นนทบุรี จับมือ เครือข่ายภาคเอกชน จัดสัมมนา “ปลดล็อก ยกระดับ ก้าวสู่เมืองน่าอยู่จังหวัดนนทบุรี”

เทคโนโลยี-ไอที20 ก.ค. 2565 • 11:58 น.
นนทบุรี จับมือ เครือข่ายภาคเอกชน จัดสัมมนา “ปลดล็อก ยกระดับ ก้าวสู่เมืองน่าอยู่จังหวัดนนทบุรี”

สำนักงานจังหวัดนนทบุรี ร่วมกับ หอการค้าจังหวัดนนทบุรี, สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี, ชมรมธนาคารจังหวัดนนทบุรี ,สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจนนทบุรี (กต.ตร.นนทบุรี) ร่วมจัดสัมมนา “ปลดล็อก ยกระดับ ก้าวสู่เมืองน่าอยู่จังหวัดนนทบุรี” เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัดนนทบุรีให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนา “จังหวัดนนทบุรี เป็นเมืองน่าอยู่ (Livable City)” เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มุ่งตอบสนองต่อความต้องการและแก้ไขปัญหาที่สำคัญของจังหวัดเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามศักยภาพและโอกาสของจังหวัดนนทบุรี

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ปลดล็อก ยกระดับ ก้าวสู่เมืองน่าอยู่จังหวัดนนทบุรี” ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา

ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ความสำคัญของการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ต้องเริ่มจากการจัดสรร โดยปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมาก เรามองว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นแกนในการพัฒนาเมืองในภาคของการบริการทั้งหมดเราก็แก้ไขตั้งแต่เรื่องของผังเมืองคือวางโครงสร้างรองรับกับการเติบโตของเมืองส่วนที่ 2 ก็คือการพัฒนามาตรฐานในเรื่องของการจัดสรรบ้าน ซึ่งได้แก้หลายเรื่องตั้งแต่ถนนขนาดเก้าเมตร กล้องวงจรปิด ระบบการระบายน้ำ หรืออะไรต่างๆ เมื่อบ้านมีคุณภาพดีทุกคนก็อยากที่จะมาอยู่อาศัยมากขึ้น คนเป็นผู้เลือกภาคบริการ เพราะฉะนั้นร้านอาหารก็จะโตตามคน ห้างสรรพสินค้า การศึกษา ระบบการสาธารสุขทุกอย่าง

ภาครัฐก็จะดูในเรื่องของความน่าจะเป็นในเรื่องของบริการ เช่น เรื่องของอุบัติภัยลดต่ำลง เนื่องจากเราได้แก้ไขอุบัติภัย 26 จุด ปัญหาน้ำท่วมขังทำทุกวันต่อเนื่องการ เช่น การเก็บผักตบทำให้การระบายน้ำต่างๆ สร้างผนังกั้นน้ำเจ้าพระยาทำต่อเนื่องคาดว่าภายใน 7- 8 ปี ผนังกั้นน้ำของเราก็จะสมบูรณ์ และที่สำคัญเราดูแลเรื่องอากาศส่งเสริมการปลูกป่า โดยมีการสร้างป่าเพิ่มขึ้นหลายร้อยไร่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด

ส่วนเรื่องของน้ำเสียเราใช้แนวคิดขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เมืองน่าอยู่เราต้องเริ่มจากการตื่นขึ้นมาบ้านตัวเองน่าอยู่ สิ่งแวดล้อมรอบตัวน่าอยู่ ออกจากถนนน่าอยู่และการสื่อสารคมนาคมน่าอยู่ ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานั้นเราพยายามแก้ไขซึ่งบางอย่างนั้นแก้วันเดียวไม่ได้ แต่นี้คือแนวคิดที่จะขับเคลื่อนมียุทธศาสตร์อะไรบ้างไม่ได้แยกให้ดูร้อยเปอร์เซ็นต์

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยถึงในส่วนของการร่วมมือกับจังหวัดนนทบุรี ในก้าวสู่เมืองน่าอยู่ ว่า ทางหอการค้าไทยกับจังหวัดนนทบุรีนั้นมีวัฒนธรรมการบริหารที่ดีมากจากรุ่นสู่รุ่น และยังส่งเสริมคนรุ่นใหม่ ที่เราเรียกว่า Young Entrepreneur Chamber of Commerce (YEC) ถ้าเอาคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นใหญ่มาทำงานในลักษณะเป็นบูรณาการขึ้นมามันจะกลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้สร้างภาระแต่เป็นพลังที่สุดยอด สำหรับทางหอการค้าไทยของนนทบุรี เพราะฉะนั้น โอกาสอะไรต่างๆ คนรุ่นใหม่จะเก่งกว่า ความรู้ดีมีความสามารถ มีพลัง และก็ยังใช้เทคโนโลยีเป็นอีกด้วย

ทางหอการค้าไทยไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจในประเทศแบบทั่วถึงระดับโลกเท่านั้น เรายังมีการ ประสานงานกับประเทศจีนอย่างใกล้ชิดช่วยเสริมต่อจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปเปิดประเทศซาอุดิอาระเบีย หลังจากที่เปิดประเทศไปแล้ว 32 ปี หลังจากนั้นเราได้ไปทำ MOU ร่วมมือกับทางสภาหอการค้าซาอุดิอาระเบีย กับ สภาหอการค้าไทย จากนี้ทางซาอุดิอาระเบียก็จะมาลงทุนกับเราและมาเที่ยวประเทศไทยคาดว่าไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน นับเป็นสัญญาณที่ดีมาก ซึ่งกรงเทพมหานคร กับจังหวัดนนทบุรีอยู่ติดกันอาจจะมีการเชื่อมโยงในเรื่องของการท่องเที่ยว หรือในด้านของการทำอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากราคาที่ดินของนนทบุรียังมีราคาถูกกว่าถ้าเทียบกับประเทศอื่นแล้ว 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมได้ตั้งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ แบ่งเป็น 2 ส่วน ก็คือ 1.เราดูแล 45 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม ที่เรียกว่า “First industry” ซึ่งเราจะทำอย่างไรให้เขาอยู่รอด ทำอย่างไรที่จะซื้อเวลาให้เขามากที่สุด เพื่อให้เขาแข็งแกร่งในการที่จะพัฒนาตนเอง ส่วนที่เรามองว่าเป็นอนาคตเรียกว่า “Nextgen industry” คืออุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งเป็นความหวังของเราที่สภาอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.เรื่องของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่เป็น 5.7 ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการเพิ่มมูลค่า เพื่อจะเป็นการขับเคลื่อน GDP ของไทย เพราะว่าที่ผ่านมาเราเติบโตที่เฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังร้อยละ 3 ฉะนั้นเราก็ไม่หลุดพ้นจากกับดักจากที่เป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ ถ้าเรายังเติบโตด้วยโมเดลเดิมๆมีแต่ลดลง เพราะฉะนั้นเราต้องมี New Engine ต้องยอมรับว่าเพื่อนบ้านเราค่าแรงถูกกว่าไทยเยอะ และได้เปรียบเรื่องของคนงาน ซึ่งของไทยขาดคนงานเพราะเราเข้าสังคมผู้สูงอายุ

2.PCG โมเดล ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดย 2P เรามองว่าเป็นแสงสว่าง เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยเป็นจุดแข็ง เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่ที่ผ่านมาเราขายแต่สินค้าวัตถุดิบ แล้วเราแปลรูปหรือเพิ่มมูลค่าได้เฉพาะอาหาร ซึ่งเรากำลังจะเพิ่มเรื่องของยารักษาโรค อาหารเสริม เวชสำอาง และไบโอพลาสติก ซึ่งเรื่องของไบโอพลาสติกเรายังเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่เร็วๆนี้ประเทศไทยจะต้องเป็นที่ 1 ของโลกในการผลิตไบโอพลาสติก

และ 3.เรื่องของไบโอเคมีคอล รวมทั้งไบโอเซบีไลท์เซอร์ ก็คือเรื่องของปุ๋ยชีวภาพ รวมถึงไบโอแฟบบริคเส้นใย ตอนนี้เราได้แนวทางแล้วดีไซน์โครงการที่เรียกว่า “อุตสาหกรรมอัจฉริยะ” แล้วเราจะใช้โครงการนี้กระจายไปทั่วประเทศ ภายใต้นโยบาย 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรม เพราะทุกจังหวัดมีพืชอยู่แล้ว เพียงแต่เราจัดให้เข้ากันกับภาคอุตสาหกรรม เพราะว่าภาคการเกษตรพอทุเรียนราคาดีก็ปลูกกันหมด ส่งออกได้ 1 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งร้อยละ 95 เราส่งออกไปประเทศจีน แต่ถ้าเกิดประเทศจีนไม่เอาเราจะทำอย่างไร แต่วันนี้เรากำลังเอาภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ที่เป็นวัตถุดิบในการที่จะแปลรูปสร้างมูลค่าเพิ่มตามเทรนของโลก ที่ต้องการสินค้าทางด้านไบโอและเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน ที่จะไปด้วยกันเพราะเป็นเทรนของโลก

ด้าน ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เผยถึงในช่วงการแพร่ระบาดโควิด 19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาว่า  ทางสมาคมธนาคารฯร่วมกับทางภาครัฐและแบงก์ชาติ ได้ช่วยเหลือทางด้านการเงินผู้ประกอบการและครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ช่วงที่รายได้ขาดหายไป ผู้ประกอบการสามารถทำกิจการอยู่ได้และครัวเรือนมีเงินเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งในระยะข้างหน้าเรามองว่าเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง เรื่องของสภาพคล่องเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจตรงนี้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ ทางธนาคารก็มองเห็นตรงนี้แล้วก็มีการขยายสินเชื่ออย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้ก็เรียกว่าไม่ได้มีการขาดแคลนในเรื่องของการให้สินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีสิ่งที่เรามองไประยะข้างหน้าคือ “ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง” แล้วก็ในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่ไม่มีข้อมูล เช่น วันนี้ธุรกิจฟื้นตัวหรือยัง ภาคธุรกิจจะไม่สามารถดึงข้อมูลออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะทำให้ยากต่อการที่จะได้รับสินเชื่อที่เหมาะสม ดังนั้นสิ่งที่สมาคมธนาคารฯพยายามผลักดัน ก็คือโครงการที่เรียกว่า “พร้อมบิด” ซึ่งโครงการนี้จะเป็นโครงการที่ทำให้เอกสารเกี่ยวกับเรื่องการค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางบิลและการจ่ายเงินที่เคยเป็นกระดาษ ซึ่งพอเป็นกระดาษจะไม่เป็นข้อมูลที่แพร่หลายโดยทั่วไป ซึ่งจะทำอย่างไรให้อยู่ในอิเล็กทรอนิกส์ เมื่ออยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้การพิจารณาการปล่อยกู้ต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะกับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง แต่กับกลุ่มธนาคารที่อยู่ในองค์กร ทุกคนต้องมีโอกาส ก็แล้วแต่ว่าธนาคารจะพิจารณาให้สินเชื่อด้วยดอกเบี้ยเท่าไร เพราะฉะนั้นจะทำให้สะดวกขึ้นและง่ายขึ้น จากการที่ได้สภาพคล่องตัวนี้ ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่เราเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการ