พุทธิพงษ์แจ้งจับธนาธรผิด112
“พุทธิพงษ์” แจ้งจับ “ธนาธร” ผิดม.112-พ.ร.บ.คอมพ์ ปมไลฟ์สดวัคซีนโควิดพาดพิงสถาบัน ด้าน”โฆษกรบ. ”โยนถาม “วิษณุ”หลัง“บิ๊กตู่” ให้ฝ่ายกฎหมายฟ้อง “ธนาธร-สื่อ” บิดเบือนนำเข้าวัคซีน ส่วน“ที่ปรึกษาประธานสภาฯ” แจงไทม์ไลน์ “ศึกซักฟอก-แก้รธน.” ยังไม่ชัด ชี้ “ฝ่ายค้าน” ยังไม่ยื่นญัตติ ด้าน “กมธ.แก้รธน.” เตรียมเคาะปฏิทินทำงาน–นัดโหวตรายประเด็นวันนี้ ขณะที่“หมอวรงค์”เดินหน้าลุยตั้ง “พรรคไทยภักดี” ลั่นปกป้อง “สถาบัน” ชน “ก้าวไกล-ก้าวหน้า-ม็อบราษฎร” ยันไร้นายทุนหนุนหลัง
ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงกรณีการกำหนดวันประชุมสภาว่า เรื่องหลักที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ได้หารือกับประธานวิป 2 ฝ่าย ประเด็นหลัก คือการวางแนวทางการประชุมสภาฯ ส่วนเรื่องกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการวางกรอบคร่าวๆเท่านั้น อาจจะไม่ตรงกับที่ปรากฎเป็นข่าวไปแล้ว เพราะยังไม่มีการกำหนดตายตัวเช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจตอนนี้ฝ่ายค้านก็ยังไม่ได้ยื่นญัตติมา ยังไม่รู้จะยื่นวันไหน และจะอภิปรายรัฐมนตรีกี่ท่าน
ขณะที่ นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่...)พ.ศ...(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) รัฐสภา กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.วันที่ 21 ม.ค.นี้จะทบทวนปฏิทินการทำงาน ตามที่นายวิรัช รัตนนเศรฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปร่วมรัฐบาล และประธานกมธ.ได้ตกลงร่วมกับวิปฝ่ายค้านว่าจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 23-25 ก.พ. เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาในวาระ2 ดังนั้น กมธ.ต้องปรับตารางการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตนตอบไม่ได้ว่า การพิจารณาจะแล้วเสร็จเมื่อใด หรือกรอบการพิจารณาจะมีลำดับอย่างไร เพราะต้องให้ที่ประชุมกมธ. พิจารณาให้ความเห็น
“ในส่วนของการลงมติ เชื่อว่าจะใช้วิธีการลงคะแนนตัดสิน โดยเบื้องต้นมี 3 กรอบใหญ่ที่ต้องลงมติ คือ 1. เกณฑ์การออกเสียงเห็นชอบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขมาตรา 256, 2.ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรม นูญ (ส.ส.ร.)และ 3.การออกเสียงประชามติ หลังจากที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ”
วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เตรียมให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การนำเข้าวัคซีนที่มีการเชื่อมโยง กับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด โดยโยงเกี่ยวการเมืองและใช้คำว่า "วัคซีนพระราชทาน" รวมถึงสื่อหรือโซเชียลมีเดีย ตามที่นายกฯระบุว่าจะให้ดำเนินคดีทุกเรื่อง ทุกรายการ ว่า แนวทางของนายกฯ เป็นไปในลักษณะที่ว่าหากมีประเด็นที่ออกมา พูดต่อสาธารณะชนคงต้องรับผิดชอบในประเด็นแต่ละประเด็นที่พูดถึง ซึ่งอาจทำให้กระทบกับความเข้าใจของประชาชน
นายอนุชา กล่าวว่า ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายคงต้องพิจารณาว่าในเรื่องข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญต่อการให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง หากเป็นการบิดเบือนข้อมูลหรือพูดแล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิดจะต้องดำเนินการ เพื่ออย่างน้อยให้ทราบว่าการพูดจะต้องมีความรับผิดชอบ และต้องดูแลในเรื่องเนื้อหา หากคนที่ทำงาน ทำหน้าที่โดยสุจริต แต่เมื่อมีผู้พูดพูดออกมาแล้วทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเขา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดของประชาชนซึ่งต้องดูในแง่กฎหมายว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก จะได้เป็นลดเรื่องความขัดแย้งลงด้วย และลดความเข้าใจผิดของประชาชน ทำให้เกิดความมั่นใจกับรัฐบาลเพราะเรื่องของการทำงานหากประชาชนเข้าใจการทำงานของรัฐบาลก็จะทำให้เดินหน้าไปรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าจะทำหน้าที่แล้วยังต้องคอยชี้แจงในประเด็นที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนต่างๆ ก็จะต้องทำให้ใช้เวลาพอสมควร เพื่อที่จะให้ประชาชนเกิดความมั่นใจอย่างนี้ก็จะพยายามหลีกเลี่ยง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการแจ้งความดำเนินคดีจะแจ้งในนามรัฐบาลใช่หรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่แน่ใจ ไม่ทราบว่าตอนนี้นายกฯ มีนโยบายอย่างไร เนื่องจากนายกฯ ยังไม่ได้พูดชัดเจน ในเรื่องการที่จะให้ใครดำเนินการส่วนไหน เพียงแต่พูดในภาพรวม ว่าหากหลีกเลี่ยงได้ก็ขอให้หลีกเลี่ยงในการที่จะสร้างข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับสาธารณชน
“เพราะตอนนี้สื่อโซเชียลเอง เรื่องของการพูดออกมาแต่ละครั้ง เป็นการพูดที่ข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้อง ดังนั้นจะต้องไปตรวจสอบว่าข้อมูลที่พูดออกมานั้นมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็อาจจะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นผู้ไปพิจารณา เพราะอาจจะไม่ใช่ในส่วนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว”
เมื่อถามย้ำว่า นายกฯ ได้มอบหมายให้ผู้ใดเป็นฝ่ายกฎหมายที่ไปพิจารณา นายอนุชา กล่าวว่า ตนเองก็ไม่ทราบ ขอให้ไปถามทาง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ดู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายให้ตัวแทน ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตามความผิด ประมวลกฎ หมาย อาญา มาตรา 112 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี และความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.)จากกรณีที่นายธนาธรไลฟ์สดถึงเรื่องการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล และมีการพาดพิงถึงสถาบัน
ส่วน ที่ทำการกลุ่มไทยภักดี ถ.พระราม 5 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้ากลุ่มไทยภักดี ได้แถลงข่าวการจัดตั้งพรรคไทยภักดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้กลุ่มไทยภักดีก่อตั้งมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ซึ่งเบื้องต้น นพ.วรงค์จะรับตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรค ก่อนจะมีการประชุมหารือกันอีกครั้ง
ทั้งนี้ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตลอด 5 เดือนที่ตั้งกลุ่มไทยภักดีขึ้น ทางกลุ่มต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันฯ อันเป็นที่รักของคนไทย และอยากมีเครือข่ายในการต่อสู้เพื่อสถาบันทั่วประเทศ ซึ่งตอนนี้ถึงเวลาต้องประกาศจัดตั้งพรรคไทยภักดี เพื่อต่อสู้กับพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า และม๊อบสามนิ้ว บนพื้นฐานความเชื่อว่าสังคมไทยจะสงบสุขได้ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ กับนักการเมืองที่มีคุณธรรม พร้อมยืนยันว่า พรรคไทยภักดีไม่มีกลุ่มทุน นาย ทุน และเจ้าของพรรค โดยทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนจะให้โอกาสในการทำหน้าที่ นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังกล่าวด้วยว่า พรรคไทยภักดีเป็นของคนทุกกลุ่ม เมื่อก่อตั้งแล้วต้องมีการเลือกตั้ง อีกทั้งยังระบุว่า หัวใจของตนเองเป็นนักการเมือง และหลังจากนี้จะดำเนินการตามรูปแบบพรรคการเมืองที่ กกต. กำหนด ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมงานกันกับหลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ กลุ่มไทยภักดีได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 50 กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในความเป็นจริงนอกจากมีพรรคการเมืองพยายามทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังมีความร่วมมือกับการเคลื่อนไหวนอกสภา โดยใช้ชื่อที่หลากหลายมีเป้าหมายเพื่อล้มสถาบันฯ ผ่านคำว่าปฏิรูป โดยมีบุคคลกลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องหลัง เพราะเขามองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คืออุปสรรคในการขึ้นสู่อำนาจและการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ คนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 10 เดือน สามารถยกระดับการโจมตีสถาบันฯ ผ่านคำว่าปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสามารถยั่วยุปลุกปั้นเยาวชนให้เกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์
“ในปัจจุบันนี้กลุ่มดังกล่าวได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มุ่งเป้าไปสู่การล้มเลิกมาตรา 112 เพื่อไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สุด ซึ่งกลุ่มดังกล่าวสามารถแยกแยะออกได้ คือ ม็อบสามนิ้ว คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล กลุ่มไทยภักดีได้ก่อกำเนิดขึ้นมาแม้จะระยะเวลาไม่นาน แต่หัวจิตหัวใจ ซึ่งความจงรักภักดี รักความเป็นธรรมนั้นมีมาตลอดชีวิต แม้การต่อสู้ในนามกลุ่มจะคล่องตัว แต่ก็มีข้อจำกัดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะได้ประกาศจัดตั้งพรรคไทยภักดี เพื่อเป็นหัวหอกในการต่อสู้ โดยมีเป้าหมายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และอุดมการณ์ เพื่อประชาชนบนพื้นฐานที่เราเชื่อว่า ประเทศชาติจะดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุขต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีนักการเมืองที่มีคุณธรรมพวกเราไม่มีกลุ่มทุน ไม่มีนายทุน ไม่มีเจ้าของพรรค ทุกอย่างจึงอยู่ที่ประชาชนที่จะให้โอกาสพวกเราทำหน้าที่โดยมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนที่จะต้องต่อสู้ คือกลุ่มที่จ้องล้มล้างสถาบันฯ นั่นคือม็อบสามนิ้ว กลุ่มก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล”
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีความเคลื่อนไหวของนายธนาธร โดยพีอาร์ของคณะก้าวหน้า ได้แจ้งต่อสื่อมวลชน ว่านายธนาธร ได้นัดแถลงชี้แจงเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 21 ม.ค. เวลา 12.00 น. ที่ อาคารไทยซัมมิท สนง.คณะก้าวหน้า ชั้น5