกก่นประณามของตนเอง และอื่นๆ ที่หมองมัว หม่นไหม้ในความเป็นชีวิตแห่งชีวิต... ยิ่งกว่า...!
“ผู้คนซ่อนเงาตัวเองอยู่ใต้หน้ากาก... ‘เขาล่ะ... เราล่ะ...’ มุดหัวอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่...?”
ปฐมบท... แห่งสาระความคิดเบื้องต้น... คือนัยสำคัญแห่งรวมเรื่องที่สะท้อนถ่ายถึงปรากฏการณ์อันเศร้าหมองและขมขื่นของการมีชีวิตอยู่ ณ “ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา” ณ ยามนี้...!
“คอลลาจบรรเลง”... รวมเรื่องสั้นแห่งการเปิดเปลือยสังคม... ประพันธกรรมแห่งความเข้มข้นและจริงจังด้วยมุมมองที่ทั้งเปิดกว้างและหยั่งลึกของ “แพรพลอย วนัช” นักเขียนหญิงผู้มากฝีมือและสำนึกคิด...!
ประหนึ่งเป็น... “ความบริสุทธิ์แท้ของภาพเหตุการณ์”... ที่เรื่องสั้นแต่ละเรื่องได้ฉายแสงแห่งภาวะแสดงออกมาอย่างทายท้า... ซึ่งก็มีเพียงใจต่อใจเท่านั้นที่สามารถจะรับรู้ “ความเปรียบเทียบแห่งความเร้นลึก” เหล่านี้ได้...!
“เราเป็นนกที่กลืนยาพิษเข้าไป... เป็นอย่างนี้เอง ผ่านมา และผ่านไป... แต่ใครเป็นคนที่จับกรอกปากเราล่ะ...?”
“ผมนึกถึงชีวิต” ... “แต่หนูลืมไปว่า... ทุกคนเกิดมาเพื่อ... ถูกลืม”
ในเรื่องสั้น “โบนไชน่า” เรื่องราวที่มุ่งมั่นและเน้นย้ำ... ถึงคุณค่าแห่งชีวิตในสถานะของการเป็นนักเขียน ที่จะสืบต่อและประคับประคองอาชีพที่เชิดชูชีวิตและเป็นเกียรติยศให้ดำรงอยู่... แม้จะด้วยลำพังตนเอง แต่ก็จักไม่ยินยอมให้มันหักโค่นหรือถูกทำลายลง...
การปกป้อง “สิ่งที่รัก” ด้วยหัวใจแห่งสัมผัสรู้สึกอันลึกซึ้ง... นับเป็นแก่นแกนอันแข็งแกร่งของชีวิต เป็นพลังแห่งจิตวิญญาณที่ไม่ยอมเสื่อมสลายและสูญสิ้น ดั่งความเป็นหนึ่งอันแข็งแกร่งของ “โบนไชน่า” เซรามิกพอร์ซเลนที่ทำจากเถ้ากระดูก ซึ่งได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด... “มันเคลือบอยู่กับชีวิต”
เป็นเหมือนเกราะกำบัง... ความอ่อนแอและสิ้นหวังแห่งตัวตน...นั่นหมายถึงว่า... จะอย่างไรก็ตาม... ชะตากรรมแห่งสถานการณ์ก็มิอาจทุบทำลาย... ปณิธานแห่งความมุ่งหวังตั้งใจของชีวิตได้!
“คนเกิดปีฉลูอย่างเรา... ผมทำงานหนัก แต่คุณหนักกว่าหลายเท่า...ไม่ได้รำคาญคุณ แต่หงุดหงิดตัวเองที่คิดอะไรไม่ออก... วันไหนเขียนไม่ได้ วันนั้นผมไม่ใช่ ‘นักเขียน’...”
“แพรพลอย วนัช”... สื่อสัญลักษณ์ “โศกนาฏกรรมแห่งงานเขียน” ในมิติหนึ่งของการวิพากษ์ผ่านวิถีของ “ดอกไม้งาม” แต่กลับเคลือบไปด้วยรสชาติและกลิ่นอายแห่งความรันทดที่รุกกระหน่ำโบยตีชีวิตอย่างรุนแรงและจาบจ้วง...!
“แดนดิไลออน”... ดอกไม้ที่แทนความประทับใจของความงามและความหวัง... เป็นดั่งละอองไอของความรัก... เพียงแต่ว่ามันเป็นดอกไม้ริมทาง ที่สะพรั่งบานแล้วปลิดปลิวพลัดหลงสู่สายลม...
เฉกเช่น... สัมพันธภาพอันไม่จริงจังและเคลือบแคลงแฝงเร้น... รวมทั้งวารวัยอันสุกปลั่งแห่งกายร่างของสตรี... ที่เป็นดั่งเชื้อไฟและขบวนการของการถูกล่วงละเมิดและทรยศ...มันคือบาดแผลของความเป็น “มายาซ้อนมายา” ที่กดทับชีวิตมนุษย์ไว้... ในฐานะของเหยื่อแห่งชะตากรรมซ้อนชะตากรรม...!
“คุณเอ็นดูลูก ฉันรู้ ฉันก็เคยเป็น หากเมื่อก่อนมีโซเชียลมีเดียเหมือนทุกวันนี้... ฉันก็อาจจะโพสต์... แต่จำไว้เถิด เด็กผู้หญิงตัวแค่นี้ ไม่รู้หรอกว่าอะไรควรหรือไม่ควร... แต่คุณรู้...! ไม่ว่าร่างกายส่วนไหน ท่อนบน หรือล่าง เรียวขา หน้าอก ก้น... บนอ่างอาบน้ำราคาแพงลิบ กับการโพสต์ท่าที่คุณเอ็นดู... ประสาคนเป็นแม่... เชื่อฉัน!... คนปกติมองว่า... นั่นคือเด็กห้าถึงหกขวบ ฟันน้ำนมยังหลุดไม่หมด แต่ ‘คนไม่ปกติ’ เห็นเป็นอื่น!”...
ชนวนของการบดขยี้ชีวิตอันร้อนร้ายในสังคมแห่งการมีชีวิตอยู่ของเราเกิดขึ้นเงียบๆ... ดั่งกลีบดอกไม้บางเบาที่ปลิดปลิวด้วยสายลมกระโชกแรง... นี่คือ... ลมหายใจของชีวิตที่ถูกเด็ดขว้างทิ้งทั้งเป็น... เช่นเดียวกับฆาตกรรมซ้ำซากที่บังเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าใน “แผ่นดินของเรา”... จากต่างจังหวัด ลุกลามเข้ามาเกิดอย่างโหดร้ายมืดมน ณ เมืองหลวง / จากพื้นที่สาธารณะ เคลื่อนขยายเข้าสู่ “พื้นที่ทางปัญญา”
ทุกภาวการณ์ที่เกิดขึ้น แทบจะหาสาเหตุอันแท้จริงของความสยดสยองที่แสนจะบ้าคลั่งนี้ไม่ได้... เป็นความ “ซ้อนซ้ำ-ซ้ำซ้อน” แห่งโศกนาฏกรรมที่เป็นยิ่งกว่าความเปล่าดาย!
· หรือชีวิตอันบริสุทธิ์ต้องถูกทำลายลงด้วยชะตากรรม?
· หรือเราจักต้องปล่อยให้ “ชีวิตของชีวิต” ต้องติดค้างและหลงเงาร่างแห่งมายา?
ทุกๆ ปริศนาล้วนไร้ทางออกอันแม่นตรงและจริงแท้...!
“แดฟโฟดิล” ถือเป็นเรื่องสั้นร่วมยุคสมัยที่ฉายภาพอันสั่นสะเทือนสำนึกรู้แห่งสัมปชัญญะอย่างยิ่ง... มันคือภาพฉายของการเปิดประจานและก่นประณาม “บาดแผลกลัดหนองของสังคม” อย่างถึงเลือดถึงเนื้อ...!
“แดฟโฟดิล” ดอกไม้แห่งความหมายของการระลึกถึง... หรือมีชื่ออีกนัยหนึ่งว่า “นาร์ซิสซัส” ชายผู้ได้ชื่อว่า “หลงเงาตัวเอง”
แต่... ณ เหตุแห่งผลของการเป็นเรื่องสั้นเรื่องนี้...
· ความงามของชีวิตนั้นอยู่ที่ไหน?
· ความหลงเงาแห่งชีวิต สมควรจะอยู่ในหัวใจของใคร?
· หรือมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่หยั่งรู้?
ว่ากันว่า... เรื่องราวบางเรื่องราวคล้ายดั่งความธรรมดาสามัญของชีวิตจริง... แต่มันกลับห่มคลุมไปด้วยความฝันแห่งความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ “เจ็บปวดดั่งพ่ายแพ้... เสมอ” เมื่อชีวิตต้องตกอยู่กับความผิดหวังและไร้ค่า...!
ต้องถือว่า “เพื่อนร่วมทาง” คือเรื่องสั้นในประเด็นเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบ... ทำให้จิตใจต้องสั่นไหวอย่างยิ่ง...
ความสำเร็จที่มาเร็วจนเกินไปของชีวิต... สำหรับบางคนมันคือไฟที่ไหม้ลามความหมายแห่งตัวตนจนย่อยยับ...
“วิถีแห่งความกระเสือกกระสน” ที่หวังจะหวนคืนกลับสู่ความสำเร็จ... อีกครั้งและอีกครั้ง กลายเป็นความร้าวรานที่มิอาจจบสิ้นและลืมเลือน...
ความมอดไหม้แห่งความมุ่งหวังเช่นนี้ ถือเป็นภาวะขณะแห่ง “การตายทั้งเป็น”... เช่นเดียวกับบริบทแห่งความทุกข์... ที่บางคนกลับไม่พึงใจกับความสำเร็จที่ได้มา...!
สถานะที่พลิกกลับเช่นนี้ คือ... ฝุ่นผงที่ค้างคาความทะยานอยากของชีวิต...!
“คนพร้อมจะลืมเราทุกเมื่อ... เขาดองหนูไว้ไม่ให้ทำอะไรเลย... หนูเคยคิดว่าตัวเองสำคัญ แต่หนูลืมไปว่า ‘คนเราเกิดมาเพื่อถูกลืม’”...
ความจริงของเรื่องนี้ซ่อนอุทาหรณ์เชิงเปรียบเทียบเอาไว้... ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะเป็นทางผ่านที่ง่ายดายของชีวิตไปได้หรอก!
“เมื่อก่อนหนูคิดว่า... เริ่มเร็วได้เปรียบ แต่จริงๆ แล้วกลับตรงกันข้าม หนูต้องผอม ต้องออกกำลังกาย... ต้องออกกำลังกายเยอะๆ... ต้องดูดีเสมอ เขียนเพลงเสร็จ... หนูชอบคิดว่าหนูไม่ดีพอ... ไม่มีความสามารถ... ความคิดลบๆ วนเข้ามาในหัวหนูตลอด”
การทำงานที่ผู้น้อยมักถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง... ในยุคสมัยที่งานหายากจนต้องอดทนทำด้วยการแบกรับภาระที่เกินค่าจ้าง ตลอดจนหน้าที่ที่แท้จริงซึ่งต้องรับผิดชอบ...
ฉากแห่งชีวิตตรงช่วงนี้ ทำให้ผู้ถูกกระทำเปรียบเป็นดั่ง “นกไขลาน” ที่ไม่อาจหยุดยั้งกายร่างแห่งการกระทำของตนได้...
แม้นายจ้างจะมาจากดินแดนเสรีที่ถูกยกย่องว่า “ศิวิไลซ์” แต่นิสัยสันดานแห่งการเอารัดเอาเปรียบ ก็ถือเป็นการฉวยอำนาจที่น่ารังเกียจและชวนขยะแขยงอยู่ดี...!
นอกไปเสียจากว่า... ชีวิตจะเลือกสยบยอมอย่างไร้ศักดิ์ศรี... หรือไม่ก็ยอมทำงานตามน้ำอย่างไร้ศักดิ์ศรีไปวันๆ... ผู้คนส่วนใหญ่ใน “โลกของทุกวันนี้” มักเลือกกระทำเช่นนี้เพื่อความอยู่รอด... และอยู่รอดได้... แม้จะด้วยมายาคติก็ตาม...!
“ทุกครั้งที่เห็นกุ๊กโพสต์ เราอยากส่งข้อความไปว่าหยุดเถิด... กุ๊กกลืนยาพิษเข้าไป แล้วคายออกมาให้คนอื่น”
นี่คือเรื่องสั้นอันกระแทกกระทั้นต่อ “สัจจะวิสัย”... มันเป็นบาดแผลฉกรรจ์ของความจริง ดั่งกับดักของโชคชะตาอันอเนจอนาถ
แท้จริง... ทุกวันนี้... เราต่างเหลือทางเลือกอันตีบตันน้อยนิด ซึ่งไม่ถือเป็นคุณค่าที่น่าภาคภูมิใจของมวลมนุษย์ใดๆ...!
การเขียนในลักษณะที่แบ่ง “บทตอนออกเป็นแต่ละบทตอน” ถือเป็นดั่งฉากของการแสดง ที่เชื่อมต่อกันด้วย “วิปลาสของอารมณ์” และ “การโหยหาทางรอดแห่งชีวิตที่ไร้ชีวิต” ดั่งเช่นที่ปรากฏในสถานการณ์ของเรื่องสั้น “โสเภณีชั้นสูง”
เรื่องสื่อถึงนัยความหมายอย่างตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ถึงการย่างก้าวแห่งโชคชะตา... จากจุดต่ำสุดไปจนถึงจุดสูงสุด กระทั่งเป็นความพลิกผันอันสมบูรณ์...
“นี่มิใช่ครั้งแรก และคงมิใช่ครั้งสุดท้าย ที่ความไม่โปร่งใสได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคนในองค์กร... ต่อให้ความจริงเปิดเผย หมากก็ถูกจับวางมาแล้วแต่ต้น”
การเชื่อมต่อกันด้วย “โครงเรื่องแบบแน่น” เช่นนี้... คือภาพลักษณ์แห่งนัยของการเป็น “คอลลาจ” เชิงการประพันธ์ที่อวดฝีมือของผู้เขียนผ่านลำดับชีวิตที่เต็มไปด้วยความทับซ้อน... ที่ซ้อนทับอยู่ใน... “จิตวิญญาณของความอัปยศ”
“หิมะแรก”... เรื่องสั้น “หน่วงเรื่อง” (Suspension) ที่ทั้งเฉียบคมและเด็ดขาดในการดำเนินเรื่อง... ผ่านตัวละครอันเป็นดั่ง “ตุ๊กตาล้มลุก” ของยุคสมัย... เป็นดั่งร่างทรงของความจอมปลอม...
เราย่อมคาดเดาสถานการณ์ทั้งทางกายและทางใจของมนุษย์ไม่ถูก... จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่... “ความจริงนั้นอาจจะปลอม... เช่นเดียวกับว่า ความปลอมนั้นอาจจะจริง”
นี่คือเรื่องสั้น... ที่ทั้งพาดผ่านและบีบเค้น “น้ำหน้าแห่งยุคสมัย” ให้ปรากฏตัวและโฉมหน้าออกมา... มันคือจินตนาการในเงามืด ที่ที่สุดแล้วก็ต้องจบลงด้วยการไล่ล่า... เพื่อการส่งท้ายชีวิตที่ขาดวิ่นและไม่หลงเหลือสิ่งใด...!
“เขาต่อให้ไม่กี่นาที... ทั้งถูกบังคับให้ถูกไล่ล่าในสภาพที่โคตรทุเรศ...
*เปรี้ยง...! นัดนี้คือสัญญาณว่า... เธอถูกจับตาในทุกฝีก้าว...
*ไหวพริบชีเปลือยอย่างเธอ จะได้ครึ่งหนึ่งของ... แซงเจอร์ เรนส์ฟอร์ด หรือเปล่า?...หมอนั่นไม่เพียงรอด แต่ยังเป็นผู้ชนะ...
*...ต้องรอด...!!!”
แล้ว “คอลลาจ” ก็บรรเลงขึ้นด้วย “โลกแห่งโชคชะตา” ของสรรพชีวิต... ภาพเชื่อมต่อกันด้วยภาวะเหตุการณ์นานา... เป็นบทบรรเลงที่มีทั้งความดีงามและชั่วร้าย... มีทั้งวิสัยสันดานที่ปลิ้นปล้อน และบุคลิกภาพของความโฉดชั่ว...!
ในสนามรบของ “สื่อมวลชนยุคนี้” เราต้องดำรงตนอยู่ท่ามกลางกระแสข่าวอันไม่เที่ยงตรงและแท้จริง... รวมทั้งสถานการณ์ของคนทำข่าวที่ไร้ความมั่นใจในสถานะที่สามารถยึดเกาะ พวกเขาต่างถูกหายใจรดต้นคอ ทั้งด้วยความไม่มั่นใจ และด้วยความไม่มั่นคง...
“อย่ารังเกียจเงิน... คนอยากได้เงินไม่ใช่คนน่ารังเกียจ... ขออย่าแย่งใครมาและอย่าโลภ... นี่เป็นเรื่องเดียวที่ผมอยู่ตรงกลางระหว่างอายและภูมิใจ... อายเพราะ... ไม่ใช่งานที่เชิดหน้าชูตา... ภูมิใจเพราะว่าเป็นงานที่สุจริต... /ทั้งที่ผิดกฎหมาย”
“แพรพลอย วนัช”... สร้างสรรค์รวมเรื่องสั้นชุดนี้อย่างเนียนแนบ สมดุล และสอดคล้องทางความคิด... ปฏิกิริยาต่อการรับรู้รอยบาดเจ็บทางสังคม / ประสบการณ์แห่งอาชีพอันซับซ้อนวกวน / รอยจารึกอันทุรนทุรายจากอาการใฝ่ดีที่ถูกหยามเหยียด / อีกครั้งสู่อีกครั้งและ... อีกครั้ง!!”
ทั้งหมด... ถือเป็นแรงขับเบื้องหลังพลังแห่ง “อักษรความคิด” ที่โยงใยถึงกันด้วยบทบรรเลงแห่งความเจ็บปวด... ภายใต้มนต์มายาแห่งบทบรรเลงของ “ผีร้าย” ที่ร่ายความทุกข์ด้วยการ “ปิดตาย” ต่อการหนีพ้นของมวลมนุษย์...!
และ... ด้วยภาษาใจอันงดงาม / ด้วยการวางจังหวะและตำแหน่งของอารมณ์ความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง จริงจัง และตื่นตระการ...! จึงทำให้รวมเรื่องสั้นในเล่มนี้โดยรวมทั้งหมด... “ไร้จริตต่อผัสสะรับรู้”
แต่ตรงข้าม... กลับเปี่ยมล้นไปด้วย “ความจริงแห่งความจริง” ที่สอดสลับอยู่ในหัวใจของตัวเรื่องทุกๆ เรื่อง... ตลอดจนโครงสร้างของชีวิต... ที่รายรอบและห่อหุ้มอยู่...!
ด้วยบริบทแห่งความเคยคุ้นของ “แพรพลอย วนัช” ต่อสัมผัสแห่ง... หนัง... หนังสือ... บทเพลง... สถานการณ์... และขบวนการอันเป็นความรู้ทางความคิดต่างๆ... ทำให้การประกอบสร้าง “เรื่องสั้นในนามแห่งวรรณกรรม” ชุดนี้... สง่างาม จริงใจ และเป็นที่น่าจดจำ...
ไม่เพียงแค่บทตอนในแต่ละส่วนเสี้ยว... แต่มันคือทั้งหมดทั้งมวลของชีวิต ที่เกาะเกี่ยวกันเป็นแสน เป็นล้านภาพแสดง พร้อมการบรรเลงเพลงประกอบ... ด้วยบทบรรเลงแห่ง “การหยั่งรู้ในหยั่งรู้”... ที่อยู่เหนือโชคชะตา... ใดๆ...!
“ผู้คนซ่อนเงาอยู่ใต้หน้ากาก... เขาล่ะ... เราล่ะ... มุดหัวอยู่ที่ไหน?... ทำอะไรอยู่?...”