ทล.สืบสานพระราชดำริในหลวงร.9 ยกระดับ “หญ้าแฝกในงานทาง” ผสานเทคโนโลยี ต่อยอด “หมอนข้างคนจน” สู่ทางหลวงสีเขียว

เทคโนโลยี28 ส.ค. 2569 • 01:02 น.
ทล.สืบสานพระราชดำริในหลวงร.9 ยกระดับ “หญ้าแฝกในงานทาง” ผสานเทคโนโลยี ต่อยอด “หมอนข้างคนจน” สู่ทางหลวงสีเขียว

กรมทางหลวง โดยคณะทำงานด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้หญ้าแฝกในงานทางเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะผิวหน้าดินตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมนำเสนอผลสำเร็จด้านการใช้ “หญ้าแฝกในงานทาง” ภายในโครงการสัมมนาผลสำเร็จด้านการส่งเสริม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิชัยพัฒนา เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการสัมมนาฯ และปาฐกถาพิเศษ ในการนี้ ดร.อรรถสิทธิ์ สวัสดิ์พานิช วิศวกรใหญ่ด้านวิจัยและพัฒนา ประธานคณะทำงานฯ ดร.พลเทพ เลิศวรวนิช ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนางานทาง  นายสิทธิโชค ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่4 นายศราวุฒิ ภู่ชินาพันธ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงตากที่ 1 และดร.อัคคพัฒน์ สว่างสุรีย์ วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ เลขานุการคณะทำงานฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้าร่วมพิธีเปิด ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร 

ทล2
ทล2

โครงการสัมมนาฯ ดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม 2569 เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ แลกเปลี่ยนผลสำเร็จ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนขยายผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริไปสู่หน่วยงานและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทล4
ทล4

ภายในงาน ดร.อัคคพัฒน์ สว่างสุรีย์ วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ ผู้แทนกรมทางหลวง ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การสนองพระราชดำริและขับเคลื่อนการส่งเสริมและเผยแพร่การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกด้านทรัพยากรธรรมชาติ” โดยนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หญ้าแฝกในภารกิจงานทาง ซึ่งกรมทางหลวงเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 พร้อมทั้งศึกษาวิจัย พัฒนา และส่งเสริมการใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการใช้หญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภารกิจของกรมทางหลวง

โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมทางหลวงได้จัดทำพื้นที่นำร่องในความรับผิดชอบของสำนักงานทางหลวงที่ 1 (เชียงใหม่) และสำนักงานทางหลวงที่ 4 (ตาก) เพื่อพัฒนาแนวทางการใช้หญ้าแฝกในงานทางให้มีมาตรฐานและเป็นระบบ พร้อมต่อยอดและขยายผลไปยังพื้นที่ทางหลวงทั่วประเทศ

นอกจากการใช้กลไกทางธรรมชาติ และองค์ความรู้ด้านชีววิศวกรรมปฐพีแล้ว กรมทางหลวงยังนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงาน โดยบูรณาการข้อมูลการปลูกและการใช้หญ้าแฝกเข้ากับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของกรมทางหลวง (Highway Disaster Management System: HDMS) ดำเนินการโดยสำนักบริหารบำรุงทาง เพื่อจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมมุ่งพัฒนาการต่อยอดฐานข้อมูลสำหรับใช้ประกอบแบบจำลองวิเคราะห์และพยากรณ์พื้นที่เสี่ยงต่อดินถล่มและภัยพิบัติในเขตทาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนป้องกัน เฝ้าระวัง และลดผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

ในโอกาสเดียวกันนี้ กรมทางหลวงได้ร่วมนำเสนอผลงานภายในนิทรรศการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริหญ้าแฝก : ดินน้ำอุดม ประชาร่มเย็น” ในชื่อผลงาน “หมอนข้างคนจน” โดยหมวดทางหลวงท้องฟ้า แขวงทางหลวงตากที่ 1 ซึ่งเป็นหมอนกันดินจากวัสดุธรรมชาติที่ผลิตจากหญ้าพง วัชพืชท้องถิ่นริมทางที่ต้องตัดออกเพื่อไม่ให้บดบังระยะการมองเห็นและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ ก่อนนำมาวางร่วมกับการปลูกหญ้าแฝกบริเวณลาดคันทางบนทางหลวงหมายเลข 1175 บริเวณ กม.44 เพื่อชะลอความเร็วของน้ำ ดักจับตะกอน ลดการสูญเสียหน้าดิน และช่วยป้องกันต้นหญ้าแฝกในระยะแรก ก่อนที่ระบบรากจะเติบโตและทำหน้าที่ยึดหน้าดินในระยะยาว

เมื่อหมอนกันดินจากหญ้าพงย่อยสลาย ยังกลายเป็นอินทรียวัตถุช่วยบำรุงดินและส่งเสริมการเจริญเติบโตของหญ้าแฝก นับเป็นการเปลี่ยนวัชพืชริมทางให้เป็นทรัพยากรที่เกิดประโยชน์ ลดวัสดุเหลือทิ้ง และเพิ่มคุณค่าให้แก่งานบำรุงทางตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สะท้อนภูมิปัญญาเรียบง่ายภายใต้แนวคิด “ใช้ธรรมชาติดูแลธรรมชาติ” จากวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ สู่แนวทางปกป้องผืนดิน เสริมความปลอดภัย และพัฒนาทางหลวงสีเขียวให้พร้อมรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างยั่งยืน

กรมทางหลวงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริด้านหญ้าแฝก ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ระบบหญ้าแฝกเป็นมาตรฐานของวิศวกรรมงานทาง ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางหลวงให้มีความมั่นคง ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน