"สกค.พะเยา" เดินหน้า "ทุนทางสังคม" ปรับใช้ดูแลกลุ่มเฉพาะ รับสิทธิ์-สวัสดิการ-คุณภาพชีวิตดีขึ้น
โครงการเสริมศักยภาพกลไกและเครือข่ายขับเคลื่อนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สกค.) ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้ายุทธศาสตร์และพัฒนานโยบายระดับจังหวัด รองรับและเผชิญภาวะวิกฤตโรคระบาดในพื้นที่ เพื่อให้เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญ สำหรับการดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะให้ผ่านปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินชีวิต การไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ และได้รับความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน จนสามารถยืนได้ด้วยตนเองและสร้างความยั่งยืนได้ต่อไป โดยมีตัวอย่างการพัฒนาโครงการระดับพื้นที่และการออกแบบนวัตกรรม สำหรับประชากรกลุ่มเฉพาะเพื่อรองรับและการเผชิญภาวะวิกฤติโรคระบาดในระดับพื้นที่ทั้งหมด 5 ตำบล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้พื้นที่อื่นสามารถเข้ามาศึกษาปัจจัยความสำเร็จของการดำเนินงานเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะต่อไปได้
นางจิตติมา กริอารี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) จังหวัดพะเยา กล่าวถึงความสำคัญของทุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับประชากรกลุ่มเฉพาะว่า นโยบายของกระทรวง พม. และหน่วยงานในจังหวัด ได้มุ่งเน้นในเรื่องของกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนที่มีจำนวน 30,133 ครัวเรือน ซึ่งเป็นข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) ทำให้ พมจ.พะเยา ร่วมกับ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หารือเพื่อคัดกรองกลุ่มเปราะบางร่วมกัน ก็พบว่ายังมีครัวเรือนเปราะบางที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกประมาณ 6,000 ครัวเรือน ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือภายใต้นโยบายของรัฐบาลในการขจัดความยากจนผสานกันกับนโยบายของจังหวัด ด้วยการใช้ทุนทางสังคมของจังหวัดพะเยาที่มาจากความร่วมมือร่วมใจกัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ที่บูรณาการการทำงานเข้าไว้ด้วยกัน นำข้อมูลที่ได้ถูกคัดกรองมาให้ความช่วยเหลือแก่ประชากลุ่มเฉพาะให้ได้รับประโยชน์สุขทั่วกัน
"สกค. ถือว่ามีส่วนช่วยให้การทำงานเรื่องประชากรกลุ่มเฉพาะ สามารถลงไปในระดับพื้นที่เล็ก ๆ เพราะภาครัฐมีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึง หรือไม่มีงบประมาณมากพอที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการดูแลในระดับพื้นที่ ซึ่งการที่ สกค. เข้ามาให้ความช่วยเหลือครั้งก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่และต้องขอบคุณที่ได้ทำงานร่วมกันเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะ"
ขณะที่ ดร.ประพันธ์ เทียมวิหาร ประธานสถาบันครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดพะเยา กล่าวขอบคุณ โครงการ สกค. ที่เข้ามาช่วยเหลือ ขับเคลื่อนดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะ เพราะการพัฒนาคุณภาพชีวิตอาศัยเพียงแค่การขับเคลื่อนจากครอบครัวอาจจะไม่เพียงพอ จะต้องได้รับการขับเคลื่อนจากองค์กรระดับชุมชน ตำบล อำเภอ ไปจนถึงจังหวัด ดังนั้นการทำงานร่วมกับ สกค. ก็เปรียบเสมือนมีน้ำมันหล่อลื่น ที่คอยช่วยให้การขับเคลื่อนสังคมมีพลังมากขึ้น พร้อมกันนี้ สกค. ยังมีองค์ความรู้ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เป็นจิตอาสาด้วย การทำงานก็เป็นไปในลักษณะของเครือข่ายที่อาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
ด้านนายยงยุทธ ไชยยา ประธานสภาเทศบาลตำบลแม่กา ในฐานะหัวหน้าโครงการ สกค. จังหวัดพะเยา กล่าวว่า การทำงานของจังหวัดได้แบ่งความรับผิดชอบออกเป็นพื้นที่ 5 ตำบล มีผู้รับผิดชอบตำบลละ 2 คน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยพะเยา ในการเก็บข้อมูลลงลึกระดับพื้นที่ พร้อมระบุว่า หากต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ภาคประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาทำด้วยตนเอง จากนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะเห็นความสำคัญถึงการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มเฉพาะมากขึ้น ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยต่อไปได้ ถ้าได้ทำงานแล้วสร้างความไว้ใจแก่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆได้ การทำงานอะไรต่อจากนี้ก็จะมีความง่ายมากกว่าเดิม และท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ก็ทำให้ได้เห็นด้วยว่า ภาคประชาสังคมพร้อมปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับโรคพร้อมกับดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะไปด้วยกัน เกิดความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบมากขึ้น
ทั้งนี้จากการทำงานร่วมกับอาสาสมัครทางสาธารณสุข (อสม.) เพื่อดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะ ก็พบว่าสภาพจิตใจของผู้ที่ร่วมทำงานแต่ละคนดีขึ้น เพราะมองว่าเป็นการทำงานเพื่อสังคมแล้วได้รับบุญ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ต่อการสร้างต้นทุนทางสังคมเช่นกัน ส่วนผู้สูงอายุที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นก็มีสภาพจิตใจที่ดีเช่นกัน เพราะมีการเยี่ยมเยียนตามบ้าน ทำให้เกิดความสุข หรือกิจกรรมต่างๆที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น โครงการเลี้ยงไก่ไข่ ก็ทำให้ผู้สูงอายุได้มีรอยยิ้ม มีความสุขในชีวิตบั้นปลาย ทำให้เกิดความรู้สึกได้อีกว่าสังคมไม่ทอดทิ้งประชากรกลุ่มเฉพาะ เมื่อมีสภาพจิตใจที่ดีแล้วก็จะส่งผลต่อร่างกายที่แข็งแรงมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ ผศ.ดร.ทวีวรรณ ศรีสุขคำ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงที่พบ หลังจากดำเนินโครงการนี้ คือประชากรกลุ่มเฉพาะได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม มีความมั่นคงทางอาหาร ส่วนสภาพจิตใจก็พบว่ามีความรู้สึกที่ดี มีความสุข หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือ เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน ทำให้ประชาชนที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเฉพาะเองก็ได้รับประโยชน์จากตรงนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ แต่เรื่องของความสุขนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนจากการรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน ขณะที่บุคลากรในคณะทำงานเองก็เห็นความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ที่ทำงานเป็นทีมมากกว่าเดิม มีการปรับใช้องค์ความรู้ที่ได้รับไปมาจัดเป็นเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้เอง พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมทางสังคมที่สามารถนำมาปรับใช้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย
ขณะเดียวกันได้มีโครงการตัวอย่าง 5 พื้นที่ในจังหวัดพะเยา ที่ใช้ต้นทุนทางสังคมเป็นจุดเด่นในการพัฒนาโครงการดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะในระดับพื้นที่ ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างครอบคลุมสามารถผ่านพ้นวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ไปได้ด้วยดี และยังกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับตำบลอื่นได้อีกด้วย
น.ส.คนึงนุช วโรธรรม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ เทศบาลตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เล่าถึงโครงการ "แม่กาฮอมฮัก ฮอมแฮง แบ่งปัน" ว่า มีที่มาจากในพื้นที่ มีศูนย์ "ฮอมฮัก" อยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 2 แห่ง มีคณะทำงาน2 ชุดคือเจ้าหน้าที่จากศูนย์ฮอมฮัก กับคณะทำงานในระดับตำบล โดยในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่จะมีผู้สูงอายุ กับผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ที่มีต้องการเพิ่มสิทธิ์การรักษาให้ได้รับสวัสดิการที่ดีและต้องการแบบบูรณาการ จึงร่วมมือกับทุกฝ่าย จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ อสม. และ Caregiver หรือ CG ในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง โดยได้รับความรู้จากวิทยากรมาจากสถาบันการศึกษาของมหาวิทยาลัยพะเยา
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้รับการขยายต่อยอดมาสู่เตรียมจัดทำนวัตกรรม "แอปพลิเคชัน Smart CG" ขึ้น ที่จะสามารถให้เป็นเครื่องมือช่วยลงพื้นที่ของกลุ่มเจ้าหน้าที่อสม. และ CG ในการดูแลผู้สูงอายุ สามารถระบุข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละคนได้ ทั้งเรื่องของโรคภัยทางสุขภาพ หรือวิธีการดูแลของผู้ป่วยแต่ละคน นำมาสู่การปรับวิธีการกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยติดเตียงของแต่ละคนได้ ผลดีของนวัตกรรมนี้คือไม่จำเป็นต้องจดข้อมูลลงในกระดาษอีกต่อไป และยังสามารถค้นหาพร้อมดึงข้อมูลจากแอปพลิเคชันมาได้ รวมถึงส่งต่อข้อมูลไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย คาดว่าภายในปี 2565 นี้ แอปพลิเคชันอาจจะเสร็จสิ้นเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งการเข้ามาร่วมโครงการของ สสส. นั้น ทำให้ได้รับการสนับสนุนการทำงานทั้งด้านงบประมาณ และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มากขึ้น พร้อมกับมีการสร้างภาคีเครือข่ายที่มากขึ้นอีกด้วย โดยผลการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและเห็นได้ชัดคือ พบว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ อสม. มีความเข้มแข็ง โดยจาก อสม. จำนวนกว่า 300 คน ก็พบว่าส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี พร้อมใช้แอปพลิเคชัน Smart CG ที่จะตามมาในอนาคต
นายประทีป ภาชะนนท์ คณะทำงาน สกค. เทศบาลตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา กล่าวถึงการทำงานในพื้นที่ว่า ได้มีคณะทำงานจำนวน 20 คน ลงพื้นที่สำรวจผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางที่ขาดการเข้าถึงสิทธิ์และสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งในมิติของสุขภาพ ที่อยู่อาศัย รายได้ อาหาร รวมถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยออกแบบการให้ความช่วยเหลือแบบรายกรณี เช่น การซ่อมแซมบ้านให้กับผู้สูงอายุด้วยการประสานงานกับโครงการ "บ้านพอเพียง" ให้เข้ามาช่วยเหลือ หรือกรณีมีผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้นำชุมชนจะประสานงานกับนิติกรของเทศบาลตำบลศรีถ้อย เข้ามาเฝ้าระวัง พร้อมดูแลฟื้นฟุสุขภาพกายและจิตใจ มีกิจกรรมปลูกผักปลอดสารพิษในครัวเรือนสำหรับผู้สูงอายุ และมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันอุบัติเหตุ ด้วยการติดสติกเกอร์เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกรณีฉุกเฉิน
ทั้งนี้หลังจากที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประชากรกลุ่มเฉพาะที่เป็นผู้สูงอายุทั้งหมด 15 คนพบว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งที่อยู่อาศัย สภาพจิตใจ มีรายได้จากการปลูกผักปลอดสารพิษ ลูกหลานเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และถึงแม้ว่าโครงการจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ยังมีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทั้งเป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือคนพิการ จึงได้สร้างนวัตกรรม "ธนาคารอาหารปลอดภัย สุขภาพเป็นสุข" ให้จิตอาสา อาสาสมัครในพื้นที่ช่วยกันปรุงอาหารส่งให้ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ทุกเดือน พร้อมส่งเสริมการรับซื้อผักปลอดสารพิษที่ผู้สูงอายุปลูกไว้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือผู้สูงอายุหลายคนที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ต้องรอการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพเพียงอย่างเดียว สามารถดูแลตนเองได้มากขึ้นจากกิจกรรมปลูกผักปลอดสารพิษ โดย สกค.เป็นผู้สนับสนุนแจกเมล็ดพันธุ์ผัก และผู้สูงอายุก็ได้รับการดูแลเรื่องอาหารที่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น ลูกหลานหลายคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุได้ดีขึ้นด้วย
นายคมสันต์ นามสาร นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ องค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุขิงแกง อำเภอจุน จังหวัดพะเยา กล่าวถึงการทำงานเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่ว่า ได้ดำเนินโครงการ "ขิงแกง ร้อนแรง ไม่ทิ้งกัน" เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีภาวะราคาผลผลิตตกต่ำ ทำให้เป็นหนี้สินกองทุนหมู่บ้านกว่าร้อยละ 70 นอกจากนี้ได้สำรวจข้อมูลผู้สูงอายุที่ยากไร้และด้อยโอกาส ผู้ป่วยติดเตียง เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ จัดสวัสดิการทางสังคมอย่างเหมาะสม
กิจกรรมในโครงการนี้ใช้ประเพณีตานต๊อด สืบสานประเพณีพื้นเมืองให้ประชากรกลุ่มเฉพาะได้รับความช่วยเหลือจากการทำบุญประเพณี จากการทำงานร่วมกับประชากรกลุ่มเป้าหมาย 20 คนพบว่า ได้ผลสำเร็จในระดับหนึ่ง สามารถจัดสวัสดิการทางสังคมได้อย่างทั่วถึง โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ ได้ส่งเสริมประเพณีตานต๊อด รวบรวมปัจจัย สิ่งของ และอาหารมาให้แก่ผู้สูงอายุที่ยากไร้ ส่งผลให้สภาพจิตใจดีขึ้น มีกำลังใจที่ดีมาก
นอกจากนี้ได้ตั้งคณะทำงานที่จัดสรรสวัสดิการภายใต้ "ขิงแกงโมเดล" เพื่อนำมามอบให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา สสส. ได้สนับสนุนเรื่องงบประมาณ และองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่เป็นแกนนำ ให้มีองค์ความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงหรือประสบปัญหาต่าง ๆ
นางสาวบุปผา คนสนิท ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านใหม่ราษฎร์บำรุง องค์การบริหารส่วนตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา กล่าวถึง "โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะพึ่งพิงซ้ำซ้อนตำบลสันโค้ง" ว่า จากการสำรวจข้อมูลประชากรในพื้นที่พบว่ามีจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด 1,300 คน เป็นผู้ป่วยติดเตียง จำนวน 10 คน จึงได้จัดตั้งคณะทำงานที่เป็นภาคีเครือข่ายคัดเลือกครอบครัวผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะพึ่งพิงให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น พร้อมเริ่มกิจกรรมอบรมทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล เพื่อแนะนำแนวทางการดูแลคนในครอบครัว เพิ่มทักษะในการปลูก