ขบวนการจ้องล้ม สรรหา กสทช.รอเวลาบิ๊กดีลพ้นเงื่อนไขเว้นวรรค
ยังไม่เลิกราง่ายๆ สำหรับขบวนการจ้องล้มการสรรหา กสทช. ที่คนใกล้ชิดรัฐบาลพยายามใช้ทุกวิถีทางซื้อเวลาให้ผู้ใกล้ชิดบิ๊กรัฐบาล ซึ่งถูกวางตัวให้เป็น ประธาน กสทช. แต่คุณสมบัติขัดต่อการเป็น กสทช.เนื่องจากปัจจุบันเป็นกรรมการขององค์กรรัฐวิสาหกิจผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประเภทที่ 3 ของ กสทช.
โดยที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจของฝ่ายบริหารไม่สามารถจะใช้มติของคณะรัฐมนตรี เพื่อล้มกระบวนการสรรหา กสทช.ได้ เพราะเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารแทรกแซงองค์กรอิสระซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงได้เปลี่ยนแผนวิธีการกระบวนการสรรหา กสทช.โดยใช้อำนาจของวุฒิสภาให้รีบลงมติให้รับกฎหมายฉบับใหม่ให้ผ่านโดยเร็ว เพื่อเป็นข้ออ้างให้ล้มกระบวนการสรรหาแล้วให้บอร์ดชุดเดิมรักษาการออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปีเพื่อให้คนของตัวเอง พ้นเงื่อนไขว่าต้องเว้นวรรคอย่างน้อย 1 ปี จากนั้นจะสมัครได้ตาม พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ซึ่งทำให้บอร์ด กสทช ชุดปัจจุบันรักษาการไปเรื่อยและได้ต่ออายุรักษาการกรรมการ กสทช.มากว่า 3 ปีแล้ว
แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยว่า ผู้มีอำนาจของฝ่ายบริหารได้มีการแทรกแซง โดยมีการประสานงานกับ ส.ว.บางคน ให้รีบนำร่าง พ.ร.บ.กสทช เข้าสู่ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญอย่างเร่งรีบในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564 และนัด 8 ส.ว.ผู้เตรียมแปรญัตติเครียร์ในชั้นประชุมนี้เพื่อให้วุฒิสภารับร่าง พ.ร.บ.กสทช. โดยไม่ต้องมีการแปรญัตติใดๆ แม้ว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่สำคัญซึ่ง ส.ว.หลายท่านได้อภิปรายในการประชุมสภาร่วมไว้ว่าไม่เห็นด้วยกับร่าง พรบ.กสทช.ฉบับร่างของ สส.อยู่หลายประเด็น
ทั้งนี้ วุฒิสภาลงมติรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.กสทช.ที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ แม้จะลงมติรับ แต่ในสาระยังมีข้อขัดแย้งที่ส่อแววว่า จะไม่ยอมเห็นชอบเนื้อหา เพราะมีจุดอ่อนที่อาจทำให้เกิดปัญหา การประชุมวุฒิสภาช่วงเย็นเมื่อ 8 ธันวาคม 2563 วาระพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่...) พ.ศ....หรือ พ.ร.บ.กสทช.ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติผ่านการพิจารณา แม้ว่า วุฒิสภา จะลงมติรับหลักการ ด้วยเสียง 159 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียงและงดออกเสียง 3 เสียง แต่ในรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.กสทช.นั้นมีข้อท้วงติงจาก ส.ว.อย่างน้อย 3 ประเด็นหลักๆคือ 1.สเปคของ “กรรมการ กสทช.” ทั้ง 7 คนที่ 4 ใน 7 กำหนดให้มาจากด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 1 คน,ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 1 คน,ด้านอื่นๆ 2 คน
โดย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์. ส.ว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม(ไอซีที) ที่วุฒิสภามอบหมายให้ศึกษา อภิปรายให้ข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.กสทช.ปี 2553 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติไว้ 7 ด้าน ซึ่งร่างที่สภาฯแก้ไขและตัดออก ทั้งด้านวิศวกรรม,ด้านเศรษฐศาสตร์,ด้านกฎหมายนั้นล้วนมีเหตุผลและที่มาที่ไป “หากกรรมการกสทช. ไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรม ด้านกฎหมาย การเจรจาต่อรอง ด้านคลื่นความถี่ดาวเทียม กฎหมายระบบเทคโนโลยี อาจเสียเปรียบเอกชน ขณะที่ด้านเศรษฐศาสตร์นั้นจำเป็น เพราะการนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติชาติต้องดูเรื่องคุ้มค่าการให้ประโยชน์กับประชาชน ผู้รับบริการ มากที่สุด"
ส่วนร่างที่แก้ไข และกำหนดว่า ให้เป็นด้านอื่นๆน อาจจะเปิดช่องให้นอมินีพรรคการเมือง,นายทุนบริษัทโทรคมนาคมเข้ามา และเกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวง พร้อมทั้งเสนอให้ พิจารณาแก้ไขในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้เพื่อความรอบคอบทั้งประเด็นคุณสมบัติ และประเด็นที่ว่าด้วยการให้สรรหา กสทช.ชุดใหม่ เมื่อกฎหมายใหม่บังคับใช้ เพื่อไม่ให้กฎหมายเดินหน้า และกระบวนการพิจารณาของ กสทช.ไม่มีปัญหา
วัดใจกับบทบาทหน้าที่ของ สว.จะยอมปล่อยผ่านให้ร่าง พรบ.กสทช.ฉบับร่างของ สส.ผ่านโดยมิได้มีการแปรญญัติและพิจารณาทุกประเด็นที่ยังเป็นปัญหาเพื่อล้มกระบวนการสรรหาที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะผลที่ตามมานอกจากจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อกิจการกระจายเสียง กิจการการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติ และประชาชนแล้วยังขัดรัฐธรรมนูญที่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารสั่งนิติบัญญัติได้ …. เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ส.ว.ผู้ทรงเกียรติคงจะเหลือเพียงแค่หุ่นเชิดและไร้ศักยภาพอย่างที่กระแสสังคมได้เคยปรามาสไว้!!