DTCENT เคาะราคาไอพีโอ 2.86 บาท/หุ้น เปิดจองซื้อหุ้น 1-2 และ 6 ธ.ค.65 เข้าเทรด SET 15 ธ.ค.นี้

เทคโนโลยี-ไอที30 พ.ย. 2565 • 14:56 น.
DTCENT เคาะราคาไอพีโอ 2.86 บาท/หุ้น เปิดจองซื้อหุ้น 1-2 และ 6 ธ.ค.65 เข้าเทรด SET 15 ธ.ค.นี้

บมจ.ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ (DTCENT) เคาะราคาไอพีโอหุ้นละ 2.86 บาท เปิดจองซื้อระหว่างวันที่  1-2 และ 6 ธ.ค.65 ฤกษ์ดีเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 15 ธ.ค.นี้  ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ระบุเป็นราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน มั่นใจนักลงทุนให้การตอบรับดีเยี่ยม ชูจุดเด่นเป็นผู้ให้บริการอุปกรณ์ติดตามยานพาหนะ (GPS Tracking) มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในประเทศไทย  ฐานะการเงินแกร่ง รวมทั้งมีพันธมิตรรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนโอกาสการเติบโตสูงในอนาคต  ฟากซีอีโอ "ทศพล คุณะเพิ่มศิริ" เตรียมนำเงินไปลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์โซลูชั่นใหม่ และสร้างศูนย์บริการข้อมูลยานพาหนะ รุกขยายลงทุนต่อยอดธุรกิจ ผลักดันผลงานเติบโตโดดเด่น สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น

นายกิตติพันธ์ ภูษณวรรณ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญของ บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (DTCENT) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (IPO)  จำนวน 305 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.86 บาท  คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 46.78 เท่า ซึ่งถือเป็นราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ โดยเปิดให้จองซื้อหุ้นระหว่างวันที่  1-2 และ 6 ธันวาคม 2565  และคาดว่า จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ใช้ชื่อย่อในการซื้อขายคือ "DTCENT" ในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

"การกำหนดราคาไอพีโอที่ระดับ 2.86 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ DTCENT และด้วยผลประกอบการที่มีความสามารถในการทำกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มธุรกิจที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต จึงมั่นใจว่า จะเป็นอีกหนึ่งหลักทรัพย์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจากนักลงทุน"

สำหรับผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายในครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)

นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป (IPO) บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (DTCENT) กล่าวว่า DTCENT ถือเป็นหุ้นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพราะมีจุดเด่นคือ การเป็นผู้นำระบบติดตามยานพาหนะ GPS Tracking อันดับ 1 ในประเทศไทย (อ้างอิงจากข้อมูลกรมการขนส่งทางบกในเดือนมกราคม 2565) ประกอบกับผลประกอบการที่่ผ่านมา มีการเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงผู้บริหารและทีมงานมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากกว่า 25 ปี มีพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้ง บริษัท ยาซากิ เอ็นเนอร์จี ซิสเท็ม คอร์ปอเรชั่น (YES) ถือหุ้นใน DTCENT จำนวน 18% ก่อนการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) โดย YES จะร่วมพัฒนาให้ DTCENT เป็น Tier 1 Supplier ในการดำเนินธุรกิจ OEM สำหรับอุปกรณ์ GPS Tracking และ Telematics ให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในส่วนของบริษัท บุญรอด ซัพพลายเชน จำกัด (BRS) ถือหุ้นจำนวน 15% ก่อนการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ซึ่งถือเป็นพันธมิตรหลักที่จะเข้ามาส่งเสริมเพิ่มศักยภาพ ให้แก่บริษัทในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และพัฒนาผลิตภัณฑ์ Supply Chain Solutions ใหม่ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์ นอกจากนี้การเติบโตของธุรกิจ IoT จากนโยบายของภาครัฐและความพร้อมของสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ที่แตกไลน์ออกมาจากธุรกิจ GPS ที่มีความมั่นคงแล้ว การเติบโตของธุรกิจ IoT จะช่วยให้ DTCENT เติบโตต่อไปได้อย่างก้าวกระโดด หลังจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้มีศักยภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน

นายทศพล คุณะเพิ่มศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (DTCENT)  กล่าวว่า วัตถุประสงค์การเข้าระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ในการลงทุนสร้างศูนย์บริหารจัดการและบริการข้อมูลยานพาหนะ  (Vehicle Monitoring and Support Center) และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ รวมทั้งใช้เป็นเงินลงทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการรองรับการขยายธุรกิจได้ในอนาคต

ทั้งนี้นอกจากธุรกิจ GPS Tracking แล้ว กลุ่มบริษัทฯ มีแผนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเป็นระบบอัจฉริยะในกลุ่มงาน IoT  อันประกอบด้วย ระบบบริหารจัดการน้ำ, ระบบ SMART CITY SOLUTION หรือระบบบริหารการจัดการองค์กรส่วนท้องถิ่น, BAMS (Business Activity Management System), BIM (Building Information Modeling), EV Platform, Logistics Demand-Supply Matching Platform และระบบ AI สำหรับงาน IoT

โดยปัจจุบัน DTCENT มีบริษัทย่อย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท วิศวกรรม ซอฟต์แวร์ จำกัด (WS) บริษัท ไทย ดิจิทัล แมพ จำกัด (TDM) และบริษัท ดี คอร์ ซิสเต็ม อินทริเกรเตอร์ จำกัด (DCORE) โดยบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 90.00 ร้อยละ 95.00 และ ร้อยละ 90.00 ตามลำดับ

"ภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า ลูกค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีฐานทุนที่มั่นคงยิ่งกว่าเดิม และด้วยแนวโน้มของธุรกิจที่ยังสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต จากความต้องการใช้บริการ GPS พร้อมด้วย การพัฒนากลุ่มงาน IoT เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น มั่นใจว่า DTCENT จะเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่น่าประทับใจให้กับผู้ถือหุ้นได้และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”