มนุษย์มวยปล้ำ (HUMANS OF WRESTLING)

วาไรตี้25 ต.ค. 2562 • 17:10 น.
มนุษย์มวยปล้ำ (HUMANS OF WRESTLING)
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต “สถานะของมนุษย์ที่เลือกวิถีบทบาทของตัวเองด้วยความรัก ในทุกมิติที่เป็นความหมายของชีวิต ถือเป็นแก่นสารแห่งน้ำหนักของการรับรู้ที่น่ายกย่อง...เราต่างมีความเชื่อแห่งศรัทธาในก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณที่แตกต่างและแปลกแยกออกจากกันมากมายในโลกนี้...ได้เป็นในสิ่งที่เป็นความปรารถนาที่จะเป็น ได้ทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้องที่จะกระทำ..หรืออาจจะได้เป็นได้ทำด้วยหลุมลึกแห่งความจำเป็นจากความอัตคัดขัดสนในโชคชะตาที่ไม่อาจเลี่ยงพ้นของนัยชีวิต...แต่ไม่ว่ารูปรอยทั้งหมดจะเป็นเช่นไร...จิตวิญญาณแห่งความเป็นตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งย่อมจักต้องน้อมรับความดีงามอันเป็นดั่งอัศจรรย์นั้น หรือกระทั่งต้องลุกขึ้นมาปลุกตื่นหรือเบียดแทรกความเจ็บปวดและขมขื่นเพื่อจะยืนหยัดขึ้นต่อสู้...ทั้งหมดนั้นเปรียบดั่งกลเกมอันสลับซับซ้อน มีริ้วรอยแห่งการถูกกระทำในชีวิตเป็นเดิมพันอันกว้างใหญ่ไพศาล มีศรัทธาแห่งความหลงใหลและละความเชื่อมั่นเป็นเดิมพัน...ชีวิตโดยรวมของมนุษย์แห่งโลก ณ วันนี้มักจักเป็นเช่นนี้...กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันด้วยบาดแผลของจิตวิญญาณ ถูกเหวี่ยงล้มลงไปบนเวทีของการต่อสู้ด้วยรอยบาดเจ็บของสิ่งที่เลวร้ายอันสาหัส หรืออาจจะลุกยืนอย่างสั่นไหวเพื่อประกาศชัยชนะเหนือวังวนแห่งการต่อสู้ด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตา...ทั้งหมดนั้นคือภาพแสดงในนามของชีวิตที่แท้ ที่เหล่านักมวยปล้ำทุกคนบนโลกนี้เป็นผู้ถือครอง...ก็ในเมื่อชีวิตจริงต้องเจ็บปวดและบาดเจ็บอยู่แล้ว....ก็จะเป็นอะไรไปเล่าถ้าจะแปรค่าความหมายแห่งรอยบาดเจ็บอันทุกข์ระทมนั้นให้กลายเป็นสีสันแห่งมูลค่าของรางวัลชีวิตที่สูงค่าต่อความเป็นชีวิตอันเป็นนิรันดร์เสียบ้าง...และนั่นคือโลกแห่งความหวังที่เคลือบอยู่กับทั้งตรรกะและมายาชีวิตโดยแท้....” “มนุษย์มวยปล้ำ” (HUMAN OF WRESTLING) คือหนังสืออันเป็นผลรวมแห่งสารคดีของนักมวยแห่งโลกทั้งหมดทั้งมวล...สารคดีที่เปรียบดั่งกวีนิพนธ์ที่เปี่ยมเต็มระอุไอแห่งความรู้สึกอันเร่าร้อน เจ็บปวด รวมทั้งความอ่อนโยนแห่งการปลดปลงที่เงียบงัน และสงบงามพอๆกัน...แน่นอนว่า... “แน่นอนว่ามันไม่ใช่เพียงเรื่องของนักมวยปล้ำ...ที่จะบอกเพียงว่าพวกเขาต่อสู้อย่างไร...สู้ท่าไหน...ได้แชมป์เมื่อไหร่...แต่ข้อเขียนของหนังสือเล่มนี้ได้อัดแน่นไปด้วยความฝัน ความกล้าหาญ..ความเสียสละของบรรดาเหล่านักมวยปล้ำทั้งหลาย” นั่นคือคำกล่าวถึงสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ทอดสู่ความจริงในเชิงประจักษ์ที่ผู้สนใจจะต้องได้พานพบและตกอยู่กับภาวะที่ต้องใคร่ครวญกับมันอย่างลึกซึ้งแท้จริง..มันเป็นดั่งกลไกและเทคนิควิธีที่มีปรัชญาชีวิตควบคุมอยู่ ...มีกลไกแห่งเทคนิควิธีทางการแสดงคอยกำกับอยู่ ประหนึ่งโลกอันซ้อนซับที่มีสาระโครงเรื่องแฝงฝังอยู่ต่อการขยับเคลื่อนและดำเนินชีวิตให้ก้าวล้ำไปเบื้องหน้า...ดั่งนัยของการสัมภาษณ์ในวงการมวยปล้ำอาชีพที่ผมถือเป็นเงื่อนงำสำคัญในการเรียนรู้และเช้าใจศิลป์และศาสตร์แห่งการต่อสู้อันเต็มไปด้วยสัญญะนี้...การเอ่ยถึง “มีน จีน” (Mean Gene)ในฐานะผู้รับหน้าที่สัมภาษณ์นักมวยปล้ำผู้โด่งดังคนสำคัญ...ถือเป็นแบบเรียนของการเรียนรู้ที่คนที่รักและศรัทธามวยปล้ำรุ่นหลังจะต้องใส่ใจ เรียนรู้ หรือแม้กระทั่งต้องเลียนแบบเพื่อเป็นแบบอย่าง...นั่นเพราะว่า นักมวยปล้ำในทุกยุคทุกสมัยจักเชื่อกันว่าการถูกสัมภาษณ์เป็นเกียรติยศ และยิ่งเป็นการสัมภาษณ์โดย “มีน จีน” ยิ่งถือเป็นเกียรติยศ เนื่องเพราะเขามีความสามารถพิเศษในการใช้ไมโครโฟนเพื่อผลักดันนักมวยปล้ำให้ก้าวไปอีกระดับ ซึ่งถือเป็นความสามารถที่ยากจะเลียนแบบ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม.. “มีน จีน” สัมภาษณ์มาแล้วตั้งแต่ยุคของ Andre the Giant..เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันอย่าง AJ Styles…และศิลปินระดับโลกนับไม่ถ้วน..ไม่ว่าจะเป็น Cyndy Lauper ศิลปินนักร้องผู้โด่งดัง หรือแม้กระทั่ง Andy Warholศิลปินผู้ชวนหลงใหล/....เทคนิคการสัมภาษณ์ของ “มีน จีน” ทำให้วงการมวยปล้ำตื่นตัวและมีชีวิตชีวา...ด้วยเทคนิคง่ายๆและไม่เคยปิดบังเป็นความลับอะไร..เขาระบุอย่างชัดเจนว่า...การปรากฏตัวในวงการมวยปล้ำ หมายความว่าต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางนักมวยปล้ำด้วยท่าทีที่กว้างใหญ่กว่าชีวิต (Larger Than Life)หรือที่หมายความถึงว่าทำอะไรให้เวอร์กว่ามนุษย์ทั่วไป...นั่นย่อมมิใช่แค่การเป็นคนใส่สูทแล้วไปยืนให้สัมภาษณ์แบบปกติ ..เพราะมันจะทำให้ผู้สัมภาษณ์ถูกบรรยากาศกลืนหายไป รวมทั้งยังจะส่งผลให้บทสัมภาษณ์หมดความน่าสนใจไปด้วย...เหตุนี้ผู้สัมภาษณ์จึงต้องสร้างคาแรกเตอร์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อให้คนจำได้ กระทั่งคาแรกเตอร์นั้นสามารถสร้างความโดดเด่นจนสามารถ เชื่อมต่อบทสนทนาไปในทิศทางที่วางเอาไว้...นี่คือรหัสนัยอันสำคัญแห่งบริบทที่ก่อให้เกิดทิศทางแห่งความหมายในบทตอนของมวยปล้ำในแต่ละครั้งขึ้นมา “คำว่า “Mean” แปลว่าความหยาบคาย...ความใจแคบ “Mean Gene” ได้ฉายานี้มาจากการพูดออกไมโครโฟนว่า..เขาไม่รู้จักวง “Tom Petty and The Heartbreakers”/ ทำให้เขาโดนตอกกลับโดยทันทีว่า You’re so “Mean”,Gene….ครั้นเมื่อคำสองคำนี้มาอยู่ติดกัน..มันกลับฟังดูติดหูอย่างน่าประหลาด..ที่สุดมันเลยถูกนำมาใช้เป็นฉายาเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศและคาแรกเตอร์ของตัวเขาที่ต้องเล่นบทบาทเป็นคนถามตรงแบบไม่สนใจใคร..../นั่นเป็นอุบัติการณ์ในวงการมวยปล้ำโลก...ที่กลายเป็นความเคยชินว่าเรื่องใหญ่ๆต้องมีเขาเป็นผู้ให้สัมภาษณ์เท่านั้น...และประเด็นสำคัญก็คือว่าผู้สัมภาษณ์จะต้องไม่ด้อยไปกว่าผู้ให้สัมภาษณ์...ทั้งนี้ก็เพราะความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ และความเกรงใจ อันถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้โลกได้รับรู้และได้คำตอบที่ต้องการ” ผมให้ความสำคัญต่อการสื่อสารและอธิบายในรายละเอียดตรงส่วนนี้ ก็เพราะว่านี่คือหนทางสู่การดิ่งลึกที่จะเข้าใจและมีผัสสะอันลึกซึ้งต่อโลกแห่งความหมายอันแท้จริงของความเป็น “มวยปล้ำ.” ..อันเปรียบเสมือนนัยแห่งการแสดงอันกลับหัวกลับหาง เป็นวิถีแห่งความจริงที่ล้นทะลักไปด้วยปรัชญาแห่งการดำรงอยู่ในฐานะแบบเรียนและบทเรียนของชีวิต...และที่สำคัญ มันคือภาพสะท้อนเหนือภาพสะท้อนของการกระทำที่ต้องได้มาด้วยการฝึกฝนอันเหนื่อยยาก และบางทีคุณอาจตายได้หากคุณพลาดและก้าวไม่พ้นการฝึกฝนที่รองรับด้วยชะตากรรมนั้น/...การสร้างฐานของสถานะและบทบาทอันซับซ้อนและเป็นส่วนตัวขึ้นมาคือการเรียกหาสัจจะแห่งความจริงแท้ท่ามกลางความจริงลวงที่ฉาบหน้าอยู่...บทบาทที่เหมือนว่าชีวิตต้องตกระกำอยู่ระหว่างความแหลมคมของฟันเลื่อย การถดถอยภาวะแห่งจิตวิญญาณของชีวิตจนจมลงสู่ก้นบึ้งของทะเลวนแห่งความอเนจอนาถ หรือแม้แต่ความพลิกผันของเลือดเนื้อแห่งความเป็นตัวตนที่สามารถพุ่งขึ้นสู่การเป็นดวงดาราแห่งมายาคติ...นัยของสิ่งที่มิใช่สามัญเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตราประทับแห่งบรรดานักมวยปล้ำของโลกนี้...ที่เขาได้เลือกสวมใส่ปีกแห่งชีวิตแล้วเพื่อจะโบยบิน หรืออาจจะโผทะยานไปเบื้องหน้า...หากแม้นว่า...ไม่ถูกโชคชะตาโบยตีและยิงร่วงลงมาจากฟากฟ้าเสียก่อน... “ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต”...เขียนถึงภาพเงาของมวยปล้ำด้วยแสงเงาที่ส่องสะท้อนออกมาจากตัวตน...ในผัสสะของการเรียนรู้และรับรู้ถึงสิ่งที่เขารัก..สิ่งที่สื่อผ่านความเจ็บปวดที่ยากจะปฏิเสธจากการกระทบกระทั่งและบดขยี้...มันคืออัศจรรย์แห่งใจทางความคิดที่คลุกเคล้าไปด้วยภาวะวิกฤตกับการมีชีวิตรอดอย่างรื่นรมย์และเข้าใจ “ก็ในเมื่อชีวิตของเราทุกคนบนโลกของวันนี้ต่างก็ทุกข์ระทมและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด...ดั่งนี้การที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาแปรค่าความเจ็บปวดนั้นให้เป็นทั้งคุณค่าและมูลค่าของชีวิตจึงเป็นสิ่งที่น่าสัมผัสและรับฟังอย่างล้นเหลือ..มิใช่หรือ???”.. แน่นอนว่า.. ไม่ว่ามวยปล้ำนั้นๆจะสรุปจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอันถาวรของตัวตน(Tragic Character)...หรือ จะเป็นดั่งชัยชนะของกฎเกณฑ์อันยอกย้อนที่มองไม่เห็น(Invisible Law)...ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นถือเป็นความ มุ่งหมายแห่งมวยปล้ำ...เป็นวิสัยทัศน์แห่งการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตของมนุษย์ผู้ได้เลือกแล้วกลุ่มหนึ่งว่า... “หากชีวิตมีปัญหาอะไร?...พวกเขาจะใช้ความเป็นชีวิตแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างไร?.” ปฐมบทแห่ง “มนุษย์มวยปล้ำ” ในรูปรอยของหนังสือ... “ปรัชญ์ภูมิ” ได้ถือเอาข้อความสำคัญอันกินใจจากหนังสือ “หิ่งห้อย” ของ “รพินทรนาถ ฐากูร” มาเป็นแก่นแกนแห่งบทเริ่มต้นเพื่อจะนำไปถึงจุดจบอันงดงามแห่งใจของภาพรวมแห่งบทสรุปทั้งหมด... “ข้ามิเหลือรอยปีกไว้ในอากาศ แต่ก็พอใจที่ได้ว่ายฟ้ามาแล้ว” อันหมายถึงว่า...เมื่อคนเราได้เลือกดำรงชีวิตอยู่อย่างงดงามและล้ำค่า จนกระทั่งถึงช่วงเวลาหนึ่ง เราก็สามารถกลับมานั่งมองเรื่องเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกอันอิ่มใจได้..ครั้นเมื่อข้อความนี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับบทเพลง “The Wrestler” ของ “Bruce Springsteen” ...บทสรุปของความเป็นหนังสือเล่มนี้สู่ความเป็นหัวใจของนักมวยปล้ำ...จึงเกิดขึ้นและประกาศตัวให้คนที่ไม่รู้จักและเข้าใจในมวยปล้ำได้รู้ว่า... นักมวยปล้ำก็เปรียบดั่ง “ม้าขาเดียว” ที่พยายามจะลากตัวเองให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางกับคนทั่วไป และพยายามที่จะสร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้อื่นด้วยใจ ถึงแม้ว่านักมวยปล้ำส่วนใหญ่จะไม่ได้พิการเฉกเช่นม้าขาเดียว..แต่แท้จริงแล้ว ความหมายที่ซ่อนไว้ก็คือ.. “นักมวยปล้ำเป็นผู้ขายความฝันและศรัทธาให้แก่ผู้ชม”.. ทั้งนี้ มันย่อมเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกิน ที่จุดสำเร็จแห่งความฝันนั้น มักไม่เคยออกมาสมบูรณ์แบบเลยแม้เพียงครั้ง...จนแล้วจนรอดพวกเขา นักมวยปล้ำทั้งหลายก็ต้องมีสถานะเป็นดั่งคนพิการ..ไม่ได้พิการทางร่างกาย...หากแต่พิการทางด้านจิตใจ...แต่ถึงกระนั้น “ม้าขาเดียว” ก็ยังมีความสุขอยู่ในท้องทุ่งอันเป็นเสมือนถิ่นที่ของมัน...และนักมวยปล้ำก็มีถิ่นที่ของตนบนเวทีผ้าใบนั้น.. นั่นแสดงให้เห็นถึงว่าแม้ถนนหนทางที่ต้องเดินต่อไปจะยากเย็นและแสนเข็ญเพียงใด...นักมวยปล้ำก็ยังคงต้องเป็นม้าขาเดียวที่ที่พยายามต่อสู้เพื่อจะก้าวเดินต่อไปอยู่ดี.. นี่คือหนังสือที่มีชีวิตจากผู้ที่มีจิตวิญญาณในความรักชีวิต...ผู้ที่เลือกแล้วว่าชีวิตสมควรมีปรัชญาเพื่อที่จะค้ำยันความบริสุทธิ์แห่งการตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างมีความหมายเช่นไร? “ในเวทีมวยปล้ำมีโลกทั้งใบ” นั่นคือใจความแห่งถ้อยความที่ “ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต” เน้นย้ำและบอกกล่าวแก่ทุกคนผ่านงานเขียนของเขาในทุกๆบทตอนอยู่ซ้ำๆ...และ ณ ที่นี้ไม่ว่ามวยปล้ำจะเป็นอะไรก็ตาม /จะมีความหมายยึดโยงกับชีวิตของผู้ใด หรือไม่ก็ตาม?.. “แต่ก็พนันได้เลยว่า..คุณจะต้องมีความสุขเมื่อเห็นผมเสียเลือดและล้มลงกับพื้น/....ที่จริงแล้วพวกคุณเคยเห็นหุ่นไล่กาที่เปล่ากลวงและเต็มไปด้วยฝุ่นไหม?...ถ้าคุณเคยเห็น...นั่นแสดงว่าคุณเคยเห็นผม”