มธ.เผยผลสำรวจคนไทย 92% หนุน“เรียกรถผ่านแอป” ถูกกฎหมายค้านระบบ “โควต้าคนขับ” หวั่นสร้างมาเฟียเหมือนวินมอเตอร์ไซค์

วาไรตี้28 ม.ค. 2564 • 08:29 น.
มธ.เผยผลสำรวจคนไทย 92% หนุน“เรียกรถผ่านแอป” ถูกกฎหมายค้านระบบ “โควต้าคนขับ” หวั่นสร้างมาเฟียเหมือนวินมอเตอร์ไซค์
วันที่ 28 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทยที่มีต่อนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่ได้ส่งเสริมและผลักดันให้การนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน หรือบริการ “เรียกรถผ่านแอป” สามารถดำเนินการได้อย่าง ถูกกฎหมาย โดยได้สำรวจความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ จากกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้นจำนวน 3,914 คน ครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป คนขับรถยนต์ส่วนบุคคลที่ให้บริการเรียกรถผ่านแอป รวมถึงคนขับแท็กซี่ ผลการสำรวจพบว่า 92.3% ของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งประชาชนทั่วไปและคนขับรถยนต์ที่ให้บริการผ่านแอป ต่างเห็นด้วยกับการส่งเสริมให้มีการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ให้บริการรับส่งผู้โดยสารสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันอย่างถูกกฎหมาย ขณะที่มีเพียง 7.7% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างยังได้ระบุว่า การส่งเสริมให้บริการดังกล่าวถูกกฎหมายจะเป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 78.1% เห็นว่าบริการดังกล่าวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค เนื่องจากใช้งานง่าย มีบริการตลอด 24 ชั่วโมง 77.7% เห็นว่าช่วยยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการเดินทาง เพราะมีข้อมูลคนขับและทะเบียนรถเป็นหลักฐาน มีเทคโนโลยีติดตามการเดินทาง 71.8% บอกว่าบริการดังกล่าวมีความโปร่งใส เนื่องจากมีการแจ้งราคาค่าบริการให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้า 71% มองว่าบริการดังกล่าวเป็นช่องทางในการสร้างอาชีพเสริมให้คนไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด 69% เห็นว่าบริการดังกล่าวช่วยส่งเสริมให้นำสินทรัพย์ที่มีอยู่ (เช่น รถยนต์) มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 66.88% เชื่อว่าจะลดปัญหาคนขับรถปฏิเสธผู้โดยสาร ในด้านความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลในการผลักดันการออกกฎหมายดังกล่าว ประชาชนทั่วไปกว่า 83% อยากให้บริการ เรียกรถผ่านแอป ถูกกฎหมาย ภายในปีนี้ โดย 44.8% ของคนกลุ่มนี้อยากเห็นกฎหมายดังกล่าวถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในไตรมาสแรก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของกลุ่มคนขับรถยนต์ที่ให้บริการเรียกรถผ่านเเอป อย่างไรก็ดี มีคนขับจำนวนถึงเกือบ 30% ที่ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันกฎหมายนี้ได้สำเร็จ ต่อประเด็นที่ภาครัฐอาจจะมีการจำกัดจำนวนรถยนต์หรือจำนวนคนขับที่จะมาให้บริการดังกล่าว 64.3% ของกลุ่มตัวอย่างไม่เห็นด้วยกับกำหนดโควตา โดย 69.4% ของกลุ่มคนขับที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า การจำกัดจำนวนรถหรือคนขับนั้นเป็นการปิดกั้นโอกาสการทำมาหากินหรือการหารายได้เสริมของคนไทย ขณะที่ 22.1% มองว่าการมีโควต้าอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น การซื้อขายใบอนุญาต หรือการระบบมาเฟียเหมือนการซื้อขายเสื้อวินมอเตอไซค์ เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มประชาชนทั่วไปมองประเด็นการซื้อขายใบอนุญาตหรือระบบมาเฟียว่าเป็นปัญหาหลักสูงถึง 40.5% นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อปัญหาเรื่องจำนวนรถที่อาจไม่เพียงกับความต้องการถึง 23.6% ส่วนกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยกับการกำหนดโควต้านั้น 74.4% บอกว่าต้องการจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้ามาทำอาชีพนี้ไม่ให้มีมากจนเกินไป ขณะที่ 11.2% ต้องการสงวนอาชีพนี้ให้กับคนขับแท็กซี่แบบดั้งเดิมเท่านั้น สำหรับประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการ พบว่า 97.1% คาดหวังว่ารถยนต์ที่จะให้บริการดังกล่าวต้องแสดงราคาผ่านแอปพลิเคชันให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าก่อนใช้บริการ 80% ของประชาชนทั่วไปเห็นด้วยกับการติดป้ายหรือสัญลักษณ์ที่ตัวรถเพื่อแสดงว่าเป็นรถให้บริการทางเลือก ขณะที่กลุ่มคนขับรถที่ให้บริการผ่านแอปกว่า 65% กลับไม่เห็นด้วย ในประเด็นด้านอายุของรถยนต์ที่จะนำมาให้บริการ 75.1% ระบุว่าต้องการให้ภาครัฐอนุญาตให้มีอายุได้ถึง 12 ปีเช่นเดียวกับรถแท็กซี่ นอกจากนี้ 55.6% เห็นด้วยกับการจำกัดให้นำรถยนต์มาจดทะเบียนเพื่อให้บริการได้เพียง 1 คันต่อคนเท่านั้น ขณะที่ 44.4% ไม่เห็นด้วย แท็กซี่ก็เห็นด้วย “เรียกรถผ่านแอป” ถูกกฎหมายนอกจากประชาชนทั่วไปและคนขับรถยนต์ที่ให้บริการ เรียกรถผ่านแอป แล้ว ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ ยังได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในกลุ่มคนขับแท็กซี่จำนวน 2,436 คนด้วย โดยพบว่า มากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนขับแท็กซี่ 56.3% เห็นด้วยกับการส่งเสริมให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ให้บริการรับส่งผู้โดยสารสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันอย่างถูกกฎหมาย ขณะที่ 43.7% ยังคงไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่คนขับแท็กซี่มีความกังวลมากที่สุด คือ ต้นทุนการประกอบอาชีพซึ่งปัจจุบันคนขับรถแท็กซี่มีต้นทุนในการให้บริการที่สูงกว่าคนขับรถยนต์ส่วนบุคคล 62.6% รวมถึงข้อกำหนดในการให้บริการของคนขับแท็กซี่ซึ่งมีความเข้มงวดมากกว่า 53.6% ในด้านความคาดหวังที่มีต่อภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือคนขับแท็กซี่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนั้น 39.3% ต้องการให้ช่วยลดต้นทุนจากภาระที่ไม่จำเป็น เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เเละค่าบริการรายเดือนของระบบเเท็กซี่ที่ภาครัฐกำหนดไว้ รวมทั้งช่วยควบคุมราคาเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมัน หรือก๊าซเอ็นจีวี, แอลพีจี เป็นต้น 33.5% คาดหวังให้มีการปรับราคามิเตอร์ให้สูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน 20.3% อยากให้ปรับลดหรือผ่อนผันข้อกำหนดต่างๆ ของรถแท็กซี่ เช่น การขยายอายุรถ การอนุญาตให้ใช้รถต่ำกว่า 1600 ซีซี ได้ เป็นต้น ขณะที่มีเพียง 4% เท่านั้นที่อยากให้มีการกำหนดโควต้าของผู้ที่จะนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการเรียกรถผ่านแอป ผศ. ดร. สุทธิกร กิ่งเเก้ว หัวหน้าโครงการวิจัย แสดงความคิดเห็นที่มีต่อ ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนแบบบริการทางเลือก ซึ่งประกาศโดยกรมการขนส่งทางบก ว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่ภาครัฐจะทำให้การ เรียกรถส่วนบุคคลผ่านเเอปถูกกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้นับว่าเป็นกฎหมายเเรกที่รัฐจะออกมารับรองรูปเเบบการให้บริการของธุรกิจดิจิทัลบนพื้นฐานเศรษฐกิจเเบ่งปัน (Sharing Economy) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของภาคเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ทั้งยังช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เอย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นที่น่าเป็นห่วงในกฎหมายฉบับนี้