การปฏิวัติอุตสาหกรรมการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีโดรน

เทคโนโลยี-ไอที16 ส.ค. 2564 • 16:15 น.
การปฏิวัติอุตสาหกรรมการก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีโดรน
ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีโดรนเข้ามาใช้และมีบทบาทในหลายๆ อุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำสูง แต่ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เทคโนโลยีโดรนนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับทหาร ตำรวจ หรือหน่วยกู้ภัยเพื่อใช้ในการป้องกันและการค้นหาเป็นส่วนใหญ่  ส่วนในปัจจุบันโดรนไม่ได้มีไว้เพียงแค่ใช้ในการถ่ายรูปเท่านั้น แต่เทคโนโลยีโดรนยังคลอบคลุมไปถึงการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่การนำไปใช้ในขั้นตอนก่อนเริ่มการก่อสร้าง ระหว่างการก่อสร้างไปจนถึงหลังเสร็จงานก่อสร้างด้วย ในทุกวันนี้หลายๆบริษัทได้หันมาพึ่งเทคโนโลยีโดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและการปรับปรุงการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การนำโดรนมาใช้ในแต่ละขั้นตอนของการก่อสร้างมีข้อดีและมมีประสิทธิภาพดังนี้ -ขั้นตอนก่อนการก่อสร้าง ขั้นตอนก่อนการก่อสร้างนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะถ้าหากเกิดการผิดพลาดขึ้นจากขั้นตอนนี้ ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถเกิดขั้นตอนที่สอง สามหรือขั้นตอนหลังจากนั้นได้ การที่บริษัทจะเริ่มลงมือและเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างได้นั้น ปัจจัยหลักๆไม่ได้มีเพียงแค่การจัดหาที่ดินเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่เพื่อไปสำรวจและวิเคราะห์ การสำรวจและวิเคาระห์สามารถดูได้จากการถ่ายภาพ ภาพถ่าย การบันทึกจากอุปกรณ์การวิเคราะห์อื่นๆ ตามความซับซ้อนของโครงการก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่จะดีกว่าไหมถ้าหากคุณสามารถประหยัดเวลาและงบประมาณในการสำรวจและยังได้ผลลัพท์ที่แม่นยำมากขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีโดรนมาเป็นส่วนหนึ่งในการสำรวจและการก่อสร้าง อีกทั้งโดรนยังสามารถติดตั้งเพย์โหลดที่มีประสิทธิภาพดีและมีความแม่นยำสูงเพิ่มได้อีก ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างแผนที่ดิจิทัลที่มีความแม่นยำสูง เช่น แบบจำลองระดับความสูงดิจิทัล (DEM), โมเดลพื้นผิวดิจิทัล (DSM) และโมเดลภูมิประเทศดิจิทัล (DTM) ซึ่งแผนที่เหล่านี้ยังตอบสนองวัตถุประสงค์ของกระบวนการสำรวจและที่มากไปกว่านั้นโดรนยังช่วยประหยัดเวลาและป้องกันความล่าช้าที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้าง พร้อมทั้งยังให้ข้อมูลที่ช่วยกำหนดขอบเขตโครงการและช่วยวางแผนกลยุทธ์ก่อนการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพดีอีกด้วย -ระหว่างการก่อสร้าง การลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในระหว่างขั้นตอนการสร้าง โดยปกติแล้วทีมวิศวกรจำเป็นต้องลงพื้นที่เพื่อไปตรวจสอบความคืบหน้าระหว่างการก่อสร้าง แต่จะดีกว่าไหมถ้าหากวิศวกรนำเทคโนโลยีโดรนเข้ามาช่วย ซึ่งจะทำให้สามารถระบุถึงปัญหาและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในไซต์งานผ่านภาพที่สมบูรณ์แบบเรียลไทม์หรือจากข้อมูลที่บันทึกได้จากโต๊ะทำงานได้อย่างสะดวกสบาย และนั่นก็หมายความว่าการใช้โดรนทำให้เพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงมากกว่าการใช้คนตรวจงานได้เป็นอย่างมาก โดรนยังถูกออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับพื้นที่ก่อสร้างที่อยุ่ใกล้แหล่งน้ำด้วยการทำแผนที่ออร์โธโมเสค (orthomosaic) โดยกล้องเพย์โหลดที่ติดตั้งบนโดรนจะช่วยในการจับการหันเหและดำเนินการแก้ไขได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้ช่วยลดงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า -ขั้นตอนหลังการก่อสร้าง อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่โดรนได้ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานนั่นก็คือกล้องถ่ายภาพนั้นเอง กล้องที่มาพร้อมโดรนแต่ละตัวนั้นเป็นกล้องที่มีความละเอียดคมชัดและแม่นยำสูง ส่วนตัวโดรนนั้นยังสามารถทำ BIM (Building Information Model) ได้โดยตรงโดยให้มุมมองถึง 360 องศาและยังให้ข้อมูลเชิงลึกของอาคารจากมุมมองสูง (bird-eye view) ที่ทำให้คุณสามารถดูรูปภาพของโครงการหรืออสังหาริมทรัพย์ของคุณในมุมมองที่มนุษย์ไม่สามารถถ่ายได้ และยังนำรูปภาพหรือวีดีโอไปใช้ในการโปรโมททางการตลาดของคุณให้พิเศษขึ้นไปอีกขั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้โดรนหลังจากการก่อสร้างคือ การที่ใช้เทคโนโลยีโดรนในการระบุถึงปัญหาหรือข้อบกพร่องด้านนอกของอาคารในมุมสูงและทำให้วิศวกรสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที -Matrice 300 RTK (M300 RTK) - โดรนสำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูง เหตุผลที่ทำไมหลายๆบริษัทถึงหันมาใช้โดรน M300 RTK เป็นตัวช่วยในการก่อสร้างนั่นก็คือ โดรนรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินในปัจจุบันที่มีจอแสดงผลการบินหลัก (PFD) ที่ผสมผสานข้อมูลการบินแบบเรียลไทม์และข้อมูลการนำทางไว้ในจอแสดงผลเดียว และยังให้ข้อมูลสิ่งกีดขวางจากการมองเห็นที่ใกล้เคียงในระหว่างการบิน ซึ่งสามารถช่วยให้นักบินปรับเปลี่ยนวิถีการบินได้หากมีความจำเป็น และดียิ่งไปกว่านั้นมีการใช้งานผ่าน DJI FlightHub และ Smart Track ที่ช่วยให้วิศวกรและทีมสามารถเห็นถึงปัญหาและสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในไซต์งานได้แบบเรียลไทม์และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที M300 RTK ยังมาพร้อมกับระบบ Smart Inspection ฟังก์ชั่นใหม่ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมข้อมูลที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การตรวจสอบสายไฟ การตรวจสอบทางรถไฟ หรือการตรวจสอบน้ำมันและก๊าซ นอกเหนือจากนั้นผู้ปฏิบัติงานยังสามารถทำเครื่องหมายหัวข้อที่สนใจได้เพื่อใช้ในการวางแผนการบินอัตโนมัติในครั้งต่อไป ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและทำให้การทำงานสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คุณยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของโดรนรุ่นนี้ให้มากขึ้นไปอีกได้ด้วยการติดกล้อง Zenmuse H20 Series คือหนึ่งในเพย์โหลดที่มาพร้อมกับ Hybrid multi-sensor solution ที่เป็นไปตามมาตราฐานใหม่ของโดรน Matrice 300 RTK Zenmuse H20 Series มีทั้งหมดด้วยกันถึง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น H20 ที่มาพร้อมกับ เซ็นเซอร์สามทิศทางพร้อมกับกล้อง 23x Hybrid Optical zoom เลนส์กว้างที่มีความละเอียดถึง 12 MP ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติการมองเห็ฯได้อย่างชัดเจนและมีเลเซอร์ค้นหาครอบคลุมระยะทางตั้งแต่ระยะทางสั้นๆ 3 เมตรไปไกลถึง 1200 เมตร และ H20T Quad sensor ที่มีการเพิ่มกล้องถ่ายภาพความร้อน Radiometric ขนาด 640x512 เข้ามาด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธภาพและช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถมองเห็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ความร้อนได้ และยังมาพร้อมกับวิดีโอที่มีความละเอียดสูงถึง 30 fps โดยโดรนทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับมาตราฐาน IP44 ซึ่งสามารถป้องกันละอองของน้ำได้จากทุกทิศทาง ด้วยประสิทธิภาพมากมายเหล่านี้จึงทำให้ Zenmuse H20 Series ถือว่าเป็นกล้องที่สามารถจับภาพได้ทุกรูปแบบ เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมก่อสร้างและภารกิจด้านความปลอดภัย อีกหนึ่งเพย์โหลดที่ทีมวิศวกรส่วนใหญ่เลือกใช้เป็นตัวช่วยนั้นก็คือ Zenmuse P1 กล้องที่รวมเซนเซอร์ฟลูเฟรมเข้ากับเลนส์โฟกันที่ปรับได้ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับภารกิจการทำโฟโตแกรม หนึ่งในฟีเจอร์เด่นๆที่ทำให้กล้อง Zenmuse P1 เป็นหนึ่งในกล้องที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างให้ความสนใจและนำไปใช้อย่างแพร่หลายนั้นก็คือ Zenmuse P1 สามารถสร้างโมเดล 2 มิติ และ 3 มิติได้อย่างแม่นยำจึงทำให้วิศวกรและทีมสามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถรองรับเลนส์กล้องได้ถึง 3 แบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น 24 มม., 35มม. หรือ 50 มม. และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยลดเวลาการสำรวจลงได้ไม่ว่าจะเป็นก่อนการก่อสร้าง ขณะก่อสร้าง หรือ หลังการก่อสร้างนั้นก็คือ Smart Oblique Capture (การจับภาพวัตถุแบบชาญฉลาด) นั่นก็คือตัวกิมบอลจะหมุนโดยอัตโนมัติเพื่อถ่ายภาพในมุมต่าง ๆ ตามที่ทีมวิศวกรต้องการซึ่งสามารถครอบคลุมได้ถึง 7.5 ตร.กม. ในวันดียว ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Matrice 300 RTK, Zenmuse P1, และ Zenmuse H20 Series ได้ที่ https://www.poladrone.co.th/ หรือหากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมุลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่เบอร์ + (66) 87 579 8736 หรือที่ Line: @poladrone_thailand