อิสระแท้ !(TRUE FREEDOM) “วิถีสู่อิสรภาพที่แท้มีหลายทางให้เลือกเดิน...แต่ไม่มีทางลัด”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
ปรารถนาที่แท้ของมนุษย์...อยู่เหนือขึ้นไปจากภาวะสามัญ มันคือการหยั่งรู้ในทางจิตวิญญาณผ่านความคิดฝันอันลึกล้ำ...มนุษย์มักตีความนัยแห่งความเป็นตัวตนออกมา เป็นญาณปัญญาในหลายๆขณะ สู่ปรากฏการณ์แห่งชีวิตที่มนุษย์แต่ละคนล้วนต่างรอคอย ความหมายของการก่อเกิดที่จะเกิดขึ้นด้วยใจที่จะสื่อไปถึงใจในที่สุด..
“เมื่อคิดถึงการเกิด ทุกสิ่งก็เกิด
เมื่อคิดถึงการดับ ทุกสิ่งก็ดับ
สิ่งทั้งหลายล้วนเกิดจากใจ”
นัยความคิดข้างต้น คือแก่นหลักของการรับรู้จากหนังสืออันมีค่าต่อการขับเน้นตัวตน สู่ความมีอิสระที่แท้..นั่นคือการไม่ยึดมั่นใน “อัตตา”...ดุจดั่งน้ำที่ไม่มีรูปร่างแน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่บรรจุ เราทุกคนในฐานะมนุษย์ต่างปฏิบัติเพื่อให้บรรลุอิสรภาพที่แท้ และการฝึกปฏิบัตินี้ก็ไม่ยากอะไร...หากเราได้มุ่งมั่นและตั้งข้อสังเกตว่า..เหตุผลที่เราต่างรู้สึกนั้นเป็นเพราะอะไร ?..
นั่นหมายถึงว่า..หากเรารู้สึกโศกเศร้า และเจ็บปวดในใจ...คำตอบแห่งความเป็นสาเหตุก็คือการมุ่งคิดว่า
“ฉันทำถูก..ฉันจึงเป็นฝ่ายถูก”..ความคิดเช่นนี้..ความคิดที่เรามุ่งเอาแต่คิดว่าเราเป็นฝ่ายถูก..จึงทำให้เราคาดหวังให้คนอื่นยอมรับในตนอย่างถึงที่สุด..แต่แท้จริงแล้ว มันอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป..เราจึงมักประสบกับความขุ่นเคืองใจเสมอ..แต่หากถ้าเราสามามารถเปลี่ยนความคิดเป็น.. “ฉันยังขลาดอยู่ ฉันยังเขลาอยู่”..กระทั่งละวางความคิดที่ว่า “เราเป็นฝ่ายถูก”...ความเจ็บปวดและความโกรธขึ้งในใจ...ก็จะมลายหายไปทันที..
อิสระแท้!(TRUE FREEDOM)งานรังสรรค์ทางความคิดของพระอาจารย์ “พอมยุน สุนิม” พระอาจารย์เซนชาวเกาหลี ผู้ก่อตั้งสมาคมจุงโต(Jungto Society)...นักกิจกรรมผู้นำการเคลื่อนไหวอันหลากหลายมิติ..นับแต่การรณรงค์สร้างจิตสำนึกทางนิเวศ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสันติภาพโลก รวมทั้งการขจัดทุพภิกขภัย ความเจ็บป่วย และการไม่รู้หนังสือ..
“เรามักใช้ชีวิตตามจริตนิสัย เมื่อพยายามทำซ้ำหรือมีพฤติกรรมซ้ำ กรอบคิดของเรามักไม่เหมือนที่ลงมือทำครั้งแรก เมื่อไปสู่สถานที่ที่ไม่เคยไป เรามักอยากรู้และพยายามตรวจดูอย่างถ้วนถี่ พยายามทำความเข้าใจ ...ขอให้พยายามทำอย่างเดียวกันนี้กับชีวิตของเรา ขอให้พยายามใช้ชีวิตด้วยจิตใจใคร่รู้ราวกับกำลังกระทำบางสิ่งเป็นครั้งแรก ด้วยกรอบความคิดใหม่ และสุจริตใจอย่างที่สุด”
นี่คือนิยามความหมายแห่งจิตของผู้เริ่มต้น ที่ปรากฏเป็นแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้...ที่แสดงให้เห็นภาวะการทำงานของจิต ..เป็นช่องทางเริ่มต้นแห่งการโน้มนำให้เห็นถึงแนวทางแห่งการรู้เท่าทันจิต ด้วยแนวคิดอันเจิดกระจ่างที่ว่า.. “วิถีสู่อิสรภาพที่แท้มีหลายทาง ให้เลือกเดิน แต่ไม่มีทางลัด ผู้ใดพึงได้มาก็ด้วยการลงมือปฏิบัติ และเพียรฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น...” คำสอนนี้นำพาให้ผู้สัมผัสรู้ทุกคนมุ่งใจไปสู่ทางนั้น..ด้วยหนทางแห่งการปฏิบัติ..ที่ถูกเน้นย้ำว่า...การฝึกปฏิบัติเป็นหนทางขัดเกลาให้ตัวเราเป็นคน โดยสมบูรณ์ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว พูดง่ายๆก็คือ ถ้าท่านคิดว่าตัวเองไม่สลักสำคัญอะไร เหมือนดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ริมถนน แทนที่จะรู้สึกสิ้นหวังและว่างเปล่า ท่านก็จะมีแนวโน้มว่ารู้สึกพึงพอใจไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะได้พบใคร และไม่ว่าจะทำอะไร... “ท่านต้องละวางความคิดว่า ท่านต้องเป็นใครบางคน คนอื่นจะคิดและปฏิบัติต่อท่านอย่างไรก็ขึ้นกับทัศนคติของพวกเขา ท่านต้องไม่ปล่อยให้ทัศนคติของพวกเขาทำร้ายท่านได้..ถ้าท่านดำเนินชีวิตตามวิถีของตนเอง ฝึกปฏิบัติด้วยความพากเพียร ผู้อื่นย่อมชื่นชมและเคารพนับถือท่านในท้ายที่สุด...แต่ถ้าท่านยังคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนสลักสำคัญ คนอื่นจะสรรเสริญในความอ่อนน้อมถ่อมตนของท่าน แม้ท่านจะไม่พยายามถ่อมตนมากเป็นพิเศษก็ตาม”..
แน่นอนว่า...นั่นคือสิ่งที่เราสมควรปฏิบัติ..เพื่อจะเป็นคนประเภทนี้..และถ้าท่านมีอิสรภาพที่แท้ ท่านก็จะใช้ความสามารถได้ถูกต้อง ตามกาลเทศะ แม้ท่านไม่ได้เจาะจงในการพยายามจะช่วยเหลือผู้ใด..
“ท่านพระอาจารย์พอมยุน” ได้แสดงทรรศนะอันสำคัญ..ด้วยการบ่งชี้ถึงลักษณะของบุคคลที่ถูกแบ่งออกเป็นสี่ประเภท ตามลักษณะของการตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกเป็นหลักใหญ่..ซึ่งก็ได้แก่ประเภทแรก..เป็นพวกที่รับอิทธิพลจากปัจจัยเลวได้ง่าย..ประเภทที่สอง..พวกตั้งใจอยู่ห่างจากปัจจัยเลว ประเภทที่สาม..คือพวกวางตนเฉยได้ แม้จะแวดล้อมไปด้วยปัจจัยเลวประเภทท้ายสุด..คือพวกที่นอกจากปัจจัยเลวทำอะไรไม่ได้แล้ว คนประเภทนี้ยังมีอิทธิพลที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเลวๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณได้
ในรายละเอียด...บุคคลประเภทแรก..คือผู้ที่รับอิทธิพลมาจากปัจจัยภายนอก คนประเภทนี้ เวลาคบหาเพื่อนขี้เหล้า ก็ริรักน้ำเมาโดยไม่รู้ตัว ถ้าคนขี้โมโหวาจาหยาบคาย ก็จะใจร้อนช่างสบถไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคบคนเกียจคร้าน หรือคนโลภ ก็พลอยหลังยาวและโลภไปกับเขา ..พวกเขาเอาอย่างกมลสันดานเลวๆ จากคนแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว เหมือนเสื้อผ้าที่เปียกชื้นในสายหมอก ก่อนที่ผู้สวมใส่จะทันรู้ตัว..
บุคคลประเภทที่สอง..ผู้ไม่ถูกครอบงำเพราะกันตัวออกห่างจากปัจจัยภายนอก..คนประเภทนี้ จะไม่ถูกปัจจัยเลวครอบงำ เพราะกันตัวออกห่าง...พวกเขาไม่สุงสิงกับเพื่อนฝูงที่กินเหล้าสูบบุหรี่ ไม่คบคนวาจาหยาบคาย ตัดสัมพันธ์และตีตัวออกห่างจากคนนิสัยเลวทุกประเภท เพราะยึดคำกล่าว “ปลาร้าพันห่อด้วยใบคา ใบก็เหม็นคาวปลาคละคลุ้ง”เป็นสรณะ คนประเภทนี้จะหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่จะส่งอิทธิพลลบต่อตน เพราะปัจเจกเหล่านี้ คล้ายว่าปลอดนิสัยชั่ว และพฤติกรรมเลว จึงได้ชื่อว่า.. “บริสุทธิ์และประเสริฐ”..โดยทั่วไปพระภิกษุสงฆ์ จัดอยู่ในปัจเจกประเภทนี้
เมื่อเทียบเคียงคนทั้งสองประเภทนี้เข้าด้วยกัน...ก็จะพบว่า..คนประเภทแรก มักเคารพยกย่องคนประเภทที่สอง อาจถึงขั้นกราบไหว้เทิดทูน อย่างไรก็ดี..ต่อให้นับถือแค่ไหนเขาก็ไม่เอาเยี่ยงอย่าง..และหากถูกถามว่าทำไม..เขาก็มักจะส่ายหัวแล้วตอบว่า..”ปุถุชนอย่างฉัน จะมีชีวิตแบบนั้นไปได้อย่างไร”และคงความนบนอบไม่เสื่อมคลาย ทั้งๆที่คนประเภทแรก ไม่ได้ต้องการใช้ชีวิตแบบคนประเภทที่สอง แต่กลับคาดหวังให้ผู้อื่นเจริญรอยตาม ให้เหตุผลที่ตนไม่ทำเสียเองว่า.”ถ้าโลกนี้มีแต่คนดี โลกก็คงหยุดหมุน”...ราวกับว่าเขายังทำชั่วประพฤติเลวก็ด้วยความห่วงใยโลก..
อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานแล้ว คนสองประเภทนี้ถือว่าเหมือนกัน ในแงที่ถูกปัจจัยภายนอกกระทบได้ง่าย ไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ คนทั้งสองประเภทปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเป็นใหญ่.โดยคนประเภทแรกปักใจว่า “ฉันต้องมีชีวิตเหมือนคนอื่นๆ”คนประเภทที่สองก็เชื่ออย่างเหนียวแน่นว่า”ฉันต้องมีชีวิตไม่เหมือนคนอื่นๆ”..กล่าวอีกอย่างคือ คนประเภทแรกติดกับความอยากของตน และประเภทที่สองติดกับความคิดแน่วแน่ที่จะกันตัวออกจากปัจจัยแวดล้อม คนกลุ่มแรกล้อมคอกตนด้วยความคิดที่ว่า “ชีวิตจะมีรสชาติอะไร ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มเหล้า” ..ส่วนกลุ่มที่สองตีกรอบตนเองด้วยความเชื่อว่า.. “ฉันต้องกินมังสวิรัติ และไม่ดื่มของมึนเมา”
ปกติ..เรามักจะพูดว่า.. “ฉันรักคนนี้เพราะสิ่งนี้ เกลียดคนนั้นเพราะสิ่งนั้น” แม้เป็นความรู้สึกตรงกันข้าม แต่ก็เกิดจากฐานเดียวกันคือกิเลสของผู้พูด..แน่นอนว่าผู้คนจะเป็นสุขเมื่อสมปรารถนา รัก-ชัง แตกยอดออกมาจากรากเดียวกัน เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน...
คนประเภทที่สาม...ผู้ที่ปัจจัยภายนอกไม่อาจครอบงำ..เป็นผู้ไม่พยายามหลีกเลี่ยง แต่ดำรงอยู่โดยไม่หวั่นไหวไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัว ...คือคนที่พ้นจากอิทธิพลดีเลว ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แม้มิตรสหายจะกินดื่ม เขาไม่ติดเชื้อความโลภ ต่อให้แวดล้อมด้วยคนโลภ..เมื่ออยู่ได้ดังนี้ เขาจึงเป็นอิสระจากปัจจัยภายนอก เพราะไม่วูบไหว สถานการณ์ใดก็ไม่มีอิทธิพลเหนือเขา..
เมื่อเป็นดั่งนี้..คนประเภทแรกจึง ออกทะเลด้วยเรือบดลำเล็ก จึงถูกคลื่นซัดพลัดตกน้ำ เขาตื่นตระหนกเรียกหาคนช่วย.ขณะตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด..คนประเภทที่สองเปรียบเหมือนคนที่สร้างเขื่อนกันคลื่นลม และชอบแล่นเรือในน้ำนิ่ง เป็นคนที่ประสบทุกข์ในชีวิต แล้ววันหนึ่งก็ได้ค้นพบว่าชีวิตเช่นนั้นไร้คุณค่าความหมาย เหตุนี้เขาจึงสลัดทิ้งพันธนาการทางครอบครัวและสังคม ไปใช้ชีวิตในหุบเขาลึกและพงไพร เพราะตัดพันธะทุกรูปแบบ เขาจึงไม่ต้องเผชิญทุกข์จากการงานหรือผู้คน..ชีวิตของเขาเปรียบได้กับการพายเรืออยู่ในทะเลสาบ ที่สงบสันติเพราะเขื่อนที่ล้อมรอบเขา ไม่ได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง..
เหตุนี้ คนประเภทแรกจึงรื่นรมย์อยู่แค่ประเดี๋ยวประด๋าว...คนประเภทที่สอง ประสบทุกข์หรือสุขวนเวียนกันไป คนประเภทที่สาม รู้จักต่อเรือลำใหญ่ เรียนรู้การนำร่องในทุกสภาพคลื่นลมจนชำนาญ ..คนเช่นนี้จึงหลุดพ้นและถึงซึ่งนิพพาน แต่ทว่า เขายังเข้าไม่ถึงความสุข และอิสรภาพอันสูงสุดแท้จริง..
คนประเภทที่สี่..ประเภทสุดท้ายแตกต่างอย่างยิ่ง จากสามประเภทแรก เขาไม่สนใจกับความคิดว่า “ต้องไม่ตกน้ำ..” ต่อให้ตกน้ำจริงๆ เขาก็ไม่เดือดร้อน ...คนสามประเภทแรกเชื่อว่า ตนจะไม่มีความสุขหากตกน้ำ แต่ทว่า คนประเภทที่สี่ กลับเบิกบานใจไม่ว่าจะตกน้ำหรือไม่ ...คนประเภทที่สี่ ไม่กลัวอิทธิพลจากปัจจัยแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้น การไม่แปดเปื้อนก็ไม่ใช่เป้าหมาย เขาเกลือกกลั้วกับ “ปุถุชน” และแผ่กุศลไปสู่ทุกสิ่งที่สัมผัส ทำให้โลกงดงามและน่าอยู่ขึ้น..
“ผ้าขี้ริ้วเปียกทำให้พื้นสะอาดด้วยการซับฝุ่นละออง เข้าไว้ฉันใด คนประเภทที่สี่ ก็ซึมซับ และชำระจริตหยาบ และพฤติกรรมเลวของผู้อื่น และปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ฉันนั้น..”
กล่าวโดยสรุป..หนทางเดียวที่จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง คือการรู้แจ้ง ด้วยเหตุนี้ สติจึงไม่อาจบ่มเพาะด้วยวิธีหล่อหลอมตามขนบ แต่ต้องอาศัยการตระหนักรู้ด้วยตนเอง
“การถึงซึ่งความรู้แจ้งไม่ใช่การปรับตัว ตามสภาพแวดล้อม แท้จริงแล้ว สิ่งนี้คล้ายกับการกลายพันธุ์ เมื่อคนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เขาก็จะเปลี่ยนอีก การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่ส่งต่อลูกหลาน ทว่า การกลายพันธุ์เป็นการปรับเปลี่ยนลักษณะหนึ่งได้อย่างถาวร และสืบทอดลูกหลานด้วยการฝึกสม่ำเสมอ ท่านจะพบกับการกลายพันธุ์สู่สภาวะ ที่ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลกับอิทธิพลใดๆจากปัจจัยภายนอก...”
นี่คือหนังสือ ...ที่ทั้งชำแหละและปลูกสร้างในทางจิตวิญญาณ ที่สื่อสารออกมา อย่างมีชีวิต..ว่ากันว่า..ใจคือบ่อเกิดแห่งพุทธะและปุถุชนอันหมายถึง “ผู้ยังไม่รู้แจ้ง”...การพูดถึงใจต่อใจในลักษณะนี้ถือเป็นสิ่งที่สร้างอิทธิพลต่อความเป็นตัวตนอย่างใหญ่หลวง...ถึงขนาดสามารถทำให้เราจมดิ่งสู่เหวลึกหรือลอยละลิ่วสู่สรวงสวรรค์ได้
“ดรุณี แซ่ลิ่ว” แปลหนังสื่อเล่มนี้ออกมาสู่ใจของผู้อ่านได้อย่างแนบเนาและนบน้อม มันคือวิถีแห่งปัญญาที่เหมาะควรต่อการรับรู้ โดยมีท่านอาจารย์ สดใส ขันติวรพงศ์ เป็นบรรณาธิการ..นั่นยิ่งทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนทางแห่งอิสรธรรมที่แท้..บนฐานรากแห่งการก่อเกิดของความเป็นสิ่งที่ว่างในความว่างอย่างแท้จริง..
“ผมกลายเป็นคนไม่ว่างไปได้ยังไงนะ ในเมื่อผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า...ผมมาจากไหนและจะไปไหน..”