- โฆษณา -

โลกสันนิวาส “โลกทิ้งตัวตาย...พลเมืองโลกไม่เคยนอนหลับพร้อมกัน”

วาไรตี้3 มิ.ย. 2565 • 23:15 น.
โลกสันนิวาส “โลกทิ้งตัวตาย...พลเมืองโลกไม่เคยนอนหลับพร้อมกัน”

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

  

- โฆษณา -

“สรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นบนโลกนี้ คละเคล้าหลอมรวมกันจนเป็นเอกภาพของการอยู่ร่วม ในนามของแต่ละสิ่ง เป็นความหมายเฉพาะของนัยแห่งองค์ประกอบของทั้งภาวะความคิดและการกระทำอันลึกล้ำ...ด้วยภาวะอันเกี่ยวเนื่องและสมบูรณ์แห่งใจ..ณ ที่ตั้งที่อิงอาศัยแห่งตัณหาและเหล่ามวลทิฐิ รวมถึงสถานะแห่งการมีอยู่ของสัตว์โลกและสิ่งนานาทั้งหลาย...นี่คือนิยามของ “โลกสันนิวาส” ที่แบ่งประเด็นรากความหมายออกมาได้ว่า...โลกนั้นคือ ธรรมที่แตกสลาย เกิดดับ ณ ขณะนี้ อันหมายถึงขันธ์ 5 ที่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นส่วนหนึ่งๆของรูปกับนาม ซึ่งแสดงถึงสภาพที่ไม่รู้...ดั่งนั้นโลกสันนิวาส จึ่งคือธรรมที่แตกสลายเกิดดับ ณ ขณะนี้...สันนิวาสก็คือ การอยู่ ซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งตัณหา ทิฐิ....โดยรวมแล้ว “โลกสันนิวาส” คือการหมายถึง “ขันธ์5 ที่ปรากฏเกิดดับ ณ ขณะนี้   เป็นที่อิงอาศัยให้เกิดความยินดีพอใจ ติดข้อง และ ความผิด ที่ยึดถือว่า เป็นเรา สัตว์ บุคคล เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยแท้..ข้ามโพ้นจักรวาลวิถี”

           

กวีนิพนธ์อันเปี่ยมไปด้วยความหมายของการสืบค้นต่อโลกในโครงสร้างที่ลึกเร้นในเจตจำนงทางความคิดและการกระทำดั่งนี้... “โลกสันนิวาส” ประพันธกรรมที่สื่อแสดงออกมาด้วยความมุ่งมั่นอันจริงแท้ของเจตจำนงที่จะเผยร่างของความไม่สมดุลของโลกออกมา ด้วยการมองผ่านและตีความสรรพสิ่งที่ล่วงสู่ห้วงคิดห้วงสัมผัสภายใน ถือเป็นแบบเรียนรู้แห่งการ “รับรู้ในรู้สึก” เป็นแบบแผนของการปฏิบัติต่อการตระหนักเห็นตามข้อสังเกตภายใน ก่อนที่จะถูกประจงกลั่นออกมาเป็นทั้งถ้อยคำ และ น้ำคำอันสะดุดใจล้ำลึก เป็นความหมายที่ตั้งอยู่เหนือความหมาย โดย “มุทิตา”...กวีหญิงแห่งยุคสมัย...ผู้สะท้อนถ่ายบรรยากาศแห่งสถานะและบทบาทของโลกวันนี้ออกมาได้อย่างแหลมคม  จริงจัง แม่นตรง และ ส่องสะท้านถึงการตีความอย่างเปิดเปลือย เปิดกว้าง ถึงรอยร่างในทางจิตวิญญาณที่เคลื่อนย้ายตัวตนแห่งตนอยู่...ตลอดเวลา...

         

“เรามิได้อยู่โดดเดี่ยว /เรามีสังคมโลกที่ต้องข้องเกี่ยว/เล็กที่สุดคือความคิดในใจของปัจเจกชน/ที่ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถค้นพบถ้าเจ้าของไม่เปิดเผย /ทยอยขยายสู่สิ่งที่กว้างกว่า ใหญ่กว่า/ล้นออกไปจนสู่อวกาศ/ทะยานอยากของมนุษย์ไปได้ไกลกว่าขอบเขตโลก/ทว่าโลกได้ให้เราอยู่ร่วม/ไม่ใช่โลกาภิวัตน์/ไม่ใช่โลกที่มีผืนดินหนึ่งในสี่/และโลกได้ผสานเพียงหนึ่งเดียว/เด็ดดอกไม้ดอกเดียวยังไม่สะเทือนถึงดวงดาว/มันสะเทือนภายในโลกก่อน/ต่อเนื่อง คืบคลาน กัดกลืนเหมือนโดมิโน/กว่าจะถึงดวงดาวอื่น คงไม่เหลือสิ่งใด/นอกเสียจากกลับมาสู่หน่วยที่เล็กที่สุด/คือหน่วยของจิตใจมนุษย์”

          

ความหมายที่เปิดกว้าง...ที่สุดความหมายอันเป็นความหมายของโลกที่ควรจะเป็น ก็คือโลกอันมีผัสสะ ที่ใกล้ชิดที่สุด มันอาจเล็กนิดเดียวในขอบเขตของการมีชีวิตอยู่..แต่ถ้าสัมผัสรู้แห่งใจคลายเคลื่อนไปกับกาลเวลาผ่านความเข้าใจแห่งใจและดิ่งลึกอยู่กับเจตจำนงเสรี ความหมายแห่งสรรพสิ่งก็จะกลับกลายเป็นเวิ้งรู้อันถูกคัดสรรแล้วด้วยการหยั่งรู้และเข้าใจอันเป็นหนึ่งเดียว...ที่มีค่า..

       

“ถ้ากาลเวลาบนความอับปางหยุดนิ่ง /วันคืนของโลกล้วนผละจากความทรงจำ/ ถ้าประวัติศาสตร์โดนทอดสมอ/ปีแสงแห่งการเดินทางจะไร้ความหมาย/มนุษย์ภูมิใจเมื่อได้งมเรื่องราวนั้นมาเล่าขาน/แซ่ซ้องความมีชัยที่จัตุรัสกลางเมือง/ฝากบันทึกไว้กับใครสักคนที่รู้หนังสือ/เปรมปรีดิ์ในชัยชนะของการรื้อค้น/ค้นสืบเพื่อที่อาจมีร่องรอยหลงเหลือ/เพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่/ใส่จริตแห่งผู้แสวงหา/ดึงภาวะวิทยามาอธิบายด้วยปัญญา/จนลืมทักทายศพพลทหารที่กลายเป็นหิน/ลืมทักทายซากสงครามนั้นว่าสงบในการลืมเลือนมา...แม้เมื่อใด"

       

ใจความแห่งกวีนิพนธ์ของ”มุทิตา”ในแต่ละบทมีแก่นเรื่องของใจความที่ยึดมั่นอยู่กับรากลึกของความเป็นจริงทางความรู้สึก มันคือความซื่อตรงและแม่นตรงของเจตนาที่ไม่เกรงกลัวต่อภยาคติของบริบทอันเป็นต้นเรื่องนั้นๆ...กวีย่อมไม่ใส่จริตลงไปในวิสัยทัศน์ของตนจนกลายเป็นการปลูกสร้างสาระอันจอมปลอมขึ้นมา และจักต้องไม่สับสนลืมเลือน..ซากร่างอันจริงแท้ของเหล่าผู้ถูกกระทำจากมายาคติทั้งหลายทั้งปวงแห่งสังคมโลกอันจอมปลอมและเต็มไปด้วยอุปาทานแห่งความบูดเบี้ยวนั้นๆ

        

“เมื่อแม่มดถูกตราหน้า/ความแตกตื่นของความเชื่ออุปาทาน/การล่าแม่มดโดนรับรอง/สืบทอดครั้งกลียุคแห่งการปฏิรูป/ไม่มีแม้ไม้กวาดวิเศษ/ขอให้ข้าได้เป็นอมตะบ้าง/กำเนิดแวมไพร์ที่โรมาเนีย/สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาถึงการบริจาคโลหิต/ความอมตะหาซื้อได้ง่าย/ผู้ใจบุญตัดขาดการสืบทอด/กระนั้นแวมไพร์ยังคงอยู่...”

              

วิถีที่เปิดกว้างแห่งสัญชาตญาณทางความคิดที่เชื่อมโยงดั่งนี้.. ถือเป็นศักยภาพอันโดดเด่นของความเป็นกวีในยุคนี้ที่ควรจะเป็น...ภูมิรู้ในการเรียนรู้และรับรู้ของ “มุทิตา” ทำให้กวีนิพนธ์ของเธอแฝงฝังไปด้วยคำถามของโลก อันสะท้านใจ...มันคือสายทางแห่งรอยแผลของกาลเวลาที่ม้วนตัวเข้าโอบรัดลมหายใจของชีวิตในแต่ละเวลานาที ก่อนที่จะพ่นพิษออกมาเป็นความทุกข์เศร้านานา...หลายๆครั้งที่เราอาจย้อนกลับไปถามไถ่ถึงอำนาจที่มองไม่เห็นของพระผู้เป็นเจ้ากันอีก...มันคือความสิ้นสลายของความเชื่อมั่นในตัวตนอีกครั้งในยุคนี้..ที่ดูเหมือนว่าจะมีบาปแห่งบาปที่เปื้อนมือและเปื้อนใจอยู่เสมอ...หากแต่ขอเพียงมีใครสักคนที่จะเป็นผู้กระเพื่อมศรัทธาในยุคนี้ขึ้นมาอีกครั้ง..นั่นแหละ...!

              

“ให้เราได้จุดประทัดหนึ่งแสนเสียง /เพื่อกัมปนาทถึงโสตประสาท/บนบานต่อสิ่งที่ตอบแทนเพื่อกระเพื่อมศรัทธา/แล้วศรัทธาจึงได้รับการตอบแทน/ ส่งร่างริมฝั่งคงคาเถิด/ไปที่จุดสะพานเชื่อมสู่สรวงสวรรค์/ให้ร่างพวกข้าได้เข้าสู่พาราณสี/ให้แผ่นดินนี้ได้อาบแสงไฟ/ให้ลูกได้สารภาพบาป/ศีลอภัยบาปเพื่อหรรษาทานของพระเจ้า/ตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าได้โปรด/ให้ลูกได้รับการยกบาป/เริ่มเวียนชีวิตใหม่/เวียนชีวิตใหม่/...ถวายใจและกายแด่พระองค์/ข้าศรัทธาต่อองค์อัลเลาะห์เพียงผู้เดียว/ศรัทธาต่อไปถึงศาสนทูตและคัมภีร์/เท่ากับศรัทธาในวันสิ้นโลก/เราละเว้นจากการทำชั่ว/กระทำแต่ความดี”

                     

ภาวะหยั่งรู้ของ “มุทิตา” ชี้ให้เห็นความแปลกต่างทางความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ นิยามความหมายในแต่ละส่วนล้วนคือการค้นพบจิตวิญญาณแห่งความ “เป็นจริงใหม่” ในทุกๆสัมผัสขณะ...ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในโอกาสแห่งสถานะใดก็ตามการเดินทางสู่ภายในด้วยข้อวินิจฉัยของแก่นแกนชีวิต นับเป็นศรัทธาที่เราแต่ละคนจักต้องประจักษ์ ผ่านการได้ยินได้ฟัง ผ่านการหยั่งรู้อันจับใจที่ไม่เสื่อมคลาย ผ่านการพินิจพิเคราะห์แห่งตนโดยลึกซึ้ง...และ ไม่หลับใหล...ทั้งนี้ก็เพราะว่า... “โลกไม่เคยหลับใหล” โลกของเราไม่เคยหลับใหลเลยแม้เวลานาที...มันเชื่อมโยงกันด้วยหัวใจใฝ่คิด ถ้าเราสัมผัสถึงความเงียบสงัดอันเคลื่อนไหวอย่างไม่รู้จบรู้สิ้นของมัน..

           

“โลกไม่เคยหลับใหลพร้อมกันหมด สรรพสิ่งไม่เคยหยุดนิ่งพร้อมกัน เพราะอาวุธร้ายคือโลกนิ่งเงียบหลับใหล/ไม่มียาม /ไม่มีขีปนาวุธเสียงจอแจ/ประภาคารสังเกตภัยเงียบไม่เห็น/นกบอกเหตุไม่ได้ร้องเตือน/ตัดขาดหริ่งเรไรไปเสีย/เงียบให้เป็นดั่งหูบอด/โลกทิ้งตัวตาย/เสียงกลางวันเป็นของกลางวัน/ให้เสียงกลางคืนเป็นสิ่งกล่อมเกลา/ให้คนธรรพ์ได้บรรเลง/เสียงป่าเป็นเสียงที่เมืองไม่ได้ยิน /ชั่วชีวิตอาจไม่เคยรู้จักหริ่ง/สำเนียงที่ปรากฏในที่มืด/ยกให้เสียงมืดเป็นเสียงลึกลับ/โลกทางนี้กลางคืน/โลกอีกทางเป็นแสงสว่าง/พลเมืองโลกไม่เคยนอนหลับพร้อมกัน”

           

ภาวะเปรียบเทียบในบทบาทของความตื่นรู้ของ “มุทิตา” สาดแสงแห่งพลังความคิดได้อย่างชวนพินิจพิเคราะห์เสมอ มันหาใช่การมองข้ามผ่านสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปอย่างเปล่าเปลือง แต่มันคือข้อตระหนักของนัยแห่งโลกกับสัมผัสรู้อันมีรสชาติ ที่จับต้องสู่กันและ ทั้งด้วยกายร่างที่เปิดกว้างและด้วยดวงใจที่เดินทางไกลสู่จิตวิญญาณอันล้ำลึก...ซึ่งต้องสดับตรับฟังอย่างใคร่ครวญ...

      

“ฟังเสียงโลกเถิด/กำลังกู่ก้องเรื่องใด/กรีดร้องของทุกข์ยาก/หรือตะโกนแห่งกระแสสุข/ดวงตาโดนปิดกั้น/โปรดอย่าปิดกั้นการมองเห็น/บอดสีแยกโลกให้ต่าง/เพียงดวงตาอาทรและเผื่อแผ่/จมูกข้าไม่ได้กลิ่นชั่วขณะ/จากไวรัสร้ายเคลื่อนสู่แผ่นปอด/ไม่เป็นไร.../โลกจะพาเราผ่านพ้นไปถึงอีกไวรัส/...ลิ้นรับรสก็ไม่ได้แสบปร่าใดไม่รับรส/เปรี้ยวเค็มหวานของผลผลิต/เปลี่ยนไปตั้งแต่น้ำตาลมาเปลี่ยนโลก/กายข้าต้องการออกกำลังกาย/และกายข้าต้องไม่ผุพังก่อน/ร่างกายที่เป็นที่เน่าเหม็น/และทิ้งท้ายกลายเป็นเถ้า/ใจข้าเล่า...ใจของข้า”

                                   

โลก ณ วันนี้...เต็มไปด้วยบทบาทอันวกวนสับสน มันคือห้วงขณะของการก้าวย่างอันละเอียดละออต่อจิตใจ ที่คลายเคลื่อนจากสัมผัสที่ผสานผสมอยู่ด้วยวงจรของกาลเวลา...มิติของวิถีแห่งโครงเรื่องดำเนินไปด้วยการตีความที่เข้มข้น ในฐานะของมนุษย์ผู้ทรงปัญญาที่ใช้ปัญญาเปลี่ยนแปลงโยงข้ามไปถึงจักรภพ...

           

“สตีเฟน ฮอว์คิงให้มนุษย์เป็นสิ่งเดียวที่ทรงปัญญา/ไม่มีป้อยอ ไร้ซึ่งคำเยินยอ/ด้วยข้อมูลความเป็นไปได้/การพิสูจน์ทราบ พันธุศาสตร์ถูกกำหนด/เรื่องราวเปลี่ยนแปลงของผิวโลก/ข้ามไปทั้งดาวเคราะห์ดาวฤกษ์/โยงข้ามถึงจักรภพ/ ไม่มีสิ่งใดทนทานและอยู่ได้รอดเว้นแต่เซลล์มนุษย์/นับแต่อุกาบาตรชนโลก/นับแต่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์/ย้อนนับแต่สัตว์เซลล์เดียวเกิดขึ้น/นับบังเอิญจากการรอดการชนครั้งใหญ่ด้วย/...โปรดอย่าลืม/มนุษย์คือผู้ทรงปัญญา/เราคือผู้ทรงปัญญา/...อย่าลืม”

         

โลกดำเนินไปข้างหน้า...ในฐานะของความเป็นมนุษย์ด้วยหน้ากากแสดงชีวิต(PERSONA)...แท้จริงแล้วเราทุกคนต่างอยู่ในเงื่อนไขของความเป็นหน้ากาก ซ่อนเร้น ปิดบัง และ อำพราง เป็นบทสรุปแห่งจิตใจที่ถือเป็นบันทึกแห่งยุคสมัย ภายใต้อารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะคาดเดาถึงสัญญะ ภายใต้หน้ากากของการเผชิญโลกแห่งกันและกัน..

          

“เธออึดอัดมากไหมในหน้ากากนั้น/ปกปิดครึ่งหน้า ฝ่าอากาศเชื้อร้าย/ดวงตาคลายตระหนกและหวาดกลัวลง/ในหน้ากากเป็นเครื่องสำอางอีกชิ้น/ดีไซเนอร์ต่างพุ่งความสนใจให้แล้ว/ให้ผู้หญิงของโลกสวยใต้หน้ากาก/บันทึกยุคสมัยของประวัติแฟชั่นโลก/เครื่องประดับอีกชิ้นที่ต้องมี/นั่น!พวกเธอกำลังนินทาใครใต้หน้ากาก/ไม่ต้องห่วงพวกผู้ชาย/เพศที่แข็งแรงเขาคิดเช่นนั้น/อย่าปรามาสเขาไม่แข็งแรง/หน้ากากผู้ชายปิดบังใบหน้าเช่นผู้หญิง/นั่นคืออย่าได้เดาอารมณ์บนใบหน้า/เช่นดวงตาของเธอแสดง/เธอไม่อาจเห็นสัญลักษณ์ริมฝีปาก/ไม่อาจเดาได้เลย/สำหรับคนชรา...พวกเขามีหน้ากากพิเศษสำหรับการสวมใส่/เป็นหน้ากากเกียรติยศ/หน้ากากเด็กมีไว้ให้เด็ก/ตามขนาดวัยและใบหน้า/สดชื่นสดใส/เตรียมความพร้อมวัย สำหรับวัยเผชิญโลก...”

         

ทั้งหมดนี้คือ...  “ตัวอักษรความในใจ” โดยรวมที่ “มุทิตา” ได้ออกแบบสรรค์สร้างความหมายแห่งโลกและชีวิตที่ต้องเผชิญหน้าและมีผัสสะอยู่กับมวลรวมของสภาวะของงโลกที่เป็นสงครามทางความคิด เป็นตำนานของการเกิดใหม่ที่เสริมส่งการรู้แจ้ง...เป็นรวมกวีนิพนธ์ที่เสียดแทงต่อภาพแสดงอันเป็นมายาคติของชีวิตต่อชีวิต ที่ทั้งคมชัดและสลัดพ้นจากอคติอันคับแคบ สู่การกลายเป็นในกลายเป็นที่ขยายเจตจำนงไปสู่คุณประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ อย่างหยั่งเห็นและรื่นรมย์แห่งตัวตนในตัวตนแท้จริง..นับเนื่องจากใจสู่กาย จากกายสู่ใจ/หยั่งเห็นจากล่างสู่บน บนลงล่าง/และหมุนวงรอบจากศูนย์กลางสู่ภายนอก/ และจากด้านนอกหมุนตลบซับซ้อนสู่ด้านใน...นิจนิรันดร์...

           

“ไม่มีสงครามในตำนานอีกต่อไป/รสชาติการศึกถูกเปลี่ยนปรุงแต่ง/เป็นสงครามคลีนและคีโต.../เพื่อประชาชนต่อร่างกายและนายทัพ/...นักรบอดพลีชีพเพื่อชาติ/ทหารรับจ้างสิ้นหวังผันตัวไปขับไซเบอร์เพื่อการสอดแนม/หน่วยรบใต้ดินโดนส่งไปแทรกแซงเป็นคอลเซ็นเตอร์/เสนาธิการไปเฝ้าดูคริปโต/บางหน่วยยังต้องอยู่เพื่อเสถียรค่าน้ำมันดิบต่อบาร์เรล/

            

ไม่มีหน่วยรบในตำนานเกิดใหม่ ศาสตราวุธอยู่ที่นิ้วชี้

           ....................................

ความกระหายแห่งสงครามไม่เคยถดท้อ แฝงคำป้อยอและบรรณาการ

           .....................................................

          

กำลังทหารฝึกตามคลิป/ชวนหัวกันตอนเกณฑ์ทหารมากกว่าใจอยากรบ/ขุมกำลังรบถูกแอบซ่อนตามเร้นหลืบเขา/....แสนยานุภาพมีไว้เพื่อ..ป้องปราม../.. โลกทิ้งตัวตาย พลเมืองโลก..ไม่เคยนอนหลับพร้อมกัน..!./”