ถึงฉันจะโดดเดี่ยว แต่ก็ยังอยากอยู่คนเดียวอยู่ดี (Het verangen van de egel) “ความเหงาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา...แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะเข้าใจมันอย่างแท้จริง”

วาไรตี้10 มี.ค. 2566 • 23:30 น.
ถึงฉันจะโดดเดี่ยว แต่ก็ยังอยากอยู่คนเดียวอยู่ดี (Het verangen van de egel) “ความเหงาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา...แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะเข้าใจมันอย่างแท้จริง”

ปากกาขนนก/สกุล บุณยทัต

“ในเนื้อในของชีวิต ความเหงามักจะแทรกลึกสร้างบาดแผลทางความรู้สึกแก่หัวใจของเราเสมอ...มันอาจคือสัญชาตญาณแห่งความหวาดวิตกที่ฝังลึกหรือกระทั่งเป็นความไร้สติของจิตวิญญาณที่ไร้สาระ...ทั้งหมดย่อมเกิดขึ้นได้ในรูปรอยของความเป็นตัวตน เป็นภาพร่างของสำนึกคิดที่ติดตรึงอันยากจะสลัดหลุด  หลายๆขณะมันคือชนวนระเบิดแห่งความทุกข์เศร้า แต่อีกหลายๆขณะมันก็เป็นเพียงเรื่องชวนหัวที่สมควรสลัดทิ้ง..แต่ทุกสิ่งอันบังเกิดขึ้นจากความเป็นไปในมิตินี้ ก็คือผลลัพธ์อันยอกย้อนเกินกว่าจะพิพากษาออกมา..เป็นความถูกผิดอันถาวรได้”

นี่คือสาระสำคัญ..ที่ได้รับอย่างมีความหมายยิ่ง จากการได้อ่านหนังสือที่ระบุถึงว่า..ความเหงาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา...แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความเหงาอย่างแท้จริง..

“ถึงฉันจะโดดเดี่ยว แต่ก็ยังอยากอยู่คนเดียวอยู่ดี” (Het vertagen van de egel) งานประพันธ์ของ “โทน เทลเลอเฆิน”นักเขียนชาวดัตช์ ที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งเป็น นักเขียน กวี และ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป..เขามักเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ที่มีลักษณะเป็นมนุษย์ ซึ่งแฝงไว้ด้วยแง่คิดทางปรัชญา โดยผลงานที่มีลักษณะโดดเด่นและเป็นตัวของตัวเองดังกล่าวนี้..ได้รับรางวัลมาแล้วมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับสากล..

เรื่องราวของ “เม่นแคระ” ขี้เหงาตัวหนึ่ง...ที่แม้จะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็ตัดสินใจที่จะเลือกอยู่โดยลำพัง จนวันหนึ่งเขานึกอยากจะชวนสัตว์อื่นไปมาเที่ยวบ้านก็เลยเริ่มเขียนจดหมายเชิญ แต่ทว่าเขากลับกังวลไปต่างๆนานา...จนไม่อาจส่งจดหมายเชิญนั้น ออกไปถึงใครได้เสียที..

ว่ากันว่า..เนื่องเพราะแท้จริงแล้ว ไม่ว่าใครหรือสิ่งใด รวมทั้งตัวของเราทุกคน ต่างก็ล้วนตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ยอมแน่ใจกับอะไรสักอย่าง เอาแต่คิดฟุ้งซ่านกระจัดกระจายไปโดยลำพัง ...

จริงๆแล้ว...เราทุกคนต่างกลัวการถูกปฏิเสธ แต่ขณะเดียวกันก็ยังโหยหาและปรารถนาในไออุ่นจากผู้อื่นเหมือนเจ้าเม่นแคระตัวนี้กันทั้งนั้น...

..และความเหงา ตลอดจนความคิดมากใดๆก็อาจไม่ใช่เรื่องแย่อย่างที่เราชอบจะเข้าใจกัน

“ความสุขของผู้ที่ชอบอยู่ตามลำพังนั้น..อาจเป็นเพียงการได้ใช้ความคิดเงียบๆกับตัวเองในห้องใดห้องหนึ่ง ท่ามกลางสังคมอันสลับซับซ้อนและวุ่นวาย..เท่านั้นเอง” ความคิดที่จะเชิญใครๆมาเยี่ยมที่บ้านของเม่นแคระ เต็มไปด้วยแผนการ เขาไม่รู้สึกวางใจใคร นั่นจึงทำให้ความไม่จริงใจเกิดขึ้นในใจเขาอย่างท่วมท้น..มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้สัมพันธภาพเกิดขึ้นมาอย่างงดงามและบริสุทธิ์ได้...ลักษณาการและเจตจำนงของเม่นเเคระจึงคล้ายกับ"คนเจ้าเล่ห์" ที่มีแต่ตัวตนหลงสับสนอยู่ในตัวตนอันพร่ามัวของตนเพียงนั้น..

ตัวอย่างเช่น...เขาคิดว่าจะต้องปรับปรุงบ้าน หากต้องการให้มีใครมาเยี่ยม....เขานอนอยู่บนเตียงและจินตนาการว่า..จะจัดห้องโถงสำหรับผู้มาเยือนเผื่อพวกนั้นไม่ได้มาแยกกัน แต่มาพร้อมกันหมดทุกตัว เพราะพวกเขาต่างคิดว่าตัวเองเป็นสัตว์ตัวเดียวที่ได้รับเชิญ...

“ห้องรับแขก” ทุกคนจะสามารถเดินไปรอบๆและนั่งอยู่ในนั้นได้..ที่มุมหนึ่งเขาจะสร้างบ่อน้ำสำหรับสัตว์ที่ชอบมาเยี่ยมเยียนใต้น้ำ เช่น ปลาหมอไพค์ ปลาคาร์ฟ และ ปลาเหล็กใน..เขาจะสร้างห้องให้ตัวเองด้านหลังห้องรับแขก และไม่อนุญาตให้ผู้มาเยี่ยมไปที่นั่น เขาจะเเขวนป้ายหน้าประตู ซึ่งเขียนว่า.

“ห้องสำหรับฉันเท่านั้น ห้ามเคาะ ห้ามเข้าไปข้างใน”..เม่นแคระ..เขาคิดว่า ..เขาจะหลบไปพักใจอยู่ในนั้นได้ เขาจะเจาะรูเล็กๆบนผนังเผื่อมองดูผู้มาเยี่ยมเยือนได้..บางทีพวกนั้นทุกตัวอาจจะยืนอยู่ในห้องรับแขก และต่างก็ถามกันว่า.. “เม่นแคระอยู่ที่ไหนกันแน่ เรามาเยี่ยมเขาแล้วไม่ใช่หรือไง..เขาไม่ได้อยู่อาศัยที่นี่หรอกเหรอ”

“เอ่อ..ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” จากนั้นเขาก็จะตะโกนว่า.. “เดี๋ยวฉันจะไปที่นั่น” แต่เขาก็จะไม่ไปในอีกเดี๋ยว และถ้าพวกนั้นเคาประตู เขาก็จะตะโกนว่า “เดี๋ยวก่อน” ในตอนท้ายของฉัน..ผู้ที่มาเยี่ยมก็อาจจะจากไปโดยไม่ได้เจอเขาเลย และเขาก็จะเดินไปรอบๆห้องรับแขกอันกว้างใหญ่เพียงลำพัง อันที่จริง...นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด เดินไปรอบๆเพียงลำพัง การเยี่ยมเยือนเป็นเรื่องรอง..เป็นการคั่นเวลา..มดเคยบอกเขาเช่นนั้น บางทีเขาอาจเขียนลงไปในจดหมายด้วย

“พวกเธอคือตัวคั่นเวลา ในชีวิตของฉัน” แต่พวกนั้นอาจไม่รู้ก็ได้ว่า..ตัวคั่นเวลาคืออะไร พวกเขาคงคิดว่ามันเป็นเสียงอะไรสักอย่าง และนำแตรกับกลองขนาดใหญ่มาด้วย จากนั้นก็จะส่งเสียงร้องกันตั้งแต่..ยังไม่ถึงละแวกบ้านเขา..เสียด้วยซ้ำ..

ลักษณะและทัศนคติอันคับแคบของเจ้า “เม่นแคระ” ดูไม่เป็นคุณต่อโลกแห่งชีวิตของเขาเลย มันวกวนอยู่กับการปิดกั้นจิตใจและวิถีแห่งตัวตนของตน จนกลายกลับเป็นชีวิตที่ไม่ก้าวหน้า และ จริงใจกับใคร..มันจึงเป็นรากฐานของคนที่จมปลักกับตัวเอง ไร้สังคม และ สญสิ้นสัมพันธภาพอันเบิกบาน การครุ่นคิดเวียนวนอยู่กับอัตตาของตัวเอง  เท่ากับเป็นการปิดกั้น โลกทัศน์และชีวทัศน์ เอาไว้กับความมืดมนอย่างน่าเสียดาย..และนั่นคือชะตากรรมอันจำยอม ที่ชีวิตจำต้องดิ้นรนเพื่อจะเรียนรู้ถึงการหลุดพ้นอย่างจริงจังแท้จริง..ด้วยแบบอย่างแห่งประสบการณ์ชีวิตอัน..ไม่เหมือนกัน..

การปรับแปลงชีวิตค่อยๆเกิดขึ้น...ผ่านการเรียนรู้ชีวิตของเจ้า “เม่นเเคระ” ผ่านการเติบโตในความเข้าใจต่อชีวิตไปทีละน้อย..นั่นคือสิ่งจำเป็นในการปลูกสร้างชีวิตหนึ่งให้งอกงามขึ้นมา..ด้วยรสสัมผัสแห่งการเรียนรู้อันแท้จริง.. เม่นแคระเดินไปมาอยู่ในห้อง พลางจินตนาการถึงสัตว์ใหม่ๆที่จะมาเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่อง.. เขาจินตนาการถึงสัตว์ที่หายากที่สุด และเขายังจินตนาการอีกด้วยว่า สัตว์ที่เขารู้จักล้วนมีหนามเหมือนตนเอง...

“ช้างมีหนามปีนต้นไม้ไม่ได้ เพราะเขาทำกิ่งไม้หักกิ่งแล้วกิ่งเล่า/หมีมีหนามที่เต็มไปด้วยน้ำผึ้งซึ่งหยดจากเค้กก้อนหนึ่งซึ่งเขาเพิ่งลงไปกลิ้งเกลือกก่อนหน้านี้ไม่นาน/ผีเสื้อมีหนามกำมะหยี่/มดมีหนามที่รู้ทุกอย่าง/ตัวตุ่นมีหนามที่มีไส้เดือนเสียบไว้/และ นกฮูกมีหนามที่แต่ละอันต่างก็เขียนจดหมาย” ทุกตัวมีหนามและทุกตัวต่างก็มาเยี่ยมเขา..สัตว์หลายพันตัวเลยทีเดียว..

แล้วเขาก็จินตนาการเหมือนที่เขาทำอยู่บ่อยๆว่าเขาไม่มีหนาม เขาเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่ไม่มีหนาม สัตว์บางตัวหนีไปด้วยความกลัว บางตัวก็คุกเข่าลงเอามือปิดหน้าแล้วกระซิบว่า.. “เม่นแคระ เธอจะทำอะไรกับพวกเรา” ไม่มีใครเข้ามาใกล้..ต่างพากันบอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรกับเขาดี เขารู้สึกต่ำต้อย และไร้พลังกับหนามประหลาดเหล่านั้นของตนเอง แล้วสัตว์ทั้งหมดก็หายเข้าไปในป่า แม่น้ำ และ คลานลงไปในดิน.. เขาสัมผัสหลังตัวเองอย่างระมัดระวัง “ฉันมีหนามนี่นา” เขาอยากตะโกนตามหลังสัตว์เหล่านั้นไป.. “ฉันก็เป็นพวกเดียวกับ พวกเธอ ฉันก็มีหนามเหมือนกัน” แต่ตอนนี้ พวกนั้นคงไม่ได้ยินเสียงของเขาแล้วล่ะ

...ผมถือเอาสาระเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้..เป็นอุทาหรณ์สอนจริต ที่มีค่าต่อการขบคิด ทุกๆช่วงตอน มีภาวะแห่งการกระทำ อันเป็นบทเรียนของการตระหนักรู้ต่อเงื่อนปมของหลุม พรางแห่งความเป็นชีวิตอันแยบยล “การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันอยากกอดทั้งเม่นเเคระ กอดใครสักคน และ กอดตัวเอง ฉันค้นพบแล้วว่า ความเหงานั้นช่างอบอุ่นยิ่งนัก” ทรรศนะต่อหนังสือเล่มนี้ของ “โยโกะ ฮารุมัตสึ” นับเป็นสัจจะที่แม่นตรงยิ่ง สอดคล้องกับทัศนะของ “ยูริ นากาเอะ” นักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่นที่บอกว่า

“ฉันชอบอยู่คนเดียว แต่ก็กลัวการอยู่คนเดียวเช่นกัน ฉันนึกว่าฉันประหลาดอยู่คนเดียว แต่ฉันต้องขอบคุณเธอนะเม่นแคระ ที่สอนให้ฉันรู้ว่า...คนอื่นก็คิดเหมือนกัน..” “กนกกาญจน์ เวชช์วิศิษฏ์” ถอดความและเเปลคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างงดงามยิ่ง..

ทั้งหมดคือการสื่อสารความจริงที่เป็นผลึกของความตระหนักรู้ต่อด้านในที่ลึกล้ำของชีวิต...เหมือนจะเรียบง่าย..แต่พลังของความรู้สึกดั่งนี้ กลับคว้านลึกลงไปในเจตนาของความผิดชอบชั่วดีอย่างถึงที่สุด...เราทุกคน...เราทุกๆคนต่างสมควรที่จะหยั่งรู้ และ..มองเห็นมัน..

“ฉันอาจแค่อยากให้มีคนมาเยี่ยม เพื่อค้นพบว่า..ฉันไม่ต้องการให้ใครมาเยี่ยมก็เป็นได้.”