จุฬาฯ เปิดยุทธศาสตร์พัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ปักหมุดที่น่านและอันดามัน

ท่องเที่ยว10 มิ.ย. 2562 • 09:26 น.
จุฬาฯ เปิดยุทธศาสตร์พัฒนาท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ปักหมุดที่น่านและอันดามัน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สร้างศักยภาพท้องถิ่นและชุมชนด้วยนวัตกรรม ปักหมุดที่จังหวัดน่านและแถบอันดามัน เป็นพื้นที่ต้นแบบ พร้อมกันนี้ได้ผนึกกำลังของนักวิจัยจากสหสาขาวิชาจาก 11 คณะและสถาบันภาคีเครือข่าย สร้างมิติความร่วมมือ 4 ประสาน รัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวสู่ชุมชนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและสังคมไทยอย่างยั่งยืน สำหรับ โครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในพื้นที่จังหวัดน่านถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยของเครือข่ายวิชาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่บูรณาการศาสตร์ความรู้และความเชี่ยวชาญต่าง ๆ มีเป้าหมายหลักให้เกิดการพัฒนายกระดับคุณภาพด้านการท่องเที่ยวสู่ชุมชนโดยใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ซึ่งมิติใหม่ของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในระยะต่อไปน่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการเติบโตในเชิงคุณภาพมากกว่าการเพิ่มของจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่เมืองรองและชุมชน ดังนั้นทาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันเอเชียศึกษา จึงได้จัดทำโครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Development of Creative Tourism) โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการสร้างเสริมพลังจุฬาฯ ก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 จำนวน 54.4 ล้านบาท ประกอบด้วยชุดโครงการ 2 ชุด ได้แก่ ชุดโครงการที่ 1 การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่จังหวัดน่าน ชุดโครงการที่ 2 การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ3 ปี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 สำหรับ โครงการชุดที่ 1 พื้นที่จังหวัดน่าน ประกอบด้วย 8 โครงการย่อย ซึ่งคณะผู้วิจัยจะทำการศึกษาการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดน่านในบริบทเชิงธรรมชาติสุขภาพและวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยว การผลิตสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ โดยใช้ภูมิปัญญาและต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อให้ชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อยกระดับและเพิ่มศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ทั้งในด้านการจัดการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดน่าน การจัดการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอิสระชาวจีนที่จะมาท่องเที่ยวในจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น เมื่อการเดินทางระหว่างน่านและหลวงพระบางสะดวกขึ้นในอนาคตอันใกล้ ส่วน โครงการชุดที่ 2 ดำเนินการในพื้นที่ครอบคลุมฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย 4 โครงการย่อย โดยจะทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเบื้องต้นเกี่ยวกับชาวเล คนไทยพลัดถิ่น และกลุ่มชาติพันธุ์ในมะริด จัดทำเอกสารสื่อความหมายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว สร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบของศูนย์วัฒนธรรมหรือพิพิธภัณฑ์ ภายใต้กรอบแนวคิดการมีส่วนร่วมในชุมชนยกระดับและเพิ่มศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยการจัดการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวระหว่างอันดามันและเมียนมา รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชน และสร้างพื้นที่สื่อสารระหว่างชุมชน นักท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะ ขณะที่ นายนิวัฒน์ งามธุระ ปลัดจังหวัดน่าน กล่าวว่า แนวทางการดำเนินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดน่าน (พ.ศ. 2561 – 2565) ซึ่งได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้จังหวัดน่านเป็น เมืองแห่งความสุข เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ธรรมชาติสมบูรณ์ การเกษตรมั่งคั่ง ชุมชนเข้มแข็ง ท่องเที่ยวยั่งยืนโดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยใช้องค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการท่องเที่ยว เน้นจุดมุ่งหมายปลายทางของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว เพิ่มมากขึ้น 5% มีการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดเพื่อเพิ่มการท่องเที่ยวนอกฤดูกาล ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ในปี 2561 มีมูลค่า 2,666.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น8.25% เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งมีรายได้รวม 2,462.93 ล้านบาท