ชีวิตไม่ไร้ความหมาย (MAN’SEARCH FOR MEANING) “คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อไขว่คว้าหาความสุข...แต่เกิดมาเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ไม่ว่าจะทุกข์จะสุขอย่างไร...ชีวิตย่อมมีความหมายแฝงฝังอยู่ในตัวตนเสมอ...เป็นเงื่อนงำเฉพาะตัวของชีวิต ที่คอยย้ำเตือนต่อความเป็นไปของโลกแห่งการดำรงอยู่เสมอ มันคือ..สายทางที่ยากจะหยั่งเห็นของชะตากรรม ที่เกิดขึ้นมาด้วยความสับสนวกวนของความไม่รู้.. และคลี่คลายออกไป ด้วยสถานะและบทบาทแห่งความเพียรพยายามในการเอาชีวิตรอดของความเป็นชีวิต...เป็นอยู่อย่างนั้น...สลับหมุนเวียนเป็นรากฐานของจิตวิญญาณอยู่อย่างนั้น”
“ชีวิตไม่ไร้ความหมาย”(MAN’S SEARCH FOR MEANING)...งานเขียนจากเรื่องราวในชีวิตจริงของจิตแพทย์ชาวออสเตรีย “วิกเตอร์ อี.แฟรงเคิล”...ที่ได้สัมผัสกับประสบการณ์อันเลวร้ายที่สุดของชีวิต เมื่อต้องถูกกักกันบังคับอยู่ในค่ายนาซี.ระหว่างปีค.ศ.1942-1945..สูญสิ้นอิสรภาพ และต้องทุกข์ทรมานอยู่กับภาวะแห่งทารุณกรรมที่ถูกกระทำ...ไร้หวัง และไม่มีโอกาสรู้เลยว่าพี่น้อง ญาติมิตร หรือคนที่รักคนใดที่เหลือรอด...กระทั่งยังมีชีวิตอยู่...แต่สำหรับเขา..เขากับเพื่อนนักโทษบางส่วน กลับยังสามารถหยั่งเห็นถึง “ความหมายของชีวิต” ยังปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับมันอย่างมุ่งมั่น...และนี่คือตัวอย่างอันเป็นแบบอย่างของชีวิตที่มีข้อสรุปได้ว่า “...มนุษย์เราหาได้เกิดมาเพื่อที่จะพ่ายแพ้อย่างหมดทางสู้เสมอไป แต่แท้จริงแล้วมนุษย์เรายังมีหนทางที่จะชนะ...ตราบใดที่เราไม่ยอมที่จะก้มหัวและสยบยอมอย่างเชื่องๆให้แก่ชะตากรรม”
นี่คือสาระเริ่มต้นของวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเล่มหนึ่งในยุคสมัยของเรา... เป็นหนังสือที่มีข้อความมากมายอันทรงพลังซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้..นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในฐานะหนังสือว่าด้วย “การรอดชีวิต”..กระทั่งกลายเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอเมริกา มียอดขายกว่า 12 ล้านเล่มทั่วโลก
หนังสือผูกร้อยประเด็นของชีวิตจากประสบการณ์ในค่ายกักกัน/การพินิจพิเคราะห์ภาวะเหตุการณ์ต่างๆผ่านทฤษฎี “โลโกเทอราปี”/จนถึงบทสรุปแห่งการชี้ให้เห็นถึง...การมองเรื่องร้ายในแง่ดี
โลโกเทอราปี (Logotherapy) คือแนวคิดสำคัญที่วิdเตอร์ค้นพบ...เป็นแนวคิดที่เป็นไปตามสมมติฐานที่ว่า “แรงที่สร้างแรงบันดาลใจหลักของแต่ละบุคคลคือการหาความหมายของชีวิต... เป็นการมุ่งเน้นไปสู่ความมุ่งหวังที่จะมีความหมาย...เป็นทฤษฎีที่ทำให้ชีวิตรอดอย่างไร้หายนะ..ด้วยหลักการที่ว่า...
“*ชีวิตมีความหมายในทุกๆสถานการณ์ แม้แต่ชีวิตที่น่าสังเวชที่สุด
*แรงจูงใจหลักในการใช้ชีวิตคือเจตจำนงของเราที่จะค้นหาความหมายในชีวิต
และ...
*เรามีอิสระที่จะค้นหาความหมายในสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราประสบ หรืออย่างน้อยก็ในท่าทีที่เราใช้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์แห่งความทุกข์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง”
“ วิกเตอร์”...สูญเสียครอบครัวของเขาทั้งหมด เขาเสียใจบ้าคลั่งจนแทบจะเสียจริต เขาทำงานรับใช้นาซี ในตำแหน่ง “คาโป” ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและคุมประพฤตินักโทษด้วยกัน...สถานะตรงส่วนนี้ ทำให้เขาได้มีโอกาสได้เห็นจุดที่ต่ำตมที่สุดของชีวิตมนุษย์ ที่มีทั้งความตรอมตรมและทุกข์ทรมาน...นั่นคือภาพสะท้อนอันจริงแท้ของตัวเขาเองและเพื่อนๆ...เขาได้วิเคราะห์สถานการณ์เหล่านี้ด้วยสายตาของจิตแพทย์ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเขา...ผ่านทฤษฎีบำบัดโลโกเทอราปี...ที่เขาได้คิดขึ้นขณะที่อยู่ในค่ายกักกัน..
“หัวใจของทฤษฎีนี้คือ...คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อไขว่คว้าหาความสุข แต่เพื่อ ค้นหาความหมายของชีวิต...ทั้งนี้เพราะ คนที่ค้นหาแต่ความสุขจะแตกสลาย เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์สุดขั้วบางประเภท”
“ชีวิตไม่ไร้ความหมาย”..แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสองส่วน...ส่วนแรก..เป็นการเล่าถึงประสบการณ์ที่ชีวิตได้พบเจอในค่ายกักกันตลอดระยะเวลา 3 ปี...เป็นการเล่าเรื่องในเชิงลึกที่ชิดใกล้กับเหตุการณ์อย่างที่สุด...ด้วยสายตาของจิตแพทย์ที่ “วิกเตอร์” ใช้ในการสังเกตเรื่องราวต่างๆของแต่ละบุคคลที่อยู่ร่วมกันนับแต่...ผู้นำ ลงไปถึงนักโทษ โยงการมองเรื่องราวต่างๆ ผ่านทั้งการกระทำและความคิด การพูดจาหรือการแสดงออกของบุคคลเหล่านั้นในแต่ละบุคคล...แล้วนำมาเชื่อมโยงสร้างเป็นทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในการอยู่รอด...แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่เพียงการได้รู้ว่า...ชีวิตเราจะอยู่ไปเพื่ออะไร ชีวิตของคนผู้นั้นก็จะเป็นผู้รอดแล้ว...เนื่องเพราะ..หากใครก็ตามไม่สามารถหาความหมายให้กับชีวิตได้เจอ ..โอกาสแห่งการอยู่รอดแม้จะมีมากมายแค่ไหน..ก็ไม่อาจฉุดใครคนใดคนหนึ่งให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับ “หายนะแห่งความตายได้”
“เราจะเห็นว่า..ปฏิกิริยาทางจิตของนักโทษในค่ายกักกัน จะต้องเป็นมากกว่าการแสดงออกของสภาพทางกาย หรือทางสังคมวิทยาเท่านั้น แม้ว่าสภาพอย่างเช่น การอดนอน อาหารไม่เพียงพอ และความกดดันทางใจ อาจบอกให้รู้ว่าน่าจะตอบโต้ได้ในบางลักษณะ เมื่อวิเคราะห์ในขั้นสุดท้ายแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่า..นักโทษจะกลายเป็นคนประเภทไหนนั้น ย่อมเป็นผลของการตัดสินใจภายในตัวของตัวเอง ไม่ใช่เพียงอิทธิพลในค่ายเพียงอย่างเดียว..
เพราะฉะนั้น...โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์คนไหนก็ตามก็ย่อมสามารถตัดสินใจเลือกที่จะเป็นในสิ่งที่เขาเป็น...ไม่ว่าจะเป็นด้วยทางใจหรือด้วยทางจิตวิญญาณ
การพินิจพิเคราะห์เช่นนี้ เสริมส่งในเชิงลึกให้ “วิกเตอร์” ได้เห็นภาพที่เป็นทั้งความจริงและการเหลื่อมซ้อนทางมายาคติ...ในสถานะและบทบาmของชีวิตที่ถูกกดทับและบังคับผ่านอำนาจอันดิบเถื่อนที่ถูกออกแบบไว้เพื่อการขู่เข็ญและมีอำนาจเหนือ...เป็นความแปลกประหลาดที่เร้นซ่อนอยู่ภายใต้มโนสำนึกอันจริงแท้..
“ผมอยากจะกล่าวถึงสิ่งแปลกประหลาดนี้สักสองสามเรื่อง...เพื่อแสดงให้เห็นว่า..เราทนได้ขนาดไหน เราไม่สามารถแปรงฟันได้แต่ถึงกระนั้น แม้จะขาดวิตามินอย่างรุนแรง เราก็ยังมีเหงือกที่แข็งแรงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เราไม่สามารถอาบน้ำหรือแม้แต่ล้างหน้า ล้างมือได้เป็นเวลาหลายวัน แต่ถึงกระนั้นแผลและการเสียดสีบนมือที่สกปรกจากการทำงานขุดดินก็ไม่ได้กลายเป็นหนอง หรืออย่างเช่นคนที่นอนไว ที่เคยตื่นเพราะเสียงเบาๆในห้องถัดไป ตอนนี้ก็กลายเป็นนอนเบียดกับสหายคนหนึ่งที่นอนกรนเสียงดังสนั่นห่างจากหูไปไม่กี่นิ้ว...แต่ก็ยังหลับสนิท”
บางทีการ”กลืนกลาย”ในชีวิตก็เกิดขึ้นเงียบๆ ในระหว่างการเลือกเส้นทางอยู่รอดของชีวิต ด้วยความหมายของการมุ่งหวังที่จะมีชีวิตอยู่...ปรารถนาแห่งการมีชีวิตอยู่ในห้วงลึกที่โลดทะยานของจิตใจ คือแสงฉายแห่งการอยู่รอดที่ค่อยๆทอประกายออกมาจนกลายเป็นวิถีแห่งการเลือก...ในหัวใจแห่งปรารถนาที่จะเลือกอันไหวเคลื่อนและเติบกล้า...
“ยังมีทางเลือกให้เราเลือกได้เสมอ ในทุกๆวัน ทุกๆชั่วโมง เปิดโอกาสให้เราตัดสินใจที่จะกำหนดว่า..เราต้องยอมหรือต้องไม่ยอมแพ้แก่อำนาจ ที่ทั้งคุกคามและช่วงชิงตัวตนของเรา..”
ในส่วนที่สอง..คือการอธิบายถึงทฤษฎี “โลโกเทอราปี” ทฤษฎีแห่งการหาความหมายของชีวิต ซึ่งจะนำเราไปค้นหาความหมายของชีวิตได้ในสามทางด้วยกัน...คือ ด้วยการสร้างงาน หรือ กระทำการใดๆ/ด้วยการประสบพบเห็นบางสิ่งหรือใครบางคน(อันเชื่อมโยงไปถึงความรักและความรู้สึกรัก)/ด้วยทัศนคติที่เรามีต่อความทุกข์อันหลีกเลี่ยงไม่ได้(ซึ่งหมายถึงความคิดบวก)..
“มีสถานการณ์ที่เราถูกลิดรอนโอกาส ที่จะทำงานของเราหรือภาวะที่จะสนุกกับชีวิตของเรา แต่สิ่งที่ไม่สามารถขจัดไปได้คือ การหลีกเลี่ยงความทุกข์ไม่ได้ ในการยอมรับความท้าทาย ของการยอมรับความทุกข์อย่างกล้าหาญ...เหตุนี้ชีวิตจะมีความหมายจนถึงนาทีสุดท้าย”
ความมุ่งมั่นในความเชื่อมั่นของ “วิกเตอร์” ถือเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ศรัทธาของเขาต่อการสัมผัสโลก มีหนทางที่เจิดกระจ่างทางความคิดมากขึ้น ด้วยนัยแห่งการรับรู้ในรู้สึกต่างๆอย่างเช่น...
“ความรักเป็นหนทางเดียวที่จะเก็บมนุษย์อีกคนหนึ่งไว้ในส่วนลึกที่สุดของบุคลิกของเรา ไม่มีใครตระหนักถึงสาระสำคัญของมนุษย์อีกคนหนึ่งได้อย่างถ่องแท้ เว้นเสียแต่ว่าเราจะรักคนนั้นในความรัก เราจึงจะสามารถมองเห็นศักยภาพในตัวเขา ซึ่งยังไม่ได้กลายเป็นจริง แต่มันก็ยังสามารถทำให้มันเป็นจริงได้”
ณ ยามที่ท้อแท้สิ้นหวังอย่างถึงที่สุด “วิกเตอร์” ได้พยายามสร้างจินตนาการแห่งความวาดหวังขึ้นมาเพื่อกลบกลืนความเศร้าทั้งปวงที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต...การคิดตระหนักว่าภรรยายังคงมีชีวิตอยู่กับเขาเสมอ ช่วยทำให้เขาลืมความทุกข์เศร้าทั้งกายและใจที่กำลังเผชิญการครอบงำอยู่...อย่างน้อยก็ในชั่วขณะหนึ่ง..
การมีชีวิตอย่างมีความหมายที่สุดแล้วก็ทำให้เรามีพลังในการอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป.. “คนที่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรจะเป็นผู้รอด”...ในขณะที่คนหาความหมายให้กับการมีชีวิตอยู่ไม่เจอ...ต่อให้มีโอกาสของการอยู่รอดมากมายสักเพียงใด ก็ไม่สามารถฉุดเขาให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความตายได้”
อาจารย์ “นพมาศ แววหงส์” นักวิชาการทางด้านการละครและภาพยนตร์คนสำคัญ เป็นผู้แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างลึกซึ้งและแนบเนียนยิ่ง...ความเข้าใจในศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงกันที่วิกเตอร์ “นำมาประกอบสร้างหนังสือเล่มนี้..คือความยิ่งใหญ่ต่อการสร้างสรรค์ของความประจักษ์แจ้งอันสมบูรณ์...ดั่งความเป็นจริงแห่งอุบัติการณ์ที่ว่า...การค้นพบ “ความหมายของชีวิต” “วิกเตอร์” ได้กลืนกลายสู่การเป็นทฤษฎี “โลโกเทอราปี” อันโด่งดัง จนได้รับการขนานนามและยกย่องว่า...เป็นสำนักจิตบำบัดแห่งที่3 ของเวียนนา สืบต่อจาก “ซิกมุนด์ ฟรอยด์” นักจิตวิทยาเจ้าของแนวคิดจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก/...และ “อัลเฟรด แอดเลอร์”เจ้าของทฤษฎีบุคลิกภาพของมนุษย์ ที่ได้รับการเร่งเร้าจากลักษณะสัมพันธภาพ...
“สิ่งที่ฆ่านักโทษในค่ายได้มากและง่ายที่สุด คือการหมดสิ้นความหวัง หมดความหมายในการมีชีวิต ผู้ที่รอดพ้นจากค่ายมาได้หลังสงครามจบ หาใช่ผู้ที่แข็งแก่งที่สุด แต่พวกเขาคือผู้ที่ไม่หมดหวัง”
“ชีวิตไม่ไร้ความหมาย” คือหนังสือที่นำเราสู่การขยายกว้างแห่งโลกของชีวิต ในการคว้านลึกสู่หัวใจของจักiวาลอันเต็มไปด้วยพลังที่เกาะกินใจอย่างติดตรึงที่มีอยู่ไม่มากนัก...แต่..ครั้นชีวิตของเราไม่หมดหวัง เราก็ย่อมจะบังเกิดหนทางเลือกในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างสงบงามและไม่ขลาดกลัว...กระทั่งชีวิตนั้นๆได้พบกับหัวใจของความเป็น “อิสรภาพ”ในที่สุด
ผ่านจากการถูกจองจำ...แน่นอนว่าทั้ง “วิกเตอร์” และเหล่าสหายผู้ร่วมชะตากรรมคือ.. “ผู้ที่ไม่หมดหวัง...” แต่พวกเขาก็ต้องออกมาเรียนรู้ ที่จะประกอบสร้างความเป็นมนุษย์ขึ้นมาใหม่...กลับมาเป็นตัวเองด้วยรูปรอยใหม่..อีกครั้ง และ อีกครั้ง...
“รู้สึกดีใจไหม...ที่เราเป็นอิสระแล้ว..ไม่เลย...พวกเราลืมไปแล้ว ว่าความรู้สึกดีใจ..เป็นเช่นไร....!!!”