โอไมครอนเขย่าซิดนีย์! คนแห่กักตุนอาหารเกลี้ยงซูเปอร์มาร์เก็ต
นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ระบุว่า
“โควิดโอมิ ทำซิดนีย์ระส่ำ”
ซิดนีย์และรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย
มีผู้ติดเชื้อเฉพาะในเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเฉียดแสนด้วยตัวเลข 92,264 ราย
เพื่อนสนิทของผมอยู่ที่ซิดนีย์ฉีดไฟเซอร์ไปแล้ว 3 เข็ม ก็ยังติดโควิดไปเรียบร้อยทั้งบ้านในคราวนี้เหมือนกัน นี่เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่ผมเจอด้วยตัวเองว่าไม่มีวัคซีนเทพ
ซึ่งการมียอดผู้ติดเชื้อวันละเป็นแสนแบบนี้ มันให้ความรู้สึกว่า คนรอบข้างน่าจะติดกันหมด ซึ่งฟังดูน่ากลัวมาก
ผลที่ตามมา คือข้าวของในซุปเปอร์ เกลี้ยง
ที่เกลี้ยงแบบนี้น่าจะเป็นเพราะ คนติดเชื้อซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ต้องกักตัวอยู่บ้าน ส่วนคนที่ยังไม่ติดก็ต้องกักตุน เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะติดแล้วออกนอกบ้านไม่ได้หรือ ถ้าไม่รีบกักตุนก็จะไม่เหลืออะไรให้ซื้อ
รวมทั้งพนักงานของซุปเปอร์เองและพนักงานในกิจการที่เกี่ยวผลิตภัณฑ์ต่างๆ ติดโควิด ทำให้ไม่มีคนทำงานและไม่มีคนส่งของ
ดูเหมือนว่ามันเป็นวิกฤติในลักษณะงูกินหาง
มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา คือ
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลออสซี่ประกาศล็อกดาวน์แล้วทำเหมือนการจ้างกิจการห้างร้านบริษัทให้ปิดกิจการชั่วคราว เพื่อให้คนอยู่กับบ้าน โดยรัฐจ่ายชดเชยให้ทั้งเจ้าของกิจการและพนักงาน
แต่ยังมีคนออกมาประท้วงตามท้องถนน เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และต้องการให้เปิดประเทศไม่ล็อกดาวน์ เหมือนเมืองไทย (มีที่ต่างกันคือ ไม่มีประเด็นบิดเบือนข้อเท็จจริงและใช้วิกฤตโควิดมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อล้มล้างการปกครอง)
ตอนนี้รัฐบาลไม่มีการล็อกดาวน์ ปล่อยให้คนออกจากบ้านไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ไม่มีกฎบังคับให้สวมหน้ากาก มีแต่การแนะนำให้สวมหน้ากาก ซึ่งก็ทำให้มีทั้งคนที่สวมและไม่สวมหน้ากากปะปนกัน และไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือชดเชยแล้ว
ล่าสุด นับตั้งแต่ช่วงปลายปีจนถึงวันนี้ ผมเห็นร้านค้า ร้านอาหารแถวบ้านทลอยปิดร้านกันเป็นแถว สาเหตุไม่ใช่การถูกรัฐสั่งปิด
แต่เป็นเพราะ พนักงานหรือแม้แต่ตัวเจ้าของกิจการเองติดโควิดกันถ้วนหน้า และเมื่อพนักงานติดโควิดก็ต้องหยุดงาน ถ้ากิจการร้านใดมีพนักงานหลายคนติดโควิด สิ่งที่ตามมาทันทีคือ ต้องปิดร้าน โดยไม่ได้รับเงินช่วยเหลืออะไรจากรัฐบาลอีกต่อไป
นี่แหละ การประท้วงให้ปลดล็อก ให้เปิดประเทศ
ที่ส่งผลให้การระบาดนั้นรุนแรงและรวดเร็ว เป็นไฟลามทุ่ง สุดท้ายเมื่อตัวเอง ญาติพี่น้องหรือเพื่อนร่วมงานติดโควิด สถานการณ์มันก็กลับมาสู่การต้องกักตัวอยู่บ้าน สิทธิเสรีภาพในการจะไปไหนมาไหนก็สูญสิ้นไป ไม่ต่างอะไรกับการถูกให้ล็อกดาวน์อยู่บ้าน
จะมีส่วนที่ต่างกันอยู่บ้างก็คือ เป็นการกักตัวอยู่บ้านพร้อมอาการป่วย แถมไม่มีเงินช่วยเหลือใดๆ ต่อไป เหมือนสมัยที่รัฐบังคับให้ล็อกดาวน์พร้อมเงินช่วยเหลือ
มันเป็นวิกฤติในลักษณะงูกินหาง
ถึงตอนนี้อยากรู้จริงๆ ว่า คิดกันได้หรือยังว่า แบบไหนดีกว่ากัน และแบบไหนที่คนชอบ
เศรษฐกิจพังเพราะล็อกดาวน์ กับเศรษฐกิจพังเพราะต้องปิดกิจการเนื่องจากติดโควิดกันทั้งเมือง