ในยามถูกเนรเทศ รวมงานวรรณกรรมแปลของ... ศรีแห่งวรรณกรรมไทย “ศรีบูรพา” และ ผู้ยืนอยู่เคียงข้าง “จูเลียต
ปากกาขนนก/สกุล บุณยทัต
blue-theatre@hotmail.com
“เมื่อชีวิตจริงต้องถูกเนรเทศ ...ให้มาอยู่ ณ ดินแดนที่ถูกลงทัณฑ์”
“ชนิด สายประดิษฐ์” หรือในนามปากกา “จูเลียต” ภรรยาของ “ศรีแห่งวรรณกรรมไทย”... กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา”... ทั้งสองท่านเป็นนักคิดนักประพันธ์ที่สถิตอยู่ในใจของประชาชนคนไทยผู้รักในสันติภาพและความยุติธรรมอยู่เสมอมา...หากยังมีชีวิตอยู่จนมาถึงปีนี้คุณชนิด สายประดิษฐ์ มีอายุครบ 9 รอบแล้ว... และถ้า... “กุหลาบ สายประดิษฐ์” หรือ “ศรีบูรพา” มีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ท่านก็จะมีอายุได้ 116 ปี...
อย่างไรเสียบุคคลทั้งสองท่าน ต่างอยู่ในความทรงจำและเคารพนับถือของนักเขียนและชนรุ่นหลังผู้มีหัวใจอันเป็นศานติ และรักความยุติธรรม ทั้งในฐานะปราชญ์ผู้รู้... นักต่อสู้ทางสังคมและการเมือง... ตลอดจนครูบาอาจารย์ในสังคมชีวิตแห่งการหยั่งรู้ทางด้านวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ ต่อจิตวิญญาณของการรับรู้และรู้สึกที่ไม่เคยเสื่อมคลาย... เหตุนี้จึงทำให้ผมต้องหวนกลับไปค้นหาหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นรวมงานวรรณกรรมแปลของทั้งสองท่านที่รวมอยู่ในเล่มเดียวกัน... เป็นผลงานสร้างสรรค์ของท่านทั้งสองเมื่อครั้ง 70 กว่าปีล่วงมาแล้ว...ที่ต่อมาได้ถูกนำมารวบรวมไว้เป็นเล่มเดียวกันเมื่อ 40กว่า ปีที่แล้ว โดย “ศูนย์หนังสือเชียงใหม่”ที่มีอาจารย์ “รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน” นักคิด นักวิชาการคนสำคัญที่ปลุกเร้ากระแสวัฒนธรรมทางด้านวรรณกรรมในหมู่คนหนุ่มสาวปัญญาชน และผู้สนใจทั่วไปทั้งที่เชียงใหม่/ทั่วดินแดนภาคเหนือ และ ทั้งแผ่นดินของประเทศ เป็นผู้ดำเนินการและเป็นบรรณาธิการ
“ในยามถูกเนรเทศ” คือรวมเรื่องสั้นแปลที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ ถูกจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อร่วมรำลึกถึงวาระครบรอบ 5 ปีแห่งการล่วงลับของ “ศรีบูรพา” (เมื่อปี พ.ศ.2517) โดยหนังสือเล่มนี้ถูกจัดพิมพ์และจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคมปีพ.ศ.2522 โดยเป็นรวมเรื่องสั้นจำนวน 4 เรื่องและเรื่องราวขนาดสั้นจำนวน 1 เรื่อง... จริงๆแล้วเรื่องทั้งหมดที่ถูกนำมารวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานที่ “ศรีบูรพา”และ “จูเลียต”ร่วมกันแปล... นับแต่ปีพ.ศ.2489 และเน้นหนักในปีพ.ศ.2493 จากบรรดาเรื่องสั้นชั้นนำของนักเขียนชั้นเยี่ยมของโลกก่อนจะถูกตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆในเวลานั้น... แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 60 ปีแล้วก็ตาม แต่ผลงานเรื่องสั้นในรวมเรื่องสั้นแปลชุดนี้ก็ยังคงคุณค่าอันงดงามด้วยสำนวนและภาษารวมทั้งปรากฏการณ์แห่งการก่อเกิดปฏิกิริยาต่างๆในเรื่องอย่างแจ่มชัด... ยังสดใหม่และเปี่ยมไปด้วยพลังทางอารมณ์และความรู้สึกต่อแก่นสารสาระที่เปี่ยมไปด้วยรูปรอยทางศิลปะซึ่งมีชีวิตชีวาในบทบาทของตัวละครแต่ละตัวที่มีต่อกระบวนความคิดและภาพแสดงแห่งเงื่อนไขของความเป็นชีวิตนั้นๆอย่างเข้าใจและชัดเจน... ที่สำคัญเรื่องราวเหล่านี้... เป็นเรื่องที่ยากต่อการค้นหามาอ่าน... ยากต่อการตีความในฐานะของมนุษย์ผู้ต่ำต้อยและต้องถูกกระทำจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า... มันคือความพ่ายแพ้และสยบยอมอย่างสิ้นเชิง
“ในยามถูกเนรเทศ” เรื่องสั้นของ “เอิงตวน เชคอฟ” (Anton Chekov) นักเขียนผู้ร่ายรำตำนานความทุกข์ของรัสเซียที่ถูกนำมาเป็นชื่อหลักและชื่อเล่มของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้... “ศรีบูรพา”ได้แปลมาจากเรื่อง “In Exile” ที่สะท้อนให้เห็นถึงก้นบึ้งแห่งสภาพของคนที่ถูกต้องโทษ ถูก “เฉดหัว” เนรเทศให้ไปอยู่ ณ ดินแดนที่ยากแค้นแสนสาหัส... ฉากอันหดหู่และขมขื่นในเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไซบีเรียที่แสนจะหนาวเย็นและบรรยากาศแวดล้อมทั้งจากธรรมชาติและความอำมหิตของจิตใจมนุษย์ก็คุกคามเหยื่อของการถูกเนรเทศอย่างโหดร้ายจนโงหัวไม่ขึ้น... เรื่องดำเนินไปโดยมีตาเฒ่า “ซีเมออน”ผู้เผชิญกับประสบการณ์อันหนักหนาสาหัสนี้มาถึง 22 ปีเป็นแกนหลักของเรื่อง... มันคือประสบการณ์อันยาวนานของความคับแค้นที่แกคิดว่า... เมื่อชีวิตต้องกลายเป็นคนที่ถูกเนรเทศมาอยู่ ณ ดินแดนของการถูกลงทัณฑ์อย่างถึงที่สุดเช่นนี้แล้ว ก็โปรดได้หยุดความคิดที่จะพาใครอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูกเมีย หรือใครก็ตามมาอยู่ด้วยเป็นอันขาด เพราะที่นี่เจ็บปวดเกินไป ทุกข์ทรมานเกินไป... มันเกินกว่าที่มนุษย์สามัญธรรมดาจะรับไหว ถ้าไม่ใช่คนที่ถูกเคี่ยวกรำและตอกย้ำความเจ็บปวดแก่ชีวิตอย่างไร้หนทางสู้อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแก... “ตาเฒ่าซีเมออน” พยายามจะอธิบายและสอนบทเรียนในการต่อสู้ของชีวิต ณ ดินแดนแห่งการถูกเนรเทศแก่เด็กหนุ่มชาวตาด (ชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งในรัสเซีย) ที่ยังมองโลกในแง่ดี มีความใฝ่ฝันอันจริงจังที่จะให้แม่และเมียมามีชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย... แต่ความหวังก็เป็นเพียงแค่ความหวัง... ความใฝ่ฝันก็เป็นเพียงความใฝ่ฝัน มันไม่อาจเกิดขึ้นได้ ณ ที่นี้จากประสบการณ์ของ “ตาเฒ่าซีเมออน” แกอยากให้เด็กหนุ่มชาวตาดล้มเลิกความคิดนี้เสีย... ความคิดที่แสนจะไร้เดียงสาที่จะนำไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งความคอขาดบาดตาย เพราะแท้จริงแล้ว “ตาเฒ่าซีเมออน”เคยมีสถานะที่ดีงามมาก่อน แกเป็นลูกของพระและเป็นเสรีชน แต่จนแล้วจนรอดแกก็ไม่สามารถเอาชนะความทุกข์ยากลำเค็ญ ณ ที่นี้ได้จนต้องปล่อยให้ชีวิตเป็นไปอย่างขื่นขมตามชะตากรรม ซึ่งที่สุดแล้วเด็กหนุ่มชาวตาดก็ได้ค้นพบด้วยตนเองว่า... คำเตือนของผู้มีประสบการณ์นั้นเป็นความจริง... มันคือสัจธรรมที่เขาไม่อาจจะหลีกพ้นและช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้ นอกจากการต้องคร่ำครวญร้องไห้อยู่กับความหนาวเหน็บ... ขณะที่ทุกคนต่างนอนหลับอยู่กับการยอมรับในชะตากรรมของตนเองอย่างนิ่งงัน... “แม้แต่ในไซบีเรีย คนเราก็อยู่อย่างมีชีวิตได้... แกจะค่อยคุ้นกับชีวิตที่นี่ไปเอง” ถ้อยคำในเชิงประจักษ์ของ“ตาเฒ่าซีเมออน” เหมือนคำเหยียดเย้ย เป็นเหมือนถ้อยคำแห่งชัยชนะต่อข้อเท็จจริงที่เขาได้พิสูจน์แก่เด็กหนุ่ม แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นมันคือบทสะท้อนของความจริงใจที่ผู้ไร้ค่ามีต่อผู้ไร้ค่าด้วยกัน มันคือบทสะท้อนของคนถูกเนรเทศที่ทุกข์ยาก ขมขื่นและไม่อาจป้องกันตัวเองได้เลย... เรื่องสั้นเรื่องนี้ตีพิมพ์ในหนังสือ “พิมพ์ไทยรายเดือน” เมื่อเดือนเมษายน ปีพ.ศ.2493
ในเรื่องยาวขนาดสั้นของ “ซอมเมอเซท มอมห์ม” (W.Somerset Maugham) “สระสวาท” “The Pool”... “ศรีบูรพา”ได้แปลมาจากหนังสือ “The Trembling of Leaf” ซึ่งศรีบูรพาได้นำมาอ่านยามว่างขณะที่ป่วยเมื่อพ.ศ.2489 ครั้นเมื่ออาการทุเลาลง “น.ประภาสถิต” บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “พิมพ์วัณณ์” ณ ขณะนั้นได้ไปขอให้ท่านเขียนนวนิยายให้ แต่... ช่วงเวลาดังกล่าว “ศรีบูรพา” มีงานล้นมือโดยเฉพาะการทำหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ... ท่านจึงไม่มีเวลาว่างที่จะแต่งนวนิยายเรื่องใหม่... ที่สุดจึงเลือกแปลเรื่องยาวขนาดสั้น “สระสวาท”นี้ให้แก่ “น.ประภาสถิต”แทน... “สระสวาท”เป็นดั่งตำนานความประทับใจแห่งความรักในดินแดนหมู่เกาะทะเลใต้ระหว่างผู้จัดการธนาคารผิวขาวจากอังกฤษนาม “ลอสัน” ที่เดินทางไปทำงาน ณ ธนาคารสาขาเกาะซาโมอะ เขาเป็นนักอ่านตัวยง เป็นเสรีชน... เป็นคนสง่างามและได้พบรักกับ “อีเทล” สาวชาวเกาะลูกครึ่ง ที่โดยค่านิยมและทัศนคติของคนผิวขาวทั่วไปแล้วจะไม่ยอมยุ่งเกี่ยวผูกพันกับสาวลูกครึ่งหรือชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเด็ดขาด... นั่นเป็นมิติแห่งวิถีคิดในเชิงของการล่าอาณานิคมที่หมิ่นแคลนและเหยียดหยามในคนต่างสีผิวจากนักล่าอาณานิคม... แต่ความรักทำให้ลอสันไม่ฟังคำทัดทานและตักเตือนใดใด... เขาฝ่าข้ามความเป็นอคติ... แต่งงานกับเธอ... พาเธอไปอยู่อังกฤษ... แต่ในที่สุดเธอก็พิสูจน์สัจธรรมบางอย่างให้เขาได้เห็น เธอดิ้นรนที่จะกลับบ้านและหนีเขาไป... จนเมื่อ... เขาตามเธอมายังหมู่เกาะบ้านเกิดของเธออีกครั้งในสภาพที่ไร้การงานไร้ศักดิ์ศรี... กลายเป็นคนขี้เมาหยำเปเมื่อได้ค้นพบว่าเธอเป็นชู้กับคนขาวเหมือนเช่นเดียวกับเขา... คนขาวที่ร่ำรวยแต่ก็อ้วนอัปลักษณ์... มันไม่มีความงดงามเกิดขึ้นกับชีวิตของเขาเลยนับแต่เขาได้มีสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับเธอ... นับแต่ลูกที่เกิดออกมาผิวดำ... ดูน่ารังเกียจไม่งดงามสุกใสดังที่คนผิวขาวผู้เจริญจะได้รับเป็นของขวัญแห่งชีวิต... ความรักระหว่าง “ลอสัน”กับ “อีเทล” เกิดขึ้น ณ สระน้ำที่ “อีเทล” หลงใหล ลงว่ายวนอยู่ในนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเมื่อเขาได้พบเธอ... เขาก็ทั้งหลงใหลในเสน่หาแห่งตัวเธอและสระสวาทแห่งนั้น สระอันมีมนต์ขลังเป็น “ธารน้ำไหล ฝ่าหินผาเป็นฟองฝอยด้วยกระแสเชี่ยว ครั้นแล้วได้แปลงรูปเป็นสระลึก ถัดจากนั้นธารน้ำสายเดียวกันได้ไหลต่อไปเหนือท้องน้ำอันตื้นและมีผิวน้ำอันใสเหมือนแก้วไหลผ่านชะง่อนหินกลุ่มใหญ่ ณ ที่นั้น ต้นมะพร้าวอันแลดูสง่าผ่าเผยยืนต้นหนาทึบอยู่สองฟากฝั่ง ที่ลำต้นทุกต้นคลุมด้วยหมู่ไม้เลื้อย เงาของมันทอดอยู่เหนือพื้นน้ำเขียว... ภูมิภาพ ณ ถิ่นนี้มีความไพบูลย์ อันเป็นสมบัติของเมืองร้อน”… “ศรีบูรพา” มักจะเลือกกล่าวถึงชะตากรรมของเสรีชน ผ่านภาวะของสังคมการเมืองตลอดจนความเป็นปัจเจกเฉพาะส่วนบุคคล... ตัวละครในเรื่องแปลของเขาจึงมักจะถูกย้ำเตือนในเชิงประสบการณ์อยู่เสมอ... แต่ด้วยความเป็นเสรีและทัศนะที่ต้องการจะก้าวผ่านความเป็นอคติ... ตัวละครของเขาจึงต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมแห่งการดิ้นรนของตนเองอย่างเจ็บปวดและไม่เคยหลุดพ้นไม่ว่าจะเป็นจากงานแปลเช่นนี้หรือในงานประพันธ์ของเขาก็ตาม
สำหรับงานแปลของ “จูเลียต” จำนวน 3 เรื่อง ล้วนเป็นเรื่องสั้นที่เต็มไปด้วยปมคำถามที่น่าสนใจ “โลกของหนูน้อย” (Children and old Folk) งานเขียนของ “อิวาน คานการ์” (Ivan Cangar) นักประพันธ์ลือชื่อชาวยูโกสลาเวียซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆเล็กๆของเด็กๆที่จับกลุ่มคุยกันก่อนที่จะเข้านอน... ถกเถียงกันอย่างจริงจังถึงเรื่องที่เหมือนจะอยู่ไกลตัวพวกเขาแต่ก็มีความหมายต่อชีวิตของทุกๆคน... ท่ามกลางความไร้เดียงสา... คำถามแห่งข้อถกเถียงก่อนนอนของพวกเขาจึงดูมีพลังขึ้นมาอย่างประหลาด “ข้าศึกเป็นอย่างไร... มีเขาบนหัวไหม?”... “ฉันคิดว่าข้าศึกไม่... ไม่มีเขา”... “ข้าศึกจะมีเขาไปได้อย่างไร... ก็เป็นคนเหมือนกับเรานี่นา”... “เขาตายกันอย่างไรในสงคราม”... “ข้าศึกฆ่าพ่อตาย!”... “พ่อสัญญาจะเอาปืนมาให้ฉัน”... “พ่อจะเอามาให้ได้อย่างไร... เมื่อตายไปแล้ว”... “ข้าศึกฆ่าพ่อตายหรือจ๊ะ”... “ฮื่อ... ตาย!”
นี่คือข้อคำถามที่เด็กๆถือเป็นเรื่องสนทนาก่อนนอน... มันเป็นเรื่องเล่าที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดอย่างที่สุด... เรื่องสั้นแปลเรื่องนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทยรายเดือน”เมื่อเดือนเมษายน ปีพ.ศ.2493
ในเรื่องสั้น “ใครเลยจะบอกได้” (You never can tell) งานเขียนของ “Constance J. Foster” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทยรายเดือน” เมื่อเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ.2493 ได้สะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณแห่งความเป็นจรรยาบรรณของผู้ที่เป็นแพทย์ที่ต้องใช้เหตุผลหรืออารมณ์ในการเลือกตัดสินใจต่อประเด็นที่สำคัญที่ว่า... “คนป่วยที่หมดหวังและคนที่พิการ พวกเขาควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่... หากปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ จะเป็นการทรมานต่อกายและใจของพวกเขาหรือถึงขนาดจะสร้างความรกโลกอย่างนั้นหรือ” นี่เป็นคำถามแบบตีแสกหน้าต่อความเป็นแพทย์ที่ไม่อาจหาคำตอบอันแท้จริงได้หากขาดประสบการณ์แห่งชีวิตที่แท้เหมือนดั่งที่หมอ “แซดดีอุส มาลิน” เคยคิดจะกำจัดเด็กพิการคนหนึ่งที่เกิดมาขาสั้นยาวไม่เท่ากัน... จนกระทั่งเมื่อเวลาล่วงผ่านไปเขาถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เขาเคยพูดอย่างเหยียดหยามและหมิ่นแคลนต่อเด็กคนหนึ่งว่า “โลกไม่เสียดายหรอกเด็กพรรค์นี้” มันเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยอคติ... เพราะเมื่อลูกของหมอมาลินเกิดมาเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา... เขาก็ได้รับความช่วยเหลือด้วยวิธีทางการแพทย์แผนใหม่จาก “หมอมิลเลอร์” หมอที่เดินขากะโผลกกะเผลก ขาของเขาสั้นผิดส่วนอยู่ข้างหนึ่ง “เพราะขาพิการข้างนี้แหละครับที่ทำให้ผมสนใจในเด็กพิการพวกนั้น”และหมอมิลเลอร์คนนี้แหละคือเด็กน้อยพิการที่ครั้งหนึ่งหมอมาลินเคยคิดที่จะกำจัดเขาให้พ้นไปจากโลกอย่างไม่เสียดาย ในเรื่องสั้นแปลสุดท้ายของ “จูเลียต”... “สองสุภาพบุรุษแห่งเวอโรนา” ที่แปลมาจาก “Two Gentleman of Verona” ของ “A.J. Cronin” ที่สะท้อนถึงชีวิตของเด็กน้อย 2 คนแห่งเมืองเวโรนา เมืองอันเป็นอมตะของเรื่องราวแห่ง “โรมิโอและจูเลียต” พวกเขานิโคลาและจาโคโปเด็กกำพร้า 2 คนที่ต้องทำงานอย่างหนักในหลากหลายอาชีพเพื่อหาเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลพี่สาวที่เป็นวัณโรคที่กระดูกสันหลัง หลังจากที่พ่อผู้เป็นนักร้องและเป็นพ่อม่ายจะถูกฆ่าตายก่อนสงคราม... ครั้นสงครามเริ่มต้น บ้านของเขาก็ถูกระเบิดถล่มทำลายโดยพวกเยอรมันที่โหดร้ายและวางอำนาจ พวกเขา 3 พี่น้องจึงต้องสร้างบ้านขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาเอง จากเศษซากวัสดุที่ถูกทำลายลงอย่างไร้ความปราณี... แต่ที่สำคัญ... เด็กน้อยนิโคลาและจาโคโปก็ได้เข้าร่วมขบวนการต่อต้านศัตรูสงครามที่ฟักตัวขึ้นมาอย่างลับๆ... แม้จะยังเด็กและเล็กนักแต่พวกเขาก็ร่วมทำงานนี้อย่างจริงจัง... เช่นเดียวกับที่พวกเขามุ่งมั่นทำงานเพื่อจะช่วยชีวิตของพี่สาวที่ล้มป่วยลงหลังจากนั้นด้วยพลังแห่งความเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆไม่ผิดกัน... เรื่องสั้นแปลเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2493 ในหนังสือพิมพ์ “ปาริชาติ”
“ในยามถูกเนรเทศ” รวมงานวรรณกรรมแปลของสองนักคิดนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ในวิถีแห่งเสรีชนและอิสรชน... ผู้อยู่ในจิตใจของประชาชนตลอดมาและตลอดไปในฐานะ “ศรีแห่งวรรณกรรม”และ “ผู้หยัดยืนอยู่เคียงข้าง”... ถือเป็นหนังสือหายากและทรงคุณค่าอย่างยิ่งต่อการรำลึกถึงคุณค่าแห่งชีวิตโดยเฉพาะผู้ถูกกระทำและผู้ที่ต่ำต้อยด้อยศักดิ์ในสังคมทุกๆสังคม... ผ่านมุมมองและทัศนคติอันกว้างใหญ่... ด้วยภาษาสื่อสารที่อิ่มเต็มในเชิงการประพันธ์ของนักประพันธ์ผู้ยิ่งยงอย่างแท้จริง... ขอแสดงความเคารพต่อจิตวิญญาณของ “ศรีบูรพา”และ “จูเลียต” มา ณ ที่นี้ด้วยจิตคารวะอันสูงยิ่ง
“หากเรายอมรับภาระแห่งชีวิตอย่างองอาจและสมเกียรติด้วยพฤติกรรมอันปราศจากความเห็นแก่ตัว... มันย่อมนำศักดิ์ศรีใหม่มาสู่ชีวิตมนุษย์และเป็นสัญญาณแห่งความหวังอันยิ่งใหญ่สำหรับสังคมมนุษย์ด้วย”