คนรักของความเศร้า “เจ้ารู้เวลาดุจวารี...ข้าอยู่ที่นี่มาราวนิรันดร์”

วาไรตี้10 ก.ค. 2563 • 17:10 น.
คนรักของความเศร้า “เจ้ารู้เวลาดุจวารี...ข้าอยู่ที่นี่มาราวนิรันดร์”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต “ชีวิตแห่งกวีนิพนธ์ คือบทสะท้อนแสนงามของห้วงอารมณ์แห่งความรู้สึก....มันเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน กระทั่งปะทุขึ้นเป็นประกายไฟของความเติบกล้าทางจิตวิญญาณที่งดงาม...ห้วงขณะหนึ่งๆแห่งการสรรค์สร้างคุณค่าในนามของรสชาติอันตื่นตระการ สู่จุดสัมผัสอันเร้นซ่อนในนัยของความเป็นกวีนิพนธ์ที่ยั่วล้อกับสัจธรรมของชีวิตนั้น...ย่อมคือท่วงทำนองที่ก่อเกิดขึ้นด้วยผัสสะแห่งตัวตนที่ทั้งสั่นไหวและพร้อมจะกลืนกินชะตากรรมด้วยความทายท้า...เป้าหมายอันสูงส่งอันนับเป็นรากเหง้าแห่งเจตจำนงของกวี...เริ่มต้นด้วยกระบวนการแห่งการหยั่งคิดอันแนบเนานี้...ลึกซึ้งลงไปสู่จิตอันสงบงามแห่งการตีความ....แนบนิ่งอยู่กับการสืบค้นที่ปลุกตื่นความใฝ่ฝัน และเป็นหนึ่งเหนือความเป็นหนึ่ง ท่ามกลางห้วงมหรรณพของบทเพลงธรรมชาติที่เคลื่อนขยายในกลับกลาย...อันไม่รู้จบ...รู้สิ้น” “ทั้งแปลกหน้า ไม่แปลกหน้า มายาภาพ อิ่มอาบเร้นซ่อนความอ่อนหวาน วาดไว้ในความฝันของวันวาน อีกทั้งความหยาบกร้านที่พานพบ” ผัสสะแห่งอารมณ์ร่วมจากรวมกวีนิพนธ์ “คนรักของความเศร้า”...ผลงานในบทเริ่มต้นแห่งชีวิตและบทบาทของความเป็นกวีในนาม.. “อังคาร จันทาทิพย์”...เมื่อ 23 ปีที่ผ่านมา...นับเป็นบริบทแห่งภาวะชีวิตของกวี...ที่ได้ปลูกสร้างมโนทัศน์แห่งเมล็ดพันธุ์ของหน่อเชื้อในการเฝ้าสังเกตความเป็นไปของสังคม รวมทั้งปริศนาแห่งวิกฤติของการรับรู้ที่เดินทางอยู่ในวงรอบของสถานการณ์ที่หมุนคว้างด้วยความไม่คงที่...การเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนแปรต่างๆด้วย เงื่อนไขทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ณ ห้วงเวลาขณะนั้น...มีส่วนทำให้เสถียรภาพของการมีชีวิตอยู่ ต้องเผชิญหน้ากับความ หม่นเศร้า และไร้ทางออก...อันชวนขมขื่นยิ่ง... แน่นอนว่า..ในท่ามกลางฉากและชีวิตเช่นนี้...ความแปรผันย่อมดำเนินไปข้างหน้าอย่างแจ่มชัด ในขณะที่ความฝันและความหวังของผู้คน อันเป็นตัวละครของสังคมกลับตกอยู่ในหุบเหวของความทุกข์ระทม...อย่างดิ้นไม่หลุด “ความจริงเฝ้าไถ่ถามต่อความฝัน เสาะค้นความแปรผันของทุกสิ่ง เช่นความเฝ้าไถ่ถามต่อความจริง เราหยุดนิ่งไหมสักครั้งกระทั่งตาย” ในก้นบึ้งแห่งอารมณ์ส่วนตัว/... ชีวิต ณ ยามนั้น มีอะไรมากมายที่ถูกทำลายจนสูญหายและกลายเป็นความเศร้า...น้ำมือของกวีจึงต้องขีดเขียนน้ำคำออกมาด้วยส่วนลึกของความขัดแย้งอันเปรอะเปื้อนไปด้วยสีสันของความมืดมน หม่นเศร้า...มันคือรูปรอยของวัฏจักรแห่งจิตวิญญาณที่ทดท้อ และไม่สามารถชูช่อประดับความหมายใดๆให้แก่แก่นแท้ของโลกได้.. “ใจกลางความมืดของสิ่งหมาย เวทย์มนต์แผ่ขยายอาณาจักร มะงุมมะงาหราความลับลี้สิ่งที่รัก รู้จักความไม่รู้จัก ไม่เลือนจาง กลางใจความมืดและสิ่งหมาย เสาะเส้นทางสายรุ้งแวงแสงสว่าง ใจสุดหยั่งก้นบึ้งเป็นบึงบาง จะถมทดให้เป็นทาง ระทดใจ” เวลาของความเศร้า...ย่างก้าวเข้ามาหาเราได้ทุกเมื่อ บางครั้งจักคล้ายคลื่นลมที่โหมซัดโดยไม่เลือกกาลเวลา และบางครั้งก็เป็นดั่งคลื่นใต้น้ำที่เหมือนจะสงบนิ่ง แต่กลับเหมือนจะรอคอยห้วงขณะที่จะร้องร่ำออกมาเป็นบทแสดงอันร้อนร้าย...เป็นดั่งนี้ในความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคล /เหตุนี้.. สัมผัสแห่งอารมณ์ต่ออารมณ์ของแต่ละบุคคลนั้น จึงสลักเสลาทาบเงาของสำนึกรู้อันสั่นสะเทือนต่อห้วงภวังค์เอาไว้..ในสถานะแห่งความทรงจำที่เปรียบเป็นบาดแผลแก่สัมผัสของใจที่ไม่อาจลืมเลือน และ เลี่ยงพ้นไปได้... “ว่ายหวังเวียนว่ายเพื่อวายหวัง/รอคอยกลบฝังกับฝั่งคลื่น/วาดหวังให้คงทะนงยืน/แท้แล้วกลับกลืนสู่ผืนทราย/ลอยลำเหว่ว้านาวามนุษย์/ไม่รู้สิ้น ไม่เคยสุดเลยจุดหมาย/ตราบชีวิตหนึ่งยังไกลฝั่งสุดท้าย/ยังคงยังเวียนว่ายอยู่วกวน/” ภาพประจักษ์ทางความรู้สึก นับเป็นสิ่งที่ “อังคาร” นำมาสอดร้อยสู่ความเป็นกวีนิพนธ์ของเขาอยู่ซ้ำๆ...เป็นส่วนลึกแห่งความเป็นจริงของความรู้สึกจริง ที่ส่งผลถึงสัญชาตญาณแห่งการตื่นตัวของการรับรู้...ลีลาแห่งความเป็นกวีนิพนธ์จึงผุดพรายขึ้น...ระหว่างการมองเห็นสิ่งอันเป็นความหมายทางความรู้สึกด้วยสายตาที่เปิดเปลือย...กับ นัยทางความรู้สึกที่เต้นเร่าอยู่กับ จิตวิญญาณที่ทุกข์เศร้าอันตั้งอยู่เหนือภาพฝันแห่งความเป็นจริง...อันคว่ำจม “แม่ร้องไห้และพ่อก็ร้องไห้/น้ำตาข้าก็รินไหลใช่ไหมแม่?/อกข้าอุก สิ่งข้าเอ่ย ข้าอ่อนแอ/เราดูเป็นคนแก่ไม่ต่างกัน/ ข้าทุกข์เศร้าเกินไปใช่ไหมแม่?/หรือต่างเพียงแต่ข้าหลับฝัน/น้ำตาในความฝันและจริง สิ่งนั้น/ข้าพบมันจะรินหลั่งอีกครั้งแล้ว”/ เสมือนว่า...เราต่างเป็นผู้ “หยอกล้อต่อโลก”...ระคนอยู่กับการถูกโบยตีด้วยความทุกข์...หัวใจแห่งสาระเนื้อหาในรวมกวีนิพนธ์ชุดนี้สื่อสารสาระแห่งเนื้อในอันชวนใคร่ครวญออกมาเช่นนั้น...มันเป็นความสัตย์ซื่อแห่งสำนึกคิด ที่เป็นรากเหง้าของอารมณ์กวีที่พวยพุ่งและโบยบินออกมาจากคอกขังแห่งปัญญาญาณ...มันพยายามที่จะต่อสู้และบันทึกผลรวมแห่งปรากฏการณ์เหนือความทุกข์ความเศร้าเอาไว้...แม้ว่ามันจะต้องข้ามผ่านกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากของโลกที่เร้นลึกในความลี้ลับที่น่าสะพรึงกลัวของมายาจริตก็ตาม.. “โลกนี้ลึกนัก..../เกินกว่าวันวานจะเข้าใจได้/บางสิ่งมิอาจกล่าวหลังวันวารผ่านไป/แต่ไยวารวันกลับผันมา.../ เราร้องไห้ร้องห่มน่าสมเพช/อันเกิดแก่ปวงเหตุแห่งปรารถนา/สมยอมพร้อมรับกับมายา/ให้กิเลสตัณหาพาเราไป.../” สำนึกแห่งกวีนิพนธ์บทนี้...นับเนื่องเป็นเสี้ยวความคิดมาจาก “เฟเดอริก นิทเช่”...ผู้เฝ้าเคี่ยวกรำความทุกข์และปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า...ระหว่างและท่ามกลางความคลางแคลงใจอันเป็นประหนึ่ง..การหยอกล้อจิตวิญญาณของชีวิตด้วยความเงียบเชียบและวังเวง...ความเศร้าจึงได้อุบัติขึ้นในภาวะแห่งสัญชาตญาณของดวงจิตที่รกเรื้อและตกต่ำในเงื่อนไขที่สวนทางกับความปรารถนาอันกระจัดกระจาย... “ปรารถนาเที่ยงวันแห่งชีวิต/แต่ดวงจิตเรื้อรก ตกต่ำ/ปรารถนารุ่งอรุณเป็นทางนำ/แต่ความคิดเยือนย่ำกับค่ำคืน/...ไม่ปรารถนานิพพาน/เพียงอยากมีดวงวิญญาณแห่งการตื่น/รักโลกบ้างบางคราวเห็นเถ้าฟืน/ขมขื่นเกลียดโลกบ้างในบางครั้ง...” “อังคาร จันทาทิพย์”...สร้างปฐมบทแห่งการร่ายเรียงกวีนิพนธ์เล่มแรกของเขาด้วยความอ่อนโยนจาก “ลมหายใจดอกไม้...” สู่...อารมณ์ลึกแห่ง”คนรักของความเศร้า”...และปิดท้ายด้วยข้อสรุปอันเป็นดั่งพันธนาการทางความรู้สึกแห่ง “ฝุ่นบนชั้นหนังสือ” ทั้งหมดในสิ่งทั้งหมดดำเนินไปด้วยลีลาของความเป็นกวีนิพนธ์(Poetic)ที่สัมผัสได้อย่างเป็นชีวิตแลละมีอิสระ..มันแฝงฝังด้วยความเชื่อ..ศรัทธา...และอารมณ์ความรู้สึกแห่งปรารถนาที่ถักทอและร้อยรัด... “เพราะเราเชื่อสิ่งที่ใครเขาไม่เชื่อ/เดินทางฝ่าสายลมเหนือบาดเนื้อหนาว/ตื่นดึกฟ้าดารดาษดาว/ดั่งจะหน่วงคืนหนาวให้ยาวนาน/ ยาวนานเพื่อเผื่อฝันถึงวันพรุ่ง/เติบรุ่งแสงตะวันอันอ่อนหวาน/ในม่านหมอกหมายมวลดอกไม้บาน/ในสายธารหมายธาตุอุทกนอง/ รักและฝันถึงชีวิตอิสระ.../จริงแท้ แม้พันธะ จะเทียวท่อง/ฟังโลกขับเพลงบรรเลงร้อง/ขานท่วงทำนองของความงาม” ที่มาของชีวิตแห่งกวีนิพนธ์ล้วนมีความต่างในบริบทของการรับรู้ในรู้สึกเสมอ....เสน่หาของความหมายแห่งเนื้องานจักอยู่ที่”งานภายนอก” และ”งานภายใน”ของผู้เป็นกวี..งานภายนอกเชื่อมโยงถึงการเรียนรู้ และ รับรู้ในรู้สึก..ผ่านประสบการณ์และจินตนาการที่อิงแอบ /ส่วนงานภายในก็คือ การแสวงด้านใน ในเชิงจิตวิญญาณ...รวมทั้งเรื่องของความคิดและการตัดสินใจของผู้เป็นกวี... นับเนื่องจากความรักและความผูกพันกับโศกนาฏกรรมของความเศร้าเมื่อยี่สิบสามปีที่แล้ว...ล่วงผ่านภาวะแห่งบุคคลในนามของกวีด้วยการเรียนรู้ โดยให้ความจริงใจและจริงจังต่อความมุ่งมั่นแห่งปรารถนาที่จะสื่อสารภาระหนักแห่งรูปรอยของชีวิตออกมา...ผ่านความเศร้าแห่งบททดสอบความจริงของการสรรค์สร้างประตูกลแห่งความรู้สึก ที่มีบางสิ่งเร้นซ่อนอยู่ท่ามกลางปริศนาของการตีความอันศักดิ์สิทธิ์...นั่นคือบทสรุปถึงว่า ที่สุดแล้วอะไรคือความเศร้า?/หรือ..อะไรคือความสุข?กันเล่าในนามของกวี/..และด้วยรสชาติของความเป็นกวีนิพนธ์...ที่เหมือนได้ระบุเอาไว้อย่างแจ้งชัดว่า...แต่ละห้วงเวลาของชีวิตกวีย่อมเข้าไปในป่าแห่งอารมณ์ และความรู้สึก ตรงจุดที่ใจของตนได้เลือกตำแหน่งเอาไว้...มันอาจจะเป็นที่ที่มืดมิดที่สุดและไม่มีหนทางก้าวเดินเลย หรือ อาจจะมีลำแสงที่ส่องสว่างเพียงน้อยนิด เพื่อจะเคลื่อนไหวตัวตนไปสู่ศักดิ์ศรีในนามแห่งความจริงแท้ของ”กวีนิพนธ์” นั่นคือเส้นทางกวีของ “อังคาร จันทาทิพย์”...จากคนรักของความเศร้า ...สู่ “หัวใจห้องที่5 ”...จวบจน... “ระหว่างทางกลับบ้าน”...ทุกก้าวย่างล้วนมีหมุดหมายทางความคิดต่อการค้นพบและตระหนักถึง คุณค่าอันสำคัญของการเดินทางสู่ภายในด้วยกันทั้งสิ้น...สิ่งนี้คือภาษาแห่งพันธสัญญาที่รื่นรมย์..เหนืออื่นใด..ตลอดมา...!!! “คล้ายพันธสัญญา/ความรัก กาลเวลา ปรารถนากระหน่ำ/โบยตีเสรีภาพ ความทรงจำ/ในบางบท บางเงื่อนงำ ซ้ำๆนัย/ข้ายังอาลัยในโลกย์/สังสาระโศลก/ลีลาศเริงรักสลักเสลา/สลักฝุ่นควันฟั่นเงา/มายาข้าเอา/เป็นอิ่มอันเปรมปรารถนา” “เสียงเพลงทุกเพลงในเพริดฝัน ลุเวิ้งคืนวันอย่างเร็วรี่ เจ้ารู้เวลาดุจวารี ข้าอยู่ที่นี่มาราวนิรันดร์”