ซารียา ยืนยันว่า มีฝนตกเล็กน้อยกลางทะเลสาบ “ไม่มีสิ่งใดผูกมัดชีวิตไว้ได้อีก...นอกจากฝันที่คลุมเครือ”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
"ณ ขณะหนึ่ง..ที่ชีวิตต้องคละเคล้าไปด้วยอุบัติการณ์แห่งปรากฏการณ์อันมืดดำของชีวิต..เรื่องราวนานาที่เกิดขึ้น จึงเป็นดั่งห่ากระแสของความรู้สึกบาดเจ็บที่ม้วนตัวเข้าหากันดั่งความรุนแรงของพายุแห่งคลื่นลมในห้วงเวลาวิกฤต..ชะตากรรมของชีวิตแต่ละชีวิต ถูกขึงพืดด้วยความอัปยศ ที่ยากจะเลี่ยงพ้น..
ในยุคสมัยที่ทั่วทุกหัวระแหงถูกห่มคลุมไปด้วยมรดกแห่งความจอมปลอมที่แสนจะอัปลักษณ์เช่นนี้ ...นาฏกรรมอำพรางจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า..เบิกประจานลมหายใจแห่งยุคสมัย..กระทั่งสิ้นสุดสายทางแห่งความหวังลงอย่างเงียบงันก็มิปาน..ทั้งหมดในสิ่งที้งหมดล้วนดำเนินไป...พร้อมการกลายร่างเป็นวิถีอนารยะไป..ในที่สุด..!"
รากเหง้าแห่งความคิดคำนึงอันสิ้นหวังเบื้องต้น..คือหัวใจในเรื่องราวทั้งมวลของรวมเรื่องสั้นที่เปิดเปลือย “ชีวิตเหนือชีวิต” จากจุดต่ำสุดอันจมปลักให้ขึ้นมาสู่แสงฉายของการมองความหวังด้วยทรรศนะอันหยั่งลึกในทางจิตวิญญาณ.. “ซารียา ..ยืนยันว่ามีฝนตกเล็กน้อยกลางทะเลสาบ” โดย “พิณพิพัฒน์ ศรีทวี” ..นักเขียนผู้สะท้อนโลกความคิดแห่งการกระทำของมนุษย์ ณ วันนี้..ออกมาอย่างเปี่ยมเต็มไปด้วยรสชาติของความรู้สึก..ด้วยภาพแสดงแห่งชีวทัศน์ที่ถึงเลือดถึงเหนือ..ข้ามเขตแดนของโลกจริงไปสู่โลกเสมือน ..ด้วยเจตจำนงแห่งการตีความในเชิงประพันธกรรมอันซ้อนซับและตรึงติดไปด้วยความหมายที่เร้นซ้อน..!
“ในที่สุด.. ซารียา ก็ชนะ...ลูกชายของเธอจมลงทะเลสาบ วิญญาณกลางทะเลสาบพ่ายแพ้..และจากไป..
จากนั้น น้ำค้างก็ตกเหนียว ทุกเม็ดร่วงกระทบกองและผืนน้ำ..เท่าความเร็วของน้ำตาซารียา..ก่อนหายไปในความมืดและหนาวเย็น ถมทับความลับ ของซารียา ไว้ตลอดกาล.."
ภาวะแสดงแห่งเรื่องสั้นเรื่องนี้..เต็มไปด้วยความเหลื่อมซ้อน..ในแง่มุมของสถานการณ์..มันคาบเกี่ยวและพาดผ่านกันในโลกจริงและโลกเสมือน..ในปฏิกิริยาแห่งการกระทำ ตรงส่วนนี้..คือเชิงชั้นของการสร้างสรรค์ ที่สื่อถึงอำนาจแห่งตัวตนของมนุษย์ที่แยกย่อยสู่การเสแสร้งอันน่าพะอืดพะอม
“แผ่ภาพพลิกพาพระสวรรค์ไปถึงฉากที่มีพื้นหลังดำมืด มีบางสิ่งเกิดขึ้นกลางทะเลสาบ ใครสักคนกลายเป็นกอกง ซารียา ร่ำไห้ พร่ำทั้งน้ำตาว่า..มึงไม่ใช่พระและไม่ใช่พ่อกู..มึงมันเป็นกองไร้ค่า แม่กูถึงทิ้งมึงไปกับพวกหุ่นยนต์ จากนั้นพระสวรรค์เห็นชายคนนั้นแอบร่ำไห้ เดินกลับวัด ห่มผ้าเหลืองรัดกุมมิดชิดกว่าเดิม..แสร้งใช้ชีวิตว่าสงบ”
อัศจรรย์ที่แปรเปลี่ยนกับความแยบยลแห่งศาสตร์สมัยใหม่..พรั่งพรูออกมา ผ่านมโนสำนึกของตัวละคร มันดูคล้ายวิปริต..แต่มันก็ตกอยู่ระหว่างม่านกั้นโลกสองโลกให้ห่างออกจากกัน..อย่างถึงที่สุด..
"ซารียา ยืนยันว่ามีฝนตกเล็กน้อยกลางทะเลสาบ เหมือนม่านกั้นโลกสองโลกออกจากกัน ไม่หวาดหวั่นอะไรอีก..”
ภายในตัวตนของมนุษย์..โดยจริงแท้มีหลายๆสิ่งที่คอยกัดกินตัวตนของเรา..เสมือนว่า “พิณพิพัฒน์” ได้ชี้ให้เราได้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ว่า..มันคือ “จิตวิญญาณโสมม” ที่คอยรุกเร้า และสร้างความ ทุกข์ทรมานให้เกิดขึ้นแก่กายใจของมนุษย์อย่างยากที่จะสลัดหลุด
"บางอย่างในมดลูก กำลังกัดกินซารียา มันเจ็บปวดแต่ก็ยังน้อยกว่าความเจ็บปวดและน่าสะอิดสะเอียน ตอนความทรงจำถูกกัดกิน..ซารียาหมองไหม้กับทุกอย่างที่ประกอบสร้างเป็น ฉากหลังทะเลสาบ..แม่ที่หายไปกับหุ่นยนต์ พ่อที่กลายเป็นวัชพืช ความทรงจำอันหมองไหม้ ตอนร่างกายตัวเองเกิดอารมณ์เสียวซ่าน ในขณะที่ใจต้องการผลักไสออกไป ให้ถึงความตาย.."
อุปมาของเรื่องที่ “พิณพิพัฒน์” ได้สร้างขึ้นเพื่อขยายความแห่งประเด็นต่างๆในเรื่องสั้นของเขา..เป็นดุจฝันในฝัน..ที่ทั้งหลอกหลอน กลืนกินสำนึก และ เย้ยเยาะ อุปาทานของชีวิต..อย่างเจ็บร้าวและหน่วงหนักระคนกัน..อาจดำเนินมาถึงจุดคลี่คลายดั่งบทสรุปสุดท้าย..แต่ ก็เสมือนกับการไปเริ่มต้น..ยั่วล้อกับวงจรชีวิต..มันคือการสรุปซ้อนสรุป..และคือการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า..ที่นิ่งเงียบและแทบไม่ไหวติง..
“อย่างไรก็ตาม..หลังเข้ามสะพานไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ซารียากลัวจะไม่อาจลืม..คือฝนกลางทะเลสาบ ซารียายืนยันว่า..วันที่เธอโยนลูกชายลงจากเรือ กับวันที่พระสวรรค์ตาย มีฝนตกลงมาเล็กน้อยกลางทะเลสาบ แต่ซารียา กลับไม่แน่ใจ..
ตอนที่เธอร่วมรักกับหุ่นยนต์เพื่อแลกเปลี่ยน กับการตายของพระสวรรค์..วันนั้นมีฝนตกกลางทะเลสาบหรือเปล่า?"..
ปริศนาแห่งการผันผ่านของชีวิต..ดำเนินไปอย่างเร้นลึก และขมวดปมสำนึกแห่งการใคร่ครวญ..ให้ติดตรึงสะบักเป็นความรู้สึกที่ฝังจำทั้งไกลโพ้นและฝังจำ..เป็นการออกแบบสู่ความจริงแท้และความจริงลวง ในนัยเหตุการณ์..ทุกๆเหตุการณ์..เป็นการเชื่อมต่ออาการแห่งเรื่องราวโดยรวมของเรื่องสั้นทั้ง 11 เรื่อง..ให้เชื่อมร้อยดวงวิญญาณแห่งแก่นแท้ของโลกทั้งโลกเข้าด้วยกัน..นี่คือการแสดงภาพในด้านกลับของปริซึมชีวิต ที่แตกแขนงออกเป็น..หลุมดำแต่ละหลุมดำของความอุบาทว์ชาติชั่ว..ที่เหนี่ยวให้ประจักษ์ใน จิตที่ไร้สติ..และ การแย่งชิง..มายาคติที่หาเหตุแห่งผลอันจริงแท้ไม่ได้
“ผ้าอนามัยใช้แล้ว..เมื่อสามเดือนก่อน..มันเป็นอนุสรณ์..อย่ามองแบบนั้นสิ..ฉันไม่ต้องใช้มัน..แค่เก็บไว้เตือนใจและบูชา สี่เดือนแล้วที่เขาระเหิดหาย ทิ้งอุปกรณ์บางอย่างไว้ในมดลูกของฉัน เพิ่งรู้หลังจากเขาตายได้ราวเดือนหนึ่ง..ชีวิตมันโคตรเฟลพี่ว่าไหม..ฉันตั้งชื่อก้อนเนื้อน่าสมเพชว่า.."อุปกรณ์สลายความฝัน"ตั้งแต่รู้ว่าท้อง..ฉันไม่เคยฝันอีก..โคตรว่างเปล่าเลยนะพี่!!! ฝันที่ไม่มีขอบเขตอะไร..แม้แต่ความไม่มีขอบเขต ก็ยังหาขอบเขตไม่ได้..งงมั้ย..!”
ผู้หญิงที่เป็นตัวละคร..แทนความเจ็บปวดของโชคชะตาใน “อนุสรณ์แห่งจิ้งหรีดกรีดร้อง..” คือตัวแทนแห่งความพ้องเหมือนของ “ซารียา” ...สิ่งที่อุบัติขึ้นในโอกาสที่ยากจะให้ความนิยาม..คือความกึ่งดิบกึ่งดีในนามแห่งกายร่างอันทะลุออกมาจากจินตนาการและฝันร้าย ณ เบื้องลึกแห่งโลกเสมือนของ มายาจริตแห่งความเป็นจริง..อะไรกันแน่ที่ดิ้นรนอยู่ในเบื้องลึกของเรา?..อะไรกันแน่ที่กระชากความรู้สึกจริงไปจากเราจนสำนึกอันบริสุทธิ์ต้องซวดเซและรวนเร...บางทีความจริงในเชิงกลับด้านอาจแจกแจงถึงคำตอบนี้..
“ไม่มีใครรู้ว่ายีผาดแกบัดสีตัวเอง..ไม่ใช่อับอายเพราะถูกหยามหมิ่นเชิงชาย..เหมือนดูแคลนความอับสับ อีกทั้งยีผาดไม่คิดว่านอกจาก ฟ"คนพวกนั้นแล้ว" จะยังมีใครในหมู่บ้านเเคลงใจเรื่องที่แกเป็นพุธเข้าแขก ไม่มีเลือดมุสลิม...เพราะยีผาดนั้นสุขสมบูรณ์ทุกอย่าง นับตั้งแต่กลับจากแสวงบุญที่เมกกะ..แต่ยีผาดบัดสีว่าการถูกเรียกขานด้วยความนบน้อมยำเกรงมาตลอดในชื่อ"ยีผาด"นั้นก็เท่ากับด่าแกไปในตัว"
"พิณพิพัฒน์"..ศึกษาและผูกโยงความเชื่อมโยงที่ย้อนแย้ง..ให้เป็นเสมือนตาน้ำของความเข้าใจ..ในดินแดนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมแห่งอารยธรรมที่ผสานลึก..มันย่อมเกิด "ความคลางแคลงใจ"ใต้หลังคาหลุมศพศักดิ์สิทธิ์" เสมอ...ช่างน่าอนิจจาแท้!..
ความคลางแคลงใจ...นับเป็นอาวุธสำคัญในการวินิจฉัยสรรพข้อมูลของ "พิณพิพัฒน์" ก่อนที่จะแปรรูปออกมาเป็นเนื้อในแห่ง.สาระชีวิตที่จักต้องตีความถึงวิถีแห่งสัจจะกันอย่างระมัดระวัง..ดั่งเช่น.. ฉากทัศน์อันเริงรมย์และแปลกหน้านี้.. "ละอองฝุ่นนิ่งงันแห้งผาก บนดาวอังคารเราต่างเป็นสัตว์ต่างดาวแปลกหน้า..ร่วมรักแล้วลาจาก ไม่มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน..ในค่าเฉลี่ยความเศร้าบนดาวอังคาร"
ในโลกสมัยยุค 6.0 เยี่ยงทุกวันนี้..โลกไร้ซึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้ว เราต่างก้าวไปข้างหน้า..ด้วยสิ่งที่ไม่ต้องเลือกด้วยตัวเองอีกต่อไปแล้ว..มันถูกกำหนดและก่อเกิดขึ้นเองดั่งอุบัติการณ์ล้มลุก.. "ละอองฝนซ่านเซ็นปะทุจมูก ผมได้กลิ่นบางอย่างฉันเคยคุ้น เป็นกลิ่นอดีตตามตอแยไม่เลิกลา." จาก "ค่าเฉลี่ยความเศร้าบนดาวอังคาร" จะนำเรามาสู่ภาวะแห่งภาวะที่ยากจะกลืนกิน..ทั้งความคิดและการกระทำดั่งสมมติ..
“เรื่องสั้น.. "ปลาสนาการ" เป็นเครื่องเกี่ยวกับคนเอากับผีผูกคอตาย ผมได้พลอตจากผีสาวคนหนึ่ง นางสิงในบ้านเช่า..หลังตลาดสดในเมืองที่ผมเคยเช่าเขียนนิยาย..ผมมั่นใจว่าเธอว่อนเวียนในบ้าน จึงสมมติตัวเองเป็นตัวละครและร่วมเพศกับผี"
ที่สุดแล้ว..ขบวนการแห่งศิลปะในประพันธกรรมของ "พิณพิพัฒน์" ไม่ว่าภาวการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเนิ่นนานแล้ว..หรือเพิ่งบังเกิดขึ้นสัมผัสรู้ในสาระเรื่องราว..ในประเด็นที่ทั้งดีและชั่วต่างๆ..ซึ่งย่อมสมควรจะถูกตีความ แปลความ และ อธิบายความ..ยิ่งเฉพาะฉากการมีเพศสัมพันธ์ที่มีอยูอย่างถี่ๆและจริงจังในแทบทุกเรื่อง..นั่นก็ย่อมต้องเป็นปริศนาการ แห่งความคิด จิตใจ และอารมณ์ ต่อการอุบัติของผลลัพธ์อันชวนคลื่นเหียนและตื่นตะลึง..แต่นี่ก็คือ...ความหมายอันเป็นที่สุดของชีวิตที่จักต้องรองรับเงื่อนไขแห่งการกระทำที่มนุษย์ทั่วทั้งโลกต่างพากันยัดเยียดสู่ตัวตนของเขา..และอาณาจักรแห่งลมหายใจที่น่าขมขื่นใจของพวกเขา...ตลอดกาล!
เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ในเรื่องสั้นชุดนี้..จึงคือสิ่งที่ต้องรับรู้ด้วย "เข้าใจ" โดยเฉพาะในความหน่วงหนักนั้น ก็มีความบางบเบาโอบประคองอยู่..และในความบางเบานั้นก็มีความหน่วงหนัก..คอยแลกเปลี่ยนและควบคุม..อยู่..
นี่คือการเขียนเชิงฝีมือ ที่สงบงาม ..ผ่านการมองโลกเเห่งชีวิตด้วยสายตาและมุมมองที่ถ้วนทั่ว..เห็นและหยั่งเห็น/ยินเสียงและได้รสชาติ..ในทุกๆขณะ..แท้จริง..!
"ณ เส้นแบ่งเขต....มีฝนตกเล็กน้อยกลางทะเลสาบเพลงในฝัน..ไหวแว่วความรู้สึก "หากฝันว่าฉันและเธอ ละเมอความรักร่วมกัน.." เด็กๆของเรากำลังเติบโต.. พวกเขาถูกฝังโปรแกรมความทรงจำ หลายคนไม่มีลักษณะโครโมโซมที่เหมือนคนอื่น หลายคน..ไม่อาจทำใจยอมรับ...!!"