มนุษย์เงินเดือนกับออฟฟิศซินโดรม: 3 อาการควรรู้ก่อนเรื้อรัง
ทุกวันนี้ เหล่ามนุษย์เงินเดือน นอกจากจะต้องตื่นแต่เช้า ฝ่าการจราจรที่ติดขัดไปทำงาน รับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยสารปรุงแต่งและไม่รับประกันความสะอาด แถมบางครั้งยังต้องกลับบ้านดึกดื่นเพราะการงานติดพัน กว่าจะได้พักผ่อนก็ย่างเข้าวันใหม่ไปแล้ว อีกหนึ่งโรคที่รบกวนใครหลายคนก็คือออฟฟิศซินโดรมหรืออาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด ซึ่งบางคนอาจไม่ทันสังเกตว่าตัวเองมีอาการดังกล่าว พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่า ความเจ็บปวดนั้นกลายเป็นโรคเรื้อรังจนรักษายากเสียแล้ว วันนี้ เราจึงมาแบ่งปัน 3 สัญญาณของโรคออฟฟิศซินโดรม มีอาการเหล่านี้เมื่อไหร่ อย่าลืมไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงให้ถี่ถ้วน เพื่อความสบายใจในระยะยาว
ปวดคอ บ่า ไหล่
พนักงานออฟฟิศนั้นต้องนั่งทำงานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งบางครั้ง เมื่อทำงานจนเพลิน อาจลืมขยับตัวเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้นั่งท่าเดิม จับเมาส์และคีย์บอร์ดแบบเดิม เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ซึ่งอิริยาบถเหล่านี้จะทำให้รู้สึกปวดที่บริเวณคอ บ่า ไหล่ อาจปวดแบบล้าๆ หรือปวดร้าวมากจนยกแขนไม่ขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการปวดหลังร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่นั่งหลังงอ อาจปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง เมื่อเวลาผ่านไป อาจเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทได้
รู้สึกชาหรืออ่อนแรงบริเวณแขนและมือ
หากนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน โรคออฟฟิศซินโดรมอาจแสดงอาการในรูปของความรู้สึกชาที่แขนหรือมือ หรืออาการอ่อนแรง เป็นเพราะเส้นประสาทถูกกดทับนานไป จากการที่ไม่ค่อยได้ขยับตัวหรือเปลี่ยนท่านั่งนั่นเอง นอกจากนี้ ยังอาจรู้สึกวูบ เป็นเหน็บ หรือเหงื่อออกตามบริเวณที่รู้สึกปวด ซึ่งเป็นอาการของระบบประสาทเช่นกัน
ปวดศีรษะ ไมเกรนถามหา
นอกเหนือจากอาการปวดตามกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ในร่างกาย หนึ่งในกลุ่มอาการที่มักมาพร้อมกับออฟฟิศซินโดรมคืออาการปวดศีรษะและไมเกรน โดยอาการปวดนั้น อาจเป็นเพราะใช้สายตาเยอะเกินไปจนกล้ามเนื้อตาทำงานหนัก ส่งผลให้ปวดหัว หรืออาจเกิดจากความเครียดและไม่มีเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ จนทำให้เป็นไมเกรนในที่สุด
หากใครที่กำลังใช้ชีวิตแบบวิถีพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งโต๊ะ พิมพ์งานกับคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน อย่าลืมสังเกตสัญญาณออฟฟิศซินโดรมทั้ง 3 อาการนี้ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดทางกาย อาการรู้สึกชาของระบบประสาทซึ่งอาจพบร่วมกัน รวมไปถึงอาการปวดหัว เพราะสิ่งเหล่านี้อาจไม่ทำให้เจ็บปวดมากในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อปล่อยไว้นานเข้า อาจกลายเป็นอาการเรื้อรังที่ยากต่อการรักษา และพัฒนาไปเป็นโรคที่ร้ายแรงยิ่งกว่าในอนาคต