เอเรนดิราผู้บริสุทธิ์ (Innocent Ere’ndira and Other Stories) "รวดเร็วยิ่งกว่ากวางเปรียว...ไม่มีเสียงใดๆในโลกนี้ที่จะหยุดยั้งเธอไว้ได้"
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“สัญชาตญาณแห่งภาวะสำนึกโดยส่วนตัวของมนุษย์ อาจปลูกสร้างและถูกกลั่นออกมาสู่พื้นฐานแห่งความเป็นโลกของชีวิตด้วยอุบัติการณ์แห่งความบิดเบี้ยว กดดัน และย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคุณค่าแห่งความเป็นมนุษยธรรมทั้งมวล มันอาจคือหน่อเชื้อแห่งรากเหง้าอุบาทว์แห่งวังวนอันจมปลักอยู่กับวิถีของความเคียดแค้นในโชคชะตา ความบ้าระห่ำแห่งจิตวิญญาณที่ถูกกระทำชำเราจากโลกอันยุติธรรม หรืออาจจะเป็นสถานะและบทบาทอันคลั่งบ้าของโลกที่กระจัดกระจายไปด้วยซากแห่งกลิ่นอายของความเลวร้ายอันสาหัส ทุกสิ่งอย่างในวิถีอุบาทว์นี้ล้วนต่างโถมทับอยู่กับนัยแห่งสถานะและบทบาทของความเป็นมนุษย์ที่กระเสือกกระสนและดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมืดมนและตีบตัน ณ โลกปัจจุบัน...เราอาจจะผลักภาระแห่งความขมขื่นนี้ไปที่ใครก็ได้ เราอาจจะก่นด่าพระผู้เป็นเจ้าหรือผู้คนที่มีชีวิตอยู่อย่างเปล่าดายบนโลกวันนี้เช่นใดก็ได้ และแน่นอนว่า ...ย่อมไม่มีคำสรรเสริญใดที่จะมอบให้กับคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ใดๆได้อย่างบริสุทธิ์ใจ...”
แก่นสารสำนึกอันชวนหยั่งเห็นในความหดหู่และสิ้นหวังเบื้องต้น คือลมหายใจแห่งกลิ่นอายของวรรณกรรมที่สะท้อนผ่านออกมาด้วยภาพแสดงแห่งนวนิยายขนาดสั้นของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวโคลอมเบีย ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังก้องโลก..”กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ”...และแปลเป็นภาษาไทย ด้วยบทถ่ายทอดที่ลึกซึ้งถึงแก่นแกนทางสำนึกโดยนักแปลอาวุโสผู้มากฝีมือ “กำพล นิรวรรณ”
“เอเรนดิราผู้บริสุทธิ์”(Innocent Er’endira and Other Stories)
เรื่องราวอันเจ็บปวดและขมขื่นของชีวิต ที่สื่อแสดงผ่านจิตใจอันโหดร้ายและมืดดำของย่าในสถานะของ ผู้หญิงคนหนึ่งผู้ไม่เคยมีหัวใจที่เมตตา กรุณาเลยในตัวตนของตน นางมีชีวิตอยู่กับหลานสาวกำพร้าพ่อแม่ ผู้อยู่ในวัย 14 ปี...วัยหัวเลี้ยวหัวต่อสู่การเติบโตเป็นสาวอันเป็นวารวัยแห่งความหวังและความงามของมวลมนุษย์...แต่สำหรับเอเรนดิรา ชีวิตเธอกลับถูกเลี้ยงดูภายใต้การบีบบังคับ ย่าได้ทำการฝึกฝนแกมบังคับเธอให้ต้องมีหน้าที่ ทำความสะอาดบ้าน...รวมทั้งรับใช้นางอย่างเหนื่อยหนัก ราวกับเธอเป็นทาสรับใช้ผู้ต่ำต้อยและไร้หนทางที่จะโต้แย้งใดๆ...แต่ก็ดูเหมือนว่าโชคร้ายกลับรังควานและโบยตีเหยียบย่ำชะตาชีวิตของเธออย่างไม่มีที่สิ้นสุด...ในคืนหนึ่งบ้านที่เธออาศัยอยู่กับย่าก็ถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงจนสิ้นซาก
นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิกฤติชีวิตของเธออันเป็นที่สุด ย่าตัดสินบ่อเกิดแห่งวิกฤติในครั้งนี้ว่าเป็นเพราะเธอ...และลงความเห็นว่า”เอเรนดิรา”จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบและต้องชดใช้ความเสียหายทั้งหมด...นี่ถือเป็นหายนะแห่งสถานะอันอยุติธรรมที่เธอไม่สามารถจะปฏิเสธอะไรได้เลย...เธอตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์อย่างดิ้นไม่หลุด
“กรรมของแกละนังหนู ....ชีวิตของแกคงไม่ยาวพอจะชดใช้ความเสียหายจากอุบัติเหตุคราวนี้ให้ฉันได้หมดแน่” (สาวน้อยต้องเริ่มชดใช้ความเสียหายให้แก่ย่าตั้งแต่วันนั้น ท่ามกลาง.เสียงฝนกระหน่ำ เธอถูกนำตัวไปพบเจ้าของร้านค้าประจำหมู่บ้าน ชายร่างบอบบางผู้ตกพุ่มม่ายตั้งแต่ยังหนุ่ม และมีชื่อลือกระฉ่อนทั่วทั้งทะเลทรายว่าให้ราคาดีเสมอสำหรับพรหมจารีของหญิงสาว)
ขณะที่ย่าเฝ้ารอด้วยความอดทน พ่อม่ายก็ตรวจดูเอเรนดิรา ด้วยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างพิถีพิถัน ดูความแข็งแรงของขาอ่อน ขนาดของทรวงอก ความกว้างของตะโพก เขาไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวจนกระทั่งพอประเมินได้ว่าราคาค่าตัวของเธอควรเป็นเท่าใด.......
(...*เด็กคนนี้ไม่เต็มสาวเลยนี่...เต้านมก็ยังกะเต้านมหมาตัวเมีย
*ค่าตัวของเด็กคนนี้อย่างดีก็ไม่เกินร้อยเปโซ
**ร้อยเปโซสำหรับเด็กสาวที่ใหม่เอี่ยมอ่องยังงี้น่ะหรือ..ไม่ได้หรอกย่ะ พ่อคุณ นี่แสดงว่าคุณไม่เคารพค่าของพรหมจรรย์เลย
.*ผมให้ร้อยห้าสิบก็แล้วกัน
**....เด็กคนนี้ทำความเสียหายให้กับฉันคิดเป็นมูลค่าถึงกว่าล้านเปโซ...ถ้าฉันรับอัตรานี้หล่อนจะต้องใช้เวลาถึงสองร้อยปี กว่าจะชดใช้หนี้ฉันหมด
*ก็ยังนับว่าโชคดี ที่เด็กของป้ามีดีอยู่ข้อหนึ่งตรงอายุ
**ขึ้นเป็นสามร้อยก็แล้วกัน
*สองร้อยห้าสิบ
( ในที่สุด...ทั้งสองฝ่ายก็ได้ข้อยุติโดยพ่อม่ายตกลงจ่ายเป็นเงินสดสองร้อยยี่สิบเปโซสมทบกับของใช้อื่นๆบางอย่าง จากนั้นย่าจึงทำมือให้เอเรนดิราไปกับพ่อม่าย ฝ่ายพ่อม่ายก็จูงมือสาวน้อยไปยังห้องหลังบ้าน คล้ายพ่อจูงลูกไปโรงเรียนอย่างไรอย่างนั้น)
**ข้าจะรอแกอยู่ที่นี่
***ค่ะ...ย่า! …………………………………………………………………..)
ฉากแห่งการต่อรองซื้อขายเนื้อในแห่งจิตวิญญาณของชีวิตฉากนี้...ถือเป็นฉากการเขียนแห่งการเบิกประจานโลกแห่งความโสมมและเอารัดเอาเปรียบเลือดเนื้อแห่งชีวิตของกันและกันในทุกยุคทุกสมัย มันไม่เคยสูญสิ้นไปจากวงจรแห่งค่าความหมายของชีวิตที่ถูกหมิ่นแคลนแม้เมื่อใด...ไม่มีสายสัมพันธ์แห่งญาติมิตรเมื่อผู้คนของโลกดำรงชีวิตด้วยกันภายใต้เงื่อนไขของผลประโยชน์และความเป็นอื่น... มันบังเกิดขึ้นง่ายๆท่ามกลางเหตุแห่งความเห็นแก่ตัว และความใคร่อันเปี่ยมล้นไปด้วยแรงเหวี่ยงของผลประโยชน์ส่วนตัวอันจำเพาะ....นี่คือภาพเงาซ้อนภาพเงาที่อุบาทว์ล้ำลึก อันซ่อนอยู่ในกลไกแห่งชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่ล้วนต่างจับต้องได้ และควรจะมุ่งมั่นใส่ใจที่จะต้องระมัดระวังสำนึกอันดีชั่วแห่งตนอย่างรู้สติเอาไว้
.... “เอเรนดิรา”ถูกเร่ขายชีวิตนับแต่นั้น เป็นการชดใช้หนี้กรรมที่เธอไม่ได้ก่อ เป็นการเดินตามคำพิพากษาที่ทบซ้อนอยู่ระหว่างความเป็นจริงกับมายาคติ หรือแท้จริง ...มันถูกจัดตั้งโดยผู้ค้าขายผลประโยชน์ผ่านมายาคติไปสู่ความเป็นจริงอันน่าเดียดฉันท์โดยแท้
...จังหวะแห่งการถูกกระทำในชีวิตโดยประพันธกรรมบทนี้...คล้ายดั่งเรื่องเล่าอันชวนหัวเราะเพื่อเย้ยเยาะ การตกอยู่กับบ่วงร้อยของชะตากรรมคล้ายดั่งอุบัติเหตุรายวันที่มีปมสะดุดและมีอาการดั่งการชักกระตุกทางความคิด...มันเป็นทั้งการจำยอม การไม่สมเหตุผล การกระทำย่ำยี ความเศร้าลึกในล้ำลึกไปจากบ่วงบาป และ การมุดอยู่ในกระดองชีวิตที่ไม่กล้าสลัดหลุด
“ย่าตัดสินใจเร่ขายความบริสุทธิ์ของเอเรนดิรา เพื่อนำเงินมาชดใช้..เธอบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ...ชายคนแรกที่ย่าเสนอ คือพ่อม่ายบ้านใกล้ๆ...เธอเดินตามชายคนนี้เข้าไปในห้องอย่างเงียบๆ และไร้เดียงสา เมื่อเธอรู้ว่าเธอกำลังเผชิญกับสิ่งใด เสียงกรีดร้องดังก้องขึ้น ตามมาด้วยการวิ่งหนี...แต่แรงหญิงตัวเล็กๆจะไปต้านอะไรไหว พายุโถมเข้าสู่ภายในตัวเธอ ความบริสุทธิ์ด้านร่างกายมลายสิ้น ทว่าใจของเธอยังบริสุทธิ์...เธอยังคงก้มหน้าก้มตาทดแทนบุญคุณย่าอย่างไม่ปริปากบ่น...”
(ทั้งเมือง ไม่มีผู้ชายคนไหนไม่นำเงินมาแลกความสุขกับเอเรนดิรา หญิงสาวที่เนินถันยังไม่เต็มมือ เมื่อคาดการณ์แล้วว่าคงหาลูกค้ายากขึ้น ย่าจึงเร่ขายเอเรนดิราออกนอกเมือง ตั้งกระโจมเล็กๆเปิดเป็นสถานให้บริการส่วนตัว ชื่อเสียงของเอเรนดิราเป็นที่เลื่องลือถึงความกระชุ่มกระชวย แต่ละที่ที่ย่าปักกระโจมรับแขก มีผู้ชายเข้าแถวใช้บริการข้ามวันข้ามคืน...น่าหดหู่กับชะตากรรมของหญิงสาวผู้บริสุทธิ์)
แต่สำหรับความเป็นมาร์เกซ เขาไม่ได้สร้างสรรค์นวนิยายเรื่องนี้ให้เป็นเพียงโครงเรื่องหลักที่เน้นแต่การกระทำย่ำยีเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น...เด็กสาวที่แม้จะรักและกตัญญูต่อย่า...แต่ตลอดเวลาเธอกลับคิดหาทางออกที่ดีให้แก่ชีวิตของเธอเสมอ
“ฟรานซิส คิง” แห่งนิตยสาร “SPECTATOR” ได้ให้ความเห็นต่อนวนิยายเรื่องนี้ว่า
.. “นี่คือผลงานชั้นเยี่ยมของโลกวรรณกรรมอย่างแท้จริง... ความยิ่งใหญ่ ลึกลับ และเหนือชั้นในผลงานของมาร์เกซชิ้นนี้ เป็นความจริงที่ไม่มีวันลืมเลือน”
ในความเป็นชีวิตของหนังสือเล่มหนึ่ง...ผมถือเอาความมุ่งมั่นที่แปลกต่างเป็นหัวใจของความทรงจำและตระหนักรู้ อัศจรรย์ใดๆที่พาดผ่านและคว้านลึกลงไปในประจุพลังของชีวิต ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่เหวี่ยงโยนกลไกสำนึกให้ผุดพรายปรากฏการณ์แห่งจิตวิญญาณที่มีพลังอันบริสุทธิ์ออกมาอย่างจริงแท้ แม้จะต้องข้ามฝ่าโศกนาฏกรรมอันทุกข์ระทมของกาลเวลา แต่หากชีวิตไม่ถึงแก่การณ์สยบยอม และ ก้าวหมุนไปข้างหน้าอย่างไม่ละทิ้งความหวัง....ศานติสุขแห่งใจเหนือซากเดนแห่งชะตากรรมก็ย่อมจะต้องเกิดขึ้น เป็นธารความหวังที่ไม่เหือดแห้งไปในที่สุด...!
“เอเรนดิราไม่ได้ยินเสียงเรียกของใครเลย เธอวิ่งเข้าไปในสายลม รวดเร็วยิ่งกว่ากวางเปรียว...ไม่มีเสียงใดๆในโลกนี้...จะหยุดยั้งเธอไว้ได้...”