"กมธ.พลังงาน" หนุน กฟผ.ทำโซลาร์ลอยน้ำ 5 พันเมกะวัตต์ ชูเขื่อนสิรินธรที่เดียว ลด CO2. เกือบ 5 หมื่นตัน
กมธ.พลังงานหนุน กฟผ.ทำโซลาร์ลอยน้ำ เพิ่มจากเดิม 2,750 เมกะวัตต์เป็น 5,000 เมกะวัตต์ เน้นสร้างความความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ชู! โครงการโซล่าร์ลอยน้ำเขื่อนสิริธร แห่งเดียวลด CO2. ได้ถึง 47,000 ตัน/ปี ด้าน บี ด้าน บี.กริม เพาเวอร์/ไซ่น่า เอนเนอยี่ เตรียมยื่นประมูลคว้าโซล่าร์ลอยน้ำโครงการใหม่ต่อ ย่ำต้องการมีส่วนร่วมสร้างมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ และต้องการให้คนไทยใช้ไฟฟ้าราคาถูก และมีคุณภาพ
นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ประธานกรรมาธิการการพลังงาน,นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ รองประธานคณะกรรมาธิการ,นายสมเกียรติ วอนเพียร รองประธานคณะกรรมาธิการ,นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการและคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมชมโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิริธร ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 45 เมกะวัตต์ ก่อนดำเนินการต่อในเขื่อนอื่นๆของ กฟผ.ให้ครบ 2,725 เมกะวัตต์ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 (PDP2018) โดยสามารถเริ่มดำเนินการปล่อยกระแสไฟได้ในเดือนธันวาคม พร้อมกับเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมความงานของโซลาร์ลอยน้ำที่ใหญ่ในโลกได้ต้นปีหน้า
โดยที่ผ่านมา กฟผ.ได้ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี พัฒนาโครงการแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญของจังหวัด โดยก่อสร้างเส้นทางเดินชมธรรมชาติ (Nature Walkway) ความยาว 415 เมตร เพื่อให้ประชาชนได้เดินชมความสวยงามของทิวทัศน์ได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดกลับมาคึกคัก ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนซึ่งคาดการณ์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 500 ล้านบาท
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ลอยน้ำที่เขื่อนสิรินธร เป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของ กฟผ. ที่ได้นำพลังงานหมุนเวียนสองประเภทจาก “พลังงานแสงอาทิตย์” และ “พลังน้ำ” มาผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน หรือเรียกว่า ระบบไฮบริด เพื่อลดข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่การผลิตไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ พัฒนาระบบควบคุมและบริหารจัดการพลังงาน เพื่อบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งสองชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องยาวนาน และเสริมความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 760 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่ผิวน้ำไม่ถึงร้อยละ 1 ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนทุ่นลอยน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ บนพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 450 ไร่ แผงโซลาร์เซลล์เป็นชนิดดับเบิลกลาส (Double Glass) สามารถทนต่อความชื้นสูงได้ดี ทำให้ไม่มีสิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ทุ่นลอยน้ำเป็นชนิด HDPE (High Density Polyethylene) เป็นวัสดุชนิดเดียวกับท่อส่งน้ำประปา จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ โครงการแห่งนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ประมาณ 47,000 ตัน/ปี หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 37,600 ไร่ นอกจากนี้ การติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์และทุ่นลอยน้ำที่ปกคลุมผิวน้ำ ยังช่วยลดการระเหยของน้ำได้ประมาณ 460,000 ลบ.ม./ปี
“กรรมาธิการการพลังงาน ส่งเสริมและสนับสนุน โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ที่ กฟผ.ดำเนินการเขื่อนที่ กฟผ. กำกับดูแลอยู่ จากที่ได้ตรวจเยี่ยมโครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นสร้างความมั่นด้านพลังงานให้กับประเทศแล้ว ยังสร้างประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรเดิม ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งยังแหล่งเรียนรู้พลังงานหมุนเวียน และจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ช่วยสร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้กับชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดในภาพรวมอีกด้วย พร้อมกันนั้น กฟผ. จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า ตามอัตราที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด ชุมชนสามารถนำเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาท้องถิ่นในด้านต่างๆเช่น ด้านคุณภาพชีวิต ด้านอาชีพ การเกษตร การศึกษา และด้านสุขภาพ กฟผ. ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อสนับสนุนด้านการส่งเสริมอาชีพของชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กลุ่มประมง กลุ่มย้อมผ้าทอมือ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากปลาซิวแก้ว กลุ่มจักสานไม้ไผ่ กลุ่มเรือ-แพท่องเที่ยว เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน”
โดยในการพัฒนาโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ในลักษณะนี้ กฟผ.ได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และตอบสนองการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศให้มากที่สุด จากเดิมที่ กฟผ.ได้เตรียมแผนพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดบริเวณเขื่อนอื่นๆของ กฟผ. อีก 9 เขื่อนทั่วประเทศ กำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 2,725 เมกะวัตต์ นั้น จากความสำเร็จในโครงการโซลาร์ลอยน้ำที่เขื่อนสิรินทร แบบก้าวข้ามขีดจำกัดของพลังงานหมุนเวียน เพื่อการสร้างเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน ทาง กฟผ.เตรียมเสนอเพื่อขอความเห็นชอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวขยายการผลิตไฟฟ้าจากเดิม 2,725 เมกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างมั่นคงของพลังงานไทย และการแก้ปัญหาสภาพอากาศ ที่สำคัญคือ เพื่อให้คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ราคาถูก
นายไพทูร ไพศาลสุขวิทยา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการ (พลังงานทดแทนและโครงการผสมผสาน) บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดที่ เขื่อนสิริธร นั้น เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท บี.กริม เพาเวอร์จำกัด(มหาชน) และบริษัทไชน่าเอนเนอยี่ จำกัด จากประเทศจีน เข้ามาทำการพัฒนาและก่อสร้างโครงการนี้ ที่บริษัททำการประมูลก่อสร้าง 842 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ต่ำมาก สาเหตุที่เราประมูลราคาต่ำขนานนี้ เพราะว่าทางบริษัทต้องการให้การบริหารจัดการโครงการมีราคาต้นทุนที่ต่ำ ความมั่นคง พี่น้องประชาชนจะได้ใช้พลังงานในราคาถูก ประเทศลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
“ที่ผ่านมาการดำเนินโครงการนี้เราได้ทำการส่งกระแสไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค.2564 จำนวน 45 เมกะวัตต์ สำหรับการก่อสร้างโครงการที่ผ่านมีปัญหาอุปสรรคบ้างเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากความล่าช้าของการจัดส่งวัสถุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 และการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งสินค้า ทั้งนี้จากการที่ กฝผ.มีแผนที่จะขอการผลิตเพิ่มเติมจาก 2,750 เมกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกะวัตต์ ทางบริษัทได้เตรียมความพร้อมในการประมูลและเตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์วัสดุในการติดตั้ง ที่มีคุณภาพและราคาตามสเปคที่กำหนดเอาไว้ของ กฟผ. โดยเฉพาะโครงการต่อไปที่เปิดประมูลในปลายปีนี้ หรือต้นปี 65 ที่เขื่อนอุบลรันต์ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 24 เมกะวัตต์ โดยการประมูลที่เขื่อนอุบลรันต์นี้ กฟผ.ได้กำหนดเพิ่มระบบกับเก็บพลังงานเพื่อสร้างความมั่นของพลังงานที่ผลิตได้เข้าด้วย และแน่นอนที่สุดบริษัทและพันธมิตรคู่ค้าอย่างไซ่น่าเอนเนอยี่ ยังคงยึดมั่นในแนวทางเดิมคือ ประมูลในราคาที่เหมาะสม และมีคุณภาพ เพื่อสร้างมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ เพื่อคนไทยใช้ไฟฟ้าที่ถูกและมีคุณภาพ”
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ลอยน้ำที่เขื่อนสิรินธร เป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของ กฟผ. ที่ได้นำพลังงานหมุนเวียนสองประเภทจาก “พลังงานแสงอาทิตย์” และ “พลังน้ำ” มาผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน หรือเรียกว่า ระบบไฮบริด เพื่อลดข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่การผลิตไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ พัฒนาระบบควบคุมและบริหารจัดการพลังงาน เพื่อบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งสองชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องยาวนาน และเสริมความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 760 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่ผิวน้ำไม่ถึงร้อยละ 1 ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนทุ่นลอยน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ บนพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 450 ไร่ แผงโซลาร์เซลล์เป็นชนิดดับเบิลกลาส (Double Glass) สามารถทนต่อความชื้นสูงได้ดี ทำให้ไม่มีสิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ทุ่นลอยน้ำเป็นชนิด HDPE (High Density Polyethylene) เป็นวัสดุชนิดเดียวกับท่อส่งน้ำประปา จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ โครงการแห่งนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ประมาณ 47,000 ตัน/ปี หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 37,600 ไร่ นอกจากนี้ การติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์และทุ่นลอยน้ำที่ปกคลุมผิวน้ำ ยังช่วยลดการระเหยของน้ำได้ประมาณ 460,000 ลบ.ม./ปี
“กรรมาธิการการพลังงาน ส่งเสริมและสนับสนุน โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ที่ กฟผ.ดำเนินการเขื่อนที่ กฟผ. กำกับดูแลอยู่ จากที่ได้ตรวจเยี่ยมโครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นสร้างความมั่นด้านพลังงานให้กับประเทศแล้ว ยังสร้างประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรเดิม ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งยังแหล่งเรียนรู้พลังงานหมุนเวียน และจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ช่วยสร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้กับชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดในภาพรวมอีกด้วย พร้อมกันนั้น กฟผ. จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า ตามอัตราที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด ชุมชนสามารถนำเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาท้องถิ่นในด้านต่างๆเช่น ด้านคุณภาพชีวิต ด้านอาชีพ การเกษตร การศึกษา และด้านสุขภาพ กฟผ. ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อสนับสนุนด้านการส่งเสริมอาชีพของชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กลุ่มประมง กลุ่มย้อมผ้าทอมือ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากปลาซิวแก้ว กลุ่มจักสานไม้ไผ่ กลุ่มเรือ-แพท่องเที่ยว เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน”
โดยในการพัฒนาโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ในลักษณะนี้ กฟผ.ได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และตอบสนองการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศให้มากที่สุด จากเดิมที่ กฟผ.ได้เตรียมแผนพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดบริเวณเขื่อนอื่นๆของ กฟผ. อีก 9 เขื่อนทั่วประเทศ กำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 2,725 เมกะวัตต์ นั้น จากความสำเร็จในโครงการโซลาร์ลอยน้ำที่เขื่อนสิรินทร แบบก้าวข้ามขีดจำกัดของพลังงานหมุนเวียน เพื่อการสร้างเสถียรภาพให้กับพลังงานหมุนเวียน ทาง กฟผ.เตรียมเสนอเพื่อขอความเห็นชอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวขยายการผลิตไฟฟ้าจากเดิม 2,725 เมกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างมั่นคงของพลังงานไทย และการแก้ปัญหาสภาพอากาศ ที่สำคัญคือ เพื่อให้คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ราคาถูก
“ที่ผ่านมาการดำเนินโครงการนี้เราได้ทำการส่งกระแสไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค.2564 จำนวน 45 เมกะวัตต์ สำหรับการก่อสร้างโครงการที่ผ่านมีปัญหาอุปสรรคบ้างเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากความล่าช้าของการจัดส่งวัสถุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 และการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งสินค้า ทั้งนี้จากการที่ กฝผ.มีแผนที่จะขอการผลิตเพิ่มเติมจาก 2,750 เมกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกะวัตต์ ทางบริษัทได้เตรียมความพร้อมในการประมูลและเตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์วัสดุในการติดตั้ง ที่มีคุณภาพและราคาตามสเปคที่กำหนดเอาไว้ของ กฟผ. โดยเฉพาะโครงการต่อไปที่เปิดประมูลในปลายปีนี้ หรือต้นปี 65 ที่เขื่อนอุบลรันต์ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 24 เมกะวัตต์ โดยการประมูลที่เขื่อนอุบลรันต์นี้ กฟผ.ได้กำหนดเพิ่มระบบกับเก็บพลังงานเพื่อสร้างความมั่นของพลังงานที่ผลิตได้เข้าด้วย และแน่นอนที่สุดบริษัทและพันธมิตรคู่ค้าอย่างไซ่น่าเอนเนอยี่ ยังคงยึดมั่นในแนวทางเดิมคือ ประมูลในราคาที่เหมาะสม และมีคุณภาพ เพื่อสร้างมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ เพื่อคนไทยใช้ไฟฟ้าที่ถูกและมีคุณภาพ”