ขับเคลื่อน ศก.หมุนเวียนกับภาคธุรกิจไทย "TBCSD" จับมือ "TEI" เดินหน้าภายใต้ BCG Model

เทคโนโลยี-ไอที30 พ.ย. 2564 • 09:15 น.
ขับเคลื่อน ศก.หมุนเวียนกับภาคธุรกิจไทย "TBCSD" จับมือ "TEI" เดินหน้าภายใต้ BCG Model
องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) จัดงานเสวนา “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนกับ ภาคธุรกิจไทย TBCSD ภายใต้วาระแห่งชาติ BCG Model” ขึ้น ภายใต้งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564” (Thailand Research Expo 2021) ณ ห้อง Lotus Suite 9 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงนักวิจัยและประชาชนผู้ที่สนใจ ได้เข้าใจถึงรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยไปสู่รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า BCG Economy Model โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการวิจัยในการลดการใช้ทรัพยากร ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาคเอกชนไทยในปัจจุบันว่ามีการขับเคลื่อนพัฒนานวัตกรรม อันนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต รวมถึงได้เข้าใจเกี่ยวกับการเชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศตามหลักการ BCG Economy Model ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรภาคธุรกิจได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของประเทศ ได้แก่ วาระแห่งชาติ BCG Model และการมุ่งไปสู่คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero Emission หรือ Carbon Neutrality ในอนาคต นับได้ว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเป็นการตอบสนองนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สากลและความยั่งยืนในอนาคต โดยรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนที่คำนึงถึงวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยรัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรภาคธุรกิจนำแนวคิดระบบ BCG มาปรับประยุกต์ใช้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้ BCG เป็นวาระแห่งชาติ และการดำเนินกิจการของประเทศไทยหลัง COP26 ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายที่เร่งรัดขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้องค์กรภาคธุรกิจไทยจึงควรดำเนินการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจชีวภาพ(Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อนำข้อมูลที่ตรงกับบริบทขององค์กรมาใช้ทบทวนการดำเนินงานของธุรกิจ เพื่อเตรียมพร้อมองค์กรให้ก้าวสู่เส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และหากองค์กรธุรกิจใดสามารถขับเคลื่อนธุรกิจของตนให้เข้าสู่ BCG Economy Model ได้ก็จะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีให้แก่องค์กรภาคธุรกิจไทยอื่นๆ สามารถนำรูปแบบการดำเนินงานที่ดีไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจขององค์กรธุรกิจนั้นๆ เพราะระบบการขับเคลื่อนธุรกิจควรจะต้องร่วมขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อความยั่งยืนในอนาคต” นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนา “Circular Economy : เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างสมดุล มุ่งสู่ความยั่งยืน” ได้มีการนำเสนอ ประเด็น “เกษตรและอาหาร: กลไกบริหารจัดการ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ตลอดห่วงโซ่อุปทาน” นำเสนอข้อมูลโดย น.ส.สลิลลา สีหพันธุ์ กรรมการปฏิคมหอการค้าไทย และกรรมการเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย กล่าวว่า “หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านเครือข่ายสมาชิกของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เกือบ 115,000 ราย จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนผู้ประกอบการด้านการค้าและบริการ ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการดำเนินงานในปีนี้จะสร้างโมเดลต้นแบบใน 4 จังหวัดคือ กระบี่ สมุทรสงคราม (อัมพวา) ระยอง และกรุงเทพฯ จากนั้นจะถอดบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบไปขยายผลในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ก่อนขยายไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ จะมีระบบการเก็บข้อมูล การทำตัวชี้วัด การสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยเราเชื่อว่าความร่วมมือกันของสมาชิกในเครือข่ายและภาคส่วนต่าง ๆ และการลงมือทำจริง จะก่อให้เกิดการเรียนรู้และขยายผลในวงกว้าง เพื่อตอบทั้งโจทย์ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป” นายศรชัย กุสันใจ กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ข้อมูลการบริหารจัดการเพื่อลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บและการจัดส่งสินค้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ สามารถลดปริมาณการสูญเสียอาหารและขยะอาหารลงได้ 20% จากปี 2561 และยังมีเป้าหมายที่จะลดลงให้ต่ำกว่า 50% ให้ได้ภายในปี 2568 อายิโนะโมะโต๊ะ เป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารที่ใช้วัตถุดิบหลายชนิดจากภาคการเกษตร อาทิ แป้งมันสำปะหลัง เมล็ดกาแฟ และนมวัว ดังนั้น การควบคุมดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยนำหลักการประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งเริ่มตั้งแต่การควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ การดูแลเก็บรักษาวัตถุดิบ การควบคุมใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าและเกิดของเสียจากกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด ไปจนถึงการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพดีที่สุด นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมอื่นๆที่ช่วยลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารเช่น การบริหารการจัดซื้อวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ การประมาณการใช้วัตถุดิบตามความจำเป็น และการวางแผนการผลิตให้เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์ในตลาดอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดของเสียจากการหมดอายุของผลิตภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตเกิดของเสียน้อยที่สุด ตลอดจนการควบคุม ดูแลและปรับปรุงการจัดส่งและการกระจายสินค้าเพื่อลดการชำรุดเสียหายของผลิตภัณฑ์จนเกิดเป็นของเสียอีกด้วย” นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมจาก UN Environment Programme (UNEP) และอาจารย์ด้านการพัฒนายั่งยืน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ข้อสังเกตจากรายงานล่าสุดของ UNEP เรื่อง ‘การใช้เทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัล (Green and Digital Technology) ในการลดขยะอาหารในภาคครัวเรือน’ พบว่า ที่มาของขยะอาหารภาคครัวเรือนมีความซับซ้อนจากหลายปัจจัยที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น ทัศนคติส่วนตัว ระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้การศึกษาพฤติกรรมและการเก็บข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบาย โดยในส่วนของเทคโนโลยีเพื่อการลดขยะอาหาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ 1) ‘สีเขียว’ เช่น การกักเก็บอาหาร 2) ‘ดิจิทัล’ เช่น แอปพลิเคชันแชร์อาหารเหลือ และ 3) ‘IOT’ เช่น บรรจุภัณฑ์และการติดฉลากแบบสมาร์ท อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ต้องครอบคลุมและเชื่อมโยงปัจจัยต่างๆเช่น นโยบายและกฎเกณฑ์ มาตรการด้านภาษี การร่วมมือแบบสมัครใจ และการให้ข้อมูล โดยจะต้องมีการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก” น.ส.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและผู้ช่วยเลขาเครือข่ายการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Thai SCP Network) กล่าวว่า “ปัญหาขยะอาหารเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมเมือง ซึ่งเป็นสังคมการบริโภคมากกว่าการผลิต มีพื้นที่น้อย มีความซับซ้อนของสังคมและระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการกำจัดขยะอาหาร จากการศึกษาพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายและแผนการลดขยะอาหารที่ชัดเจน ใช้มาตรการจูงใจและควบคุมให้เกิดการลดและคัดแยกขยะอาหารที่ต้นทาง เตรียมการและทดลองใช้มาตรการควบคุมการทิ้งขยะอาหารจากแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ อาทิ ตลาด ศูนย์อาหาร อาคารชุด ซูเปอร์มาร์เกต รวมทั้ง ระดมความร่วมมือจากองค์กรภาคเอกชนและกลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิตอาหาร จัดจำหน่ายสินค้าอาหาร และให้บริการที่พักและจัดเลี้ยง ในการลดขยะอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว พื้นที่อุตสาหกรรม และเมืองใหญ่ต่างๆ”